สิ่งที่คนเดินป่าไม่ว่าจะเป็นพราน เป็นโจร หรือเป็นพระธุดงค์กลัวกันมากเป็นพิเศษก็คือ ง  งูใจกล้า นั่นเอง เพราะการถูกงูพิษกัดอยู่กลางป่า น่าจะเป็นการตายที่น่าหวาดเสียวและทรมานไม่แพ้การตายด้วยมลพิษในกรุงเทพเลย

 

พวกนักเลงเดินป่าบ้านนอกก็เลยมีกลวิธีกันและแก้งูกัดกันมากมายหลายขนาน มีตั้งแต่มนตราต่างๆที่ว่าเมื่อท่องแล้วจะแคล้วคลาด ส่วนใหญ่เวลาต้องลุยกันจริงๆ เช่น ลุยพงหญ้าที่มองไม่เห็นพื้นดิน ผู้เขียนก็จะว่าตำราเดิม

 

ตำราเดิมที่ว่าก็คือ แผ่เมตตา  ทำนองว่า...โอม ท่านปวงสัตว์ทั้งหลาย..เราเป็นผู้ทรงศีลที่กำลังแสวงหาโมกขธรรมเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ ขอท่านสัตว์ร้ายทั้งหลายจงพิจารณาให้ถ่องแท้..จงอย่าได้ทำบาปกรรมตัดตอนการแสวงหาอันประเสริฐของเราเลย จงมาร่วมกันกับเราสร้างบุญบารมีร่วมกันเถิด ดังนั้นแล้ว หากเกิดชาติหน้าขอให้ท่านได้เกิดเป็นคน ได้พบพระพุทธศาสนาเทอญ ขอท่านพญางูและสัตว์อันมีเขี้ยวแหลมคมและพิษร้ายทั้งหลายจงมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนเราผู้แสงธรรมแห่งองค์พระสัมมาฯเลย....

 

เมื่อได้สวดท่องทำนองนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยได้ในด้านจิตใจ หลวงพ่อท่านก็เป็นนักสถิติตัวยงมักจะบอกเสมอว่า โอกาสที่จะถูกงูกัดน่ะมันมีน้อยยิ่งกว่าการได้ตรัสรู้ในขณะที่กำลังอร่อยอยู่กับอาหารคำแรกของบิณฑบาตรเสียอีก ต้องเดินซุ่มซ่ามไปเหยียบมันเข้าน่ะแหละมันถึงจะง่ำเอา

         อีกวิธีคือ ... บ้างก็ให้พกเครื่องลางต่างๆ เช่น เครื่องลางสมุนไพร ประเภทหัวกลิ้งกลางดง ซึ่งมีขนาดสักเท่าหัวแม่มือและมีลักษณะเป็นปุ่มๆที่ผิว เล่าขานกันว่าชะงัดนักแล งู หมู หมา แม้แต่หมี ก็ขบกัดไม่เข้า

 

....กาฝากมะนาวก็ว่ากันว่าดีนัก ตัวนี้นอกจากจะแคล้วคลาดแล้วหากโดนกัดเข้าจริงๆยังสามารถเอาฝนกับน้ำมะนาว(ที่เก็บจากต้นโดยไม่ได้ดม)ดื่มกินถอนพิษงูได้ดีนัก

 

และก็ยังมีรากมะนาวป่า ที่ว่ากันว่าแม้กระทั่งสิ้นลมแล้ว แต่หากถอนรากผมดูรากผมยังมีสีขาวอยู่ก็ยังสามารถทำให้ฟื้นคืนชีพได้ ส่วนพวกที่ได้ยินกันมากก็คือ เสลดพังพอนฝนกับเหล้า ทั้งกินทั้งทาหายดี

 

โอ๊ย ยังมีอีกหลายขนานที่ได้ยินชาวป่าเขาเล่าลือกล่าวขานกันไว้ น่าจะได้มีการศึกษากันอย่างจริงจังตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าตัวยาเหล่านี้มีสรรพคุณจริงดังคำล่ำลือหรือเปล่า (แต่หากไม่มีจริงก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปนะว่า มันไม่จริง เพราะบริบทมันต่างกัน วิทยาศาสตร์มันงมงายอยู่ในเหตุผลเสมอ...แต่ไสยศาสตร์มันหลับอยู่ในความเชื่อ ทั้งสองอย่างผิดและถูกพอกันแหละ พุทธศาสตร์นั้นสายกลาง เชื่อและไม่เชื่อทั้งสองอย่างพอกัน แต่ทุกวันนี้คนไทยเราก็บ้าและเห่อวิทยาศาสตร์แบบฝรั่งจนเกินพอดี)

 

          ผู้เขียนได้สังเกตมาอย่างหนึ่งว่าตัวยาส่วนใหญ่จะฝนกับเหล้าขาวแทบทั้งนั้น จนกระทั่งว่าหมองูคนหนึ่งที่ผู้เขียนเคยไปดูเขารักษาเพื่อนที่ถูกงูสามเหลี่ยมกัดในขณะส่องกบ ใช้เหล้าขาวเพียวๆอมเข้าปากแล้วก็เป่าพรวดๆลงไปบริเวณปากแผล พร้อมกับท่องมนต์สำทับ (เป็นภาษาเขมร) ก็เล่าลือกันว่าหมอคนนี้รักษาคนมา 20 กว่าปีแล้ว รอดตายมาได้หลายร้อยคน ไม่มีตายสักราย สัมภาษณ์หมอได้ความว่าเคยแก้มาทุกงูยกเว้นจงอาง

 

 

ผู้เขียนมาฉุกคิดว่า เหล้าขาว น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่แก้พิษงูได้แม้แต่เพียงการทาที่ผิวหนัง เพราะเหล้าขาวนั้นเป็นแอลกอฮอที่ระเหยได้ง่าย เมื่อเกิดการระเหยที่ผิวหนังการระเหยก็อาจระเหยพาเอาพิษงูติดออกไปด้วยก็เป็นได้ น่าจะได้มีการทำวิจัยเรื่องนี้ดูที ถ้าจะใช้หลักวิทยาศาสตร์ก็พอฟังได้อยู่เพราะเคยได้อ่านพบมาในตำราฝรั่งว่าพิษงูนั้นจะเคลื่อนเข้าสู่ร่างกายผ่านท่อลำเลียงน้ำเหลือง(ไม่ใช่เส้นเลือดอย่างที่เรามักเข้าใจกัน) ซึ่งท่อเหล่านี้ฝังตัวอยู่ชิดผิวหนังมาก ดังนั้นท่านจึงบอกว่าการใช้เชือกรัดแขนขาเมื่อถูกงูกัดนั้นให้รัดแต่เพียงเบาๆ เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ แต่พิษงูที่ปนไปกับน้ำเหลืองไหลไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงก็พออนุมานได้ว่าการทาด้วยแอลกอฮอจะทำให้เกิดการระเหยอย่างรวดเร็วที่ผิวหนัง และการระเหยนี้อาจช่วยดูดซับพิษงูที่กำลังไหลผ่านเยื่อใต้ผิวหนังให้ระเหยตามไปด้วย

 

          จึงอยากเสนอแนะเป็นสูตรของหลวงเฮียว่าหากเข้าป่าแล้วถูกงูกัด หาอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ให้ใช้น้ำธรรมดาลูบทาบริเวณแผลพอหมาดๆแล้วพัดให้แห้ง ทำเช่นนี่อยู่เรื่อยๆโดยตลอดจนกว่าจะถึงมือหมอ คิดว่าไม่น่ามีผลเสียเกินไปกว่าการไม่ทำอะไรเลย

 

หากหาน้ำไม่ได้ก็ใช้น้ำลายหรือปัสสาวะก็ได้ สูตรยาของพระพุทธเจ้าในการแก้พิษงูตามที่ได้มีกล่าวกันไว้คือ การให้ดื่มน้ำปัสสาวะ หรือ แม้กระทั่งอุจจาระ (มูตรและคูถ)

 

ตรงนี้ผู้รู้บางท่านบอกว่าแท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อทำให้สะอิดสะเอียนจนอาเจียร ซึ่งการอาเจียรจะทำให้อาการทุเลาลงเพราะพิษงูจะออกมาด้วยในบางส่วน

 

 

ธุดงค์ดั้น ด้นไป ในไพรสนท์

ตามเขตชน บทไทย ในอีสาน

เพื่อศึกษา ธรรมะ ตามตำนาน

เพื่อสืบสาน ควานหา ค่าของคน

 

ทุกเหยียบย่าง ที่เท้า ก้าวล่วงไป

กำหนดใจ มุ่งมั่น หมั่นฝึกฝน

ได้สติ กำลังกาย ความอดทน

เกิดเป็นคน ได้ลองเดิน เพลินลืมตาย

 

...คนถางทาง (๕/๔/๒๕๕๕)