ไม่ว่าจะใช้ระบบใด ราคาสินค้าก็ “แพงเท่ากัน” ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มค่าภาษีเท่ากัน เพียงแต่ว่าจะจ่ายกลางทาง หรือ ปลายทาง เท่านั้นเอง

ภาษีแหว็ดของไทยเรา ก็ลอกฝรั่งมาใช้อีกตามเคย (ไม่ต่างอะไรกับระบบประชาธิปไตย การศึกษา วิจัย  กฎหมาย)  ทั้งที่ไม่ได้เหมาะกับสังคมแบบไทยๆเราเลย ก่อเกิดความเสียหายหลายแสนล้านบาท

 

ขึ้นชือว่ารัฐบาลแล้ว ต้องมีรายได้เพื่อเอามาทำงบประมาณ  เพื่อเอามาให้นักการเมืองแสดงอำนาจในการใช้เงินก้อนนี้  เพื่อเอามาหาเสียงเลือกตั้ง (ด้วยการซื้อเสียงจากเงินหัวคิวที่หักจากงบประมาณนั่นแล...ไม่โดยตรงแบบประเทศด้อยพัฒนา ก็โดยอ้อมแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว)

 

โดยรายได้ (งบประมาณ) นี้มาจากภาษีหลายทาง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ที่ไม่ได้เป็นบุคคลพิเศษแบบพวกนักการเมือง)  ภาษีนิติบุคคล ภาษีการค้า  สรรพสามิต ศุลกากร ที่ดิน โรงเรือน ฯลฯ ..ก็ว่ากันไป

 

กล่าวฝ่ายภาษีการค้า ซึ่งมีปริมาณมากหลายนั้น ระบบในโลกนี้แบ่งออกเป็นสองระบบใหญ่ๆ คือ เก็บภาษีระหว่างทาง หรือ เก็บภาษีที่ปลายทาง  (นี่ผมกลั่นเอามาให้ฟังกันง่ายๆ แบบชาวบ้านนะ) .............การเก็บภาษีระหว่างทาง มักนิยมกันในยุโรป และมักเรียกกันว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (value added tax ย่อว่า VAT...ออกเสียงไทยว่า แหว็ต) ......ส่วนใน usa ไม่ใช้ระบบนี้ แต่ใช้ระบบเก็บภาษีที่ปลายทาง คือที่ผู้บริโภคสินค้าขั้นสุดท้ายนั่นเอง)

 

ระบบสองระบบนี้ ในความเห็นผมมันส่งผลสุดท้ายต่อสังคม (ผู้ผลิต ผู้บริโภคและรัฐบาล )  ในเชิง “ธนนัย” เหมือนกันทุกประการ  ที่มันต่างกันก็เป็นเพียงนัยทางการเมืองเท่านั้นเอง

 

 

โดยนัยทางการเมือง การใช้ระบบ VAT ทำให้นักการเมืองไม่ถูกด่ามากนัก เพราะไม่ได้เก็บภาษีจากประชาชนผู้บริโภคโดยตรง แต่เก็บจากผู้ผลิตแทน  ทำให้นักการเมืองดูดี  ส่วนระบบเก็บปลายทาง (มักเรียกกันว่า retail sale tax หรือ consumer tax แล้วแต่จริตสังคม)   ทำให้ดูเหมือนว่านักการเมืองมารีดภาษีเอากับผู้บริโภคจนๆ (อย่างเรา)

 

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะใช้ระบบใด ราคาสินค้าก็ “แพงเท่ากัน”  ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มค่าภาษีเท่ากัน เพียงแต่ว่าจะจ่ายกลางทาง หรือ ปลายทาง เท่านั้นเอง

 

แต่ที่ต่างกันมากอย่างมหันต์คือ “ค่าใช้จ่าย” ในการเก็บภาษี...วิธีของ vat นั้น มีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าวิธีของ sale tax แบบว่า 100 ต่อ 1 ก็ว่าได้ เพราะต้องตามติดเอกสารของห่วงโซ่การผลิตทุกขั้นตอน  มีรายละเอียดให้หักลบ กลบหนี้ยอกย้อนมากหลาย ....แต่วิธี sale  tax มีขั้นตอนเดียว คือ ตอนขายปลีกครั้งสุดท้าย

 

ลองคิดดู ระบบ vat ที่มีขั้นตอนมากหลาย และในแต่ละขั้นตอนก็มีระเบียบที่ต้องตีความอีกมากหลาย ...ถามว่า แบบนี้มันไม่เข้าทางข้าราชการไทยหรอกหรือ เช่น

 

1)   ต้องมีขรก. จำนวนมากหลายเพื่อทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ในการติดตามขั้นตอนการผลิตอันยุ่งยากซับซ้อน เช่นวัตถุดิบที่ใช้สิบอย่าง มีที่มาจากไหน แต่ละอย่างมีข้อยกเว้นภาษีอย่างไร หรือ ต้องมีภาษีสรรพสามิตเพิ่มมากกว่าปกติอย่างไร แล้วเอามาเข้าสมการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มอันยุ่งยาก (แล้วเราคิดว่าจนท. สรรพกร แม้ซื้อตรง ไม่โกงกิน จะคิดได้ถูกหรือ ...สำหรับผม อมพระมาคิดก็ไม่เชื่อว่าคิดถูกหรอก)

 

2)   ซื้อขาย “ช่องโหว่” เพื่อวิน ๆ สองฝ่าย คือ ขรก. ก็ได้เงินจากการตีความระเบียบมาก (ตีความให้มันอ่อนๆต่อบริษัทเข้าไว้) ส่วนบริษัทผู้ผลิตก็เสียภาษีน้อยลง (แม้หักค่าตีความแล้วก็ตาม)

3)   แต่ละขั้น แต่ละขั้นการผลิตนับสิบขั้นกว่าจะถึงการขายปลีกครั้งสุดท้าย ..ภาษีก็สูญหายไปตามข้อ 1 และ 2

4)   จึงไม่แปลกอะไรที่ประเทศไทยเราเก็บภาษีในภาพรวมทั้งหมดได้เพียง 17% จัดอันดับได้ต่ำที่สุดในโลก เท่า เขมร ลาว เวียตนาม ฟิลิปินส์ พม่า ในขณะที่อัตราภาษีเท่าญี่ปุ่น แต่ที่โน่นเขาเก็บได้ 30%  (ประเด็นนี้นักเศรษฐศาสตร์ไทยเรายังไม่ตระหนัก ทั้งที่ผมเขี่ยลูกมาให้เตะมาประมาณ 5 ปีแล้ว)

 

ผมเดาว่า การที่ไทยเราหันมาใช้ระบบ vat แทนระบบ sale tax ที่ปลายทางแบบเดิม (ระบบเมกา และ จังกอบ สุโขทัยโบราณ) ...นั้นคงเป็นเพราะมี doc แก่ๆที่มีอำนาจวาสนา (จอมปลอม)  มันทุบหัวโต๊ะในการประชุม แล้วบัญชาลงมากว่า ต้องใช้ระบบนี้ แล้วที่ประชุมก็โง่หงอตามมัน ไม่มีใครกล้าเถียง (อีกตามเคย)  ตามแบบไทยๆ

 

...คนถางทาง (๕ เม.ย. ๒๕๕๕)