การ “กรอง” นั้นอันตรายมาก ถ้าเครื่องกรองไม่ดี แล้วเราไปเชื่อว่าอะไรที่ผ่านการกรองมาแล้วมันต้องดี มันก็จะฉิบหายกันไปหมด

วิธีการจัดการความรู้ตามมาตรฐานทั่วไปนั้น ผมว่ามันยังเป็นระบบ “ปิรามิด”  เกินไป ..คือเป็นระบบที่กรองเอากากออก แล้วไปได้ “ยอดความรู้”

 

แสดงว่าพวกวางรากทฤษฎีนี้เป็นพวก “เรียนเก่ง” ที่ใช้ประกาศณียบัตร เบิกทางไปสู่ตำแหน่งสูงๆ จนไปกำหนดทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ได้ในที่สุด

 

การจัดการแบบปิรามิดความรู้นี้ ผมว่า อันตรายมาก เพราะถ้ากรองผิด ก็ฉิบหายกันหมด เหมือนดังเช่นสังคมไทยเรา มีเครื่องกรอง อย่างเอกอุ เช่น ท่านอานันท์ ท่านหมอประเวศ หมอเสม ท่านสุลักษณ์ ต่างก็กรองให้ “ท่านทักษิณ”  “ผ่าน”  ไปได้ทั้งนั้น ประเคนตำแหน่ง "อัศวินควายดำ" ให้ด้วยซ้ำไป

 

(ยกเว้นผมคนเดียวที่ไม่ให้ผ่าน (ในปี พศ. ๒๕๔๓)  จนผมกลายเป็นเป็นเป้าด่าของ คณาจารย์ระดับ ดร. ทั้งมหาลัยว่า เพี้ยน..เพี้ยนไม่ว่าเพราะชอบอยู่แล้ว แต่มันแถมโง่ให้อีกด้วย ...ตอนหลังเลยได้คิดว่าการถูกด่าว่าโง่จากคนโง่ แสดงว่าเราฉลาด..ฮา)

 

ดังนั้นผมว่าการ “กรอง” นั้นอันตรายมาก ถ้าเครื่องกรองไม่ดี แล้วเราไปเชื่อว่าอะไรที่ผ่านการกรองมาแล้วมันต้องดี มันก็จะฉิบหายกันไปหมดได้แบบง่ายๆ

 

ผมเห็นว่าความรู้เป็นเพียงผลพวงของสมอง และความพยายาม  แต่มันเหมือนโต๊ะที่มีเพียงสองขา ก็ไม่มั่น เอาไปนั่งก็ล้ม ...ดังนั้นต้องมี ขาที่สาม  และขาที่สี่

 

...ซึ่งขาที่สามคือ ศีลธรรม จริยธรรม ...ส่วนขาที่สี่คือ คุณธรรม

 

การจัดการความรู้ที่ปราศจริยธรรม คุณธรรม ยิ่งมีประสิทธิภาพเท่าใด ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น เช่น ประเทศรวยกว่า ก็มีงบในการจัดการความรู้มากกว่า ก็เอาเปรียบประเทศจนกว่าได้อยู่ร่ำไป จนช่องว่างแห่งการเอาเปรียบขยายกว้างขึ้นทุกที จนนำสู่สงคราม ความรุนแรง มาตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ

 

...ซึ่งนักจัดการความรู้ ไม่เคยตระหนักกันบ้างเลย เพราะมองเพียงมิติเดียวคือ อยากเอายอดความรู้ไปสร้างความรวย  โดยที่ว่ารวยนั้นก็คือรวยเงินเหมือนพวกฝรั่งเสีย ๙๙% แม้จะทำทีเป็นอ้อมแอ้มอ้างอิงมิติอื่นบ้างก็ตามทีเถิด  (รู้ไก๋หรอกน่า..ไม่ต้องทำเป็นเขิน)

 

...คนถางทาง (๖ เมษายน ๒๕๕๕)