นครแพร่แก้วเมืองมุร

อาทิตย์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสอันงามของชีวิต ไปร่วมงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มผู้หล่อเลี้ยงชาวปฐมภูมิในโครงการ PCA (Primary Care Award) ที่นครแพร่เป็นเวลา 3 คืน 3 วัน ได้เจอะเจออะไรมากมาย เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิต กลับมาต้องรีบหาเวลาบันทึก จะได้เพิ่มความแน่นแฟ้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนเราให้มากขึ้นอีก (เดี๋ยวนี้ชักจะขี้ลืม... ต้องไม่ประมาท)

ท้าวความนิดนึง งาน PCA เป็น brainchild ของกลุ่มมืออาชีพในการให้บริการสาธารณสุขชุมชน ที่สนใจแนวคิดว่าการทำงานสุขภาพปฐมภูมินั้น ต้องย้อนกลับไปที่ความดี ความงาม ความรุ่มรวยของชุมชนเอง ของตัวปัจเจกบุคคล และพยายามหาวิธีที่จะทำอย่างไร ที่ชุมชนซึ่งมีพลังอยู่แล้วนั้น จะได้รับการอุดหนุนส่งเสริม สนับสนุนจากรัฐ และแหล่งทรัพยากรทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้เราจึงได้มีการทดลองเบื้องต้นจากสถานบริการปฐมภูมิที่คัดเลือกเป็นตัวอย่างกลุ่มหนึ่ง จากทุกๆภาคของประเทศไทย เข้ามาได้รับการฝึกภาคปฏิบัติในทักษะ ความรู้ และแนวคิดแบบใหม่นี้ ผลักดันโดยแพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร (พวกเราเรียก "พี่ช้าง") ได้ลองทำงานมาสี่ห้าปี ทุนสนับสนุนจาก สปสช

เมื่อได้ทำงานมาสักสี่ซ้าห้าปี ฝุ่นตลบก็เริ่มคลายตัว สารแขวนลอยก็เริ่มนอนก้น และของดีๆก็เริ่มตกผลึก เราก็เลยนัดกลุ่มเล็กๆเข้ามาเจอะเจอกัน แลกเปลี่ยนกัน พอดีงานนี้มีคนกระตือรือร้นจะเป็นเจ้าภาพ ใครต่อใครก็อยากจะขึ้นมาดู model ที่คุยกันนักหนากับตา (ไม่นับเป้าประสงค์แฝง อาทิ จกห้อมแก้ววรรณา ลาบคั่ว แกงแค ฯลฯ) แถมเจ้าตัวคนจัดยังจะมีงานวันเกิดพอดิบพอดี เหมาะสำหรับญาติมิตรสหายจะไปล้มทับอย่างยิ่ง ก็เลยเป็นเอกฉันท์ว่างานครั้งนี้จัดที่นครแพร่นี่เอง

ในการทำงานดูแลสุขภาวะระดับปฐมภูมิ (primary healthcare) นั้น ความสามารถประการหนึ่งของผู้ทำที่สำคัญมากได้แก่ ความสามารถในการมองเห็น "ต้นทุน" ของผู้ที่ตนมีหน้าที่ดูแล เห็นตั้งแต่ระดับปัจเจก คือเป็นรายบุคคล ระดับหน่วยย่อยของสังคม ได้แก่ครอบครัว และระดับชุมชนขึ้นไป มีเจตนคติที่ดีและมี competency อีกประการได้แก่ cultural competency ตระหนักถึงความ "หลากหลาย แตกต่าง" ของที่มาแห่งสุขภาวะ

ในคราวนี้ มีกัลยาณมิตรที่ได้ร่วมหัวจมท้ายกันในโครงการนี้มาแล้วสี่ห้าปี จากเกือบทุกภาคเลยทีเดียว (ยกเว้นภาคใต้ภาคเดียว เพราะเหตุการณ์ไม่สงบ) แต่ละคนตั้งใจจะมาชมความต่างที่สวยงาม สุนทรีย์ของชาวเวียงโกศัย นครแพร่กันทั้งนั้น

ประวัติที่มาโดยสังเขป

ปี พ.ศ. ๑๓๗๑ พญาพล หรือ พญาพละ ได้อพยพผู้คนส่วนหนึ่งลงมาจาก เมืองเชียงแสนไชยบุรี
เวียงพางคำลงมาทางใต้ สร้างเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม เรียกว่า "เมืองพล" หรือ "พละนคร"
ตามชื่อของพญาพลผู้สร้างเมือง สมัยขอมเรืองอำนาจ เรียกว่า เวียงโกศัย
ปรากฏในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เรียกว่า เมืองแพล
พญาพลได้สร้างวัดหลวงเป็นวัดแรกในปี พ.ศ. ๑๓๗๑
และสร้างวิหารหลวงพลไว้เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าแสนหลวง เป็นพระประธานเมือง
และจังหวัดแพร่มีชื่อบ้านนามเมืองเต็มว่า "โกเสยฺยธชฺชพลวิชยแพร่แก้วเมืองมุร"
(ตามจารึกแผ่นหินภาษาล้านนาของวัดมหาโพธิ์ อำเมือง จังหวัดแพร่
ที่จารึกในสมัย ร.๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)

ในตำนานเมืองเหนือ

ฉบับใบลาน พ.ศ. ๑๘๒๔ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า เจ้าเมืองลำปางได้ส่งคน มาติดต่อเจ้านครพล
ให้ไปร่วมงาน นมัสการและฉลองวัดพระธาตุลำปางหลวง และจากตำนาน
พระธาตุลำปางหลวงตอนหนึ่งได้กล่าวถึงเจ้าเมืองพลยกกำลังผู้คนไปขุดหาพระบรมสารีริกธาตุ
บรรจุไว้ในพระธาตุ แต่ไม่พบ เมื่อศึกษาตำแหน่งที่ตั้งของนครพลตามตำนานดังกล่าว
พบว่าคนเมืองแพร่ปัจจุบัน ชื่อพลนครปรากฎเป็นชื่อวิหารในวัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่
โดยเชื่อว่าวัดนี้เป็นวัดที่สร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่และเจ้าเมืองแพร่ให้ความอุปถัมภ์มา
ตลอดจนหมดยุค การปกครองโดยเจ้าเมืองเมืองโกศัย
เป็นชื่อที่ปรากฎในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ชื่อนี้ใช้เรียกเมืองแพร่
ในสมัยขอมเรืองอำนาจที่ชื่อเมืองในอาณาจักรล้านนาเปลี่ยนเป็นภาษาบาลีตามความในยุคนั้น
เช่น น่านเป็นนันทบุรี ลำพูนเป็นหริภุญไชย ลำปางเป็นเขลาค์นคร เป็นต้น

ชื่อ เวียงโกศัย

น่าจะมาจากชื่อดอยที่เป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่
คือ ดอยโกสิยธชัคบรรพต หมายถึง ดอยแห่งผ้าแพร

เมืองแพล
เป็นชื่อที่ปรากฎในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชหลักที่ ๑ ด้าน ที่ ๔ โดยคำว่า แพล
น่าจะมาจากศรัทธาของ ชาวเมืองที่มีต่อพระธาตุช่อแพร หรือช่อแฮที่สร้างขึ้น
ภายหลังการสร้างเมืองต่อมาจึงได้เรียกชื่อ เมืองของตนว่า เมืองแพล
และได้กลายเสียงเป็นเมืองแพร่ปัจจุบัน

(ข้อมูลจาก http://www.chiangmai-thailand.net/lanna_city/phrae/phrae.html)

ผมเดินทางมาถึงเชียงใหม่เวลาห้าโมงเย็น ขึ้นรถที่นำพาคณะ รพสต.สันทรายเดินทางไปแพร่ด้วยกัน งานนี้น่าจะสนุก....