ช่วงนี้ที่เมืองหลวงของประเทศไทยจะมี "สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" อยู่ที่ศูนย์สิริกิติ์ แต่ที่เชียงใหม่ ร้านหนังสือประจำของผมก็ลดราคา ๒๐% โดยส่วนใหญ่ ไม่เสียค่าเดิินทางใด ๆ ก็ถือเป็น "สัปดาห์หนังสือลดราคาประจำปี" เช่นกัน นอกจากงานสัปดาห์หนังสือของสำนักหอสมุด มอชอ ในปลายปี

มาเดินพักผ่อนหย่อนสมองทีไร ก็มักจะได้หนังสือติดไม้ติดมือไปเล่มสองเล่มเสมอ

วันนี้เช่นกัน ได้ "ชาล้นถ้วย" ของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปราณ ซึ่งช่วงหลัง ๆ นี้ออกมาบ่อยและถี่มากสำหรับหนังสือของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ หนังสือของสำนัำกพิมพ์ปราณจะมีราคาต่ำกว่าของสำนักพิมพ์ชื่อดังพอสมควร อันนี้เป็นที่ถูกใจหนอนหนังสือตัวเล็ก ๆ อย่างผมแน่นอน

 

 

"ชาล้นถ้วย" เป็นพุทธศาสนาปรัชญา "เซน" ที่เน้นความเีรียบง่าย ลุ่มลึก และเป็นไปตามธรรมชาติ

ขอนำเสนอเรื่องหนึ่งนะครับ

 

 

 

มันถูกของมันอยู่แล้ว

 

เราเคยสังเกตบ้างหรือไม่ ว่าทำไมศิลปินจึงบรรจงปั้นพระพักตร์ของพระพุทธรูปประธานในทุกวัดให้อยู่ในลักษณะการ "ยิ้มน้อย ๆ" อยู่เสมอ

หากตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงจะบอกว่า ก็เพราะศิลปินต้องการสื่อว่า พระพุทธองค์นั้นทรงเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะทรงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว

นี่เป็นคำตอบที่ไม่มีทางผิด

แต่ยังมีอีกคำตอบหนึ่ง ซึ่งอยากชวนให้คิดร่วมกัน

ใช่หรือไม่ว่า ที่พระพุทธปฏิมาทุกองค์ล้วนอยู่ในอาการยิ้มน้อย ๆ อยู่เสมอ นั่นก็เป็นเพราะว่าพระพุทธองค์ทรงมองทะลุโลกนี้อย่างปรุโปร่ง

ปรุโปร่งเหมือนคำที่กล่าวกันว่า "นักวิทยาศาสตร์แค่ ค้นพบ แต่พระพุทธองค์นั้นทรง เห็น" อย่างแจ่มกระจ่าง

พบ คือ เจอบางส่วนของความจริงทั้งหมด

เห็น คือ รู้จักความจริงทั้งหมดอย่างแจ่มแจ้งทุกแง่มุม

 

ในเมื่อทรงเห็นอย่างชัดเจนในทุกเหลี่ยมทุกมุมของโลกเสียแล้ว จะมีอะไรให้ทรงตื่นเต้น ประหวั่นพรั่นพรึงและงุนงงสงสัยเหลืออยู่อีก

 

สิ่งใดเกิดขึ้น ก็เพราะสิ่งนั้นมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

สิ่งใดเปลี่ยนแปลง ก็เพราะสิ่งนั้นมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

สิ่งใดดับลง ก็เพราะสิ่งนั้นมีเหตุปัจจัยให้ดับลง

 

เมื่อทรงมองเห็นทั้งปรากฎการณ์และเหตุปัจจัยประกอบของทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนี้แล้ว จึงไม่มีอะไรในโลกนี้ให้ต้องทรงพิศวงงงงวยอีก

เมื่อทรงมองเห็นโลกและความเป็นไปของโลกที่อยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์อย่างแจ่มกระจ่าง จะไม่ให้ทรงเบิกบานได้อย่างไร

เพราะสรรพสิ่งมันเป็นของมันอย่าง "ถูกต้องอยู่แล้ว" ไม่มีอะไรเป็นของใหม่เลยสักนิด

 

มันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว

มันถูกของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว

ใครเข้าใจกระจ่างในเรื่องนี้

จะไม่ให้เผลอยิ้มได้อย่างไร!

จะให้นั่งหน้าบึ้งอยู่ได้อย่างไร!

 

ภรรยาของชายตัดฟืนคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะถูกงูกัด เขาเสียใจมาก อุ้มศพไปหาอาจารย์ถึงที่วัด ร้องห่มร้องไห้ ขอให้ท่านช่วยชุบชีวิตให้หน่อย ท่านเจ้าอาวาสเห็นเขาเศร้าโศกปิ่มว่าจะขาดใจจึง "ยิ้ม" แล้วเดินกลับเข้ากุฏิไปอย่างเงียบเชียบ ชายคนนั้นไม่รู้จะทำอย่างไร จึงอุ้มศพภรรยากลับไปเผาตามประเพณี

 

วันต่อมา มีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งซึ่งเป็นคนเก่งกาจอัจฉริยะ มีชื่อเสียงในทางวิชาการสูงส่งมาหาท่านด้วยสีหน้าไม่ดี เขาเล่าว่า พอเขาเริ่มมีชื่อเสียง ได้รับการยกย่องจากมหาชนและนักศึกษามากมาย ก็มีคนในมหาวิทยาลัยเดียวกันออกหนังสือสนเทห์โจมตีเขาอย่างเสียหายด้วยข้อหาที่ไม่มีมูล

ท่านเจ้าอาวาสฟังแล้วก็รินชาให้เขา พลางเชื้อเชิญให้เขาจิบด้วยรอยยิ้มอย่างมีความเมตตา เมื่อชาถ้วยนั้นหมดแล้ว ท่านก็ยิ้มอีกครั้งหนึ่ง แล้วลุกออกไปจากวงสนทนา

 

นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งเดินทางไปสอบชิงทุนการศึกษา ซึ่งปีหนึ่งจัดเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เมืองหลวง แต่เขาสอบไม่ติด ร้องห่มร้องไห้ไม่กล้ากลับบ้าน กลัวพ่อแม่รับไม่ได้ จึงขอไปนอนที่วัด เมื่อพบหน้าหลวงพ่อเจ้าอาวาส เขาจึงพร่ำพรรณาถึงความทุกข์จากความผิดหวังให้ฟัง หลวงพ่อฟังแล้วก็ยิ้ม

เป็นรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาอย่างคนที่รู้ดีว่า "มันถูกของมันอยู่แล้ว"

 

 

........................................................................................................................

ช่องไฟแห่งการใคร่ครวญ

 

"มันถูกของมันอยู่แล้ว"

เราเองต่างหากที่คิดว่า มันไม่เป็นไปดังที่เราต้องการ

เราไม่ยอมรับ และเราก็ต่อต้านมัน

อาการดีใจ ร้องไห้ เศร้าโศก วิตก กังวล ฯลฯ จึงเกิดขึ้น

 

สรรพสิ่งเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งใหม่เลย

เหลือแต่การฝึกฝนให้จิตของเราเข้าใจที่จะปล่อยวางความทุกข์ ความสุขได้อย่างเร็วขึ้น

ไม่ยินดียินร้าย วางแล้วพิจารณาถึงความจริงของชีวิต

 

ชวนอ่าน พาลคิด

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...

 

 

........................................................................................................................

ขอบคุณหนังสือดี ๆ ...

ว.วชิรเมธี (นามแฝง).  ชาล้นถ้วย.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  นนทบุรี : ปราณ, ๒๕๕๕.