1. Knowledge Management หรือการจัดการความรู้ เป็นอะไรที่ผมสนใจมากๆ..ก่อนจะเจอ Appreciative Inquiry ครับ ศึกษาด้วยตนเอง..มาระยะหนึ่ง แล้วก็มาทำ Appreciative Inquiry เป็นปริญญาเอก..แต่ด้วยการตั้งเครือข่าย AI Thailand ทำให้ผลต้องใช้ KM มาช่วยอย่างแรง เนื่องจากไม่มีทรัพยากรอะไร ไม่เงิน ไม่มีทุนอะไร หรือการสนับสนุนแบบไหนทั้งสิ้น..นอกจากความตั้งใจจะทำให้ Appreciative Inquiry มัน "เกิด" ให้ได้...เกิดอย่างไรครับ...เกิดในแบบที่ว่า "เอาไปทำแล้ววัดผลได้" น่ะครับ..
ผมเองพัฒนาชุมชนนักฏิบัติ AI Thailand จริงๆ..ทำผ่านมุมมอง KM ครับ..โดยเฉพาะ SECI Model...ผมเองชอบ SECI Model มากๆ...ผมว่ามันอธิบายเรื่องบริหารได้ทุกอย่าง..อธิบายปรากฏการณ์ได้มาก เข้มข้น แถมไม่ใช่ทฤษฎีอย่างเดียว แต่มีวิธีการ กระบวนการให้้ทำตามได้ไม่ยาก (ดูหนังสือเรื่อง Knowledge Creating Company ครับ)

..ยิ่งอ่านจากต้นฉบับยิ่งเห็นครับ..ผมเอามาสอนลูกศิษย์ครับ..ตอนแรกอธิบายตามตำรา เป๊ะเลย เพราะตัวอย่างมันดีจริงๆ..ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างของฮอนด้า Cannon หรือ Sanyo..ผมเอามาสอนหมดครับ..เรามีงาน KM ให้ดูที่ www.aithailand.org เรื่อง "จิตวิทยาการขอ" เกิดจากการที่ลูกศิษย์สนใจปรากฏการณ์การ "ขอ" ให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการ..ศึกษาจนทำเป็น IS ด้าน KM แต่ถามแบบ AI ไปเลย...
แต่ผมก็รู้สึกลึกๆเรื่อยมาว่า KM ที่ผมสอนนักศึกษา มันอยู่ห่างตัวเหลือเกิน. ต้องโค้ชกันไกล้ชิดกว่าจะออก...ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Socialization) ไปสังเกตุ ไปถาม..ใส่แนวคิดประหลาดเข้าไป และเขียน Blog (Externalization) สักพักพอเขียนได้มากหน่อยก็เอาความรู้ที่ได้มาจัดหมวดหมู่หาแนวโน้มของข้อมูล (Combination) เมื่อได้ก็มักได้แนวคิดใหม่ๆ..จากนั้นมาปฏิบัติ (Internalization) ไม่มีอะไรจะปฏิบัติ ลูกศิษย์ก็เอาความรู้ที่ได้ มาปรับปรุงการเขียน Blog...ออกมาใช้ได้ครับ...แต่ก็ตะหงิดๆ...
มีครั้งหนึ่งเลยคิดว่าต้องทำอะไรให้มันง่ายๆกว่านี้ บังเอิญตัดสินใจเอามาสอนในชั้นเรียน เลยลองผสมผสานเรื่องเล่า จากประสบการณ์จริงเข้าไป โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของคนในชั้นเรียน..เช่นคนหนึ่งจะทำ KM เรื่องหอพัก เรื่อง "การตลาด..เอาเลย..กระบวนการมันจะยังไง...ก็..Socialization ลองไปสังเกตลูกค้าดู มีลูกศิษย์ผมเคยยืนสังเกตว่า.มีเด็กกลุ่มหนึ่งนั่งอ่านหนังสือด้วยกันมานาน..ที่หอของเขาปรากฏว่าอยู่หอเขาเพียงคนเดียว...จากนั้นก็เห็นคุณแม่ออกมาชวน..เอ๊าทำไมไม่มาอยู่ด้วยกันเลย..จะได้อ่านหนังสือด้วยกัน...นี่ไงครับ..ได้กลยุทธ์แล้ว...เขาเลยได้แนวคิดเอาโต๊ะอ่านหนังสือมาวางเพิ่ม เห็นชัดๆครับว่ามันดึงดูด คนจากหออื่นๆมานั่งอ่านหนังสือกับเพื่อนที่นี่..
Externalization เอาอะไรแปลกๆ ผสมเข้าไป..ลูกศิษย์ผมอีกคน..ไปเจอรุ่นพี่เรียน MBA มาจากต่างจังหวัด..อบกลับมาทำการบ้านที่ล็อบบี้โรงแรมด้วยกันเป็นกลุ่ม..เลยเกิดแนวคิด..สร้างห้องทำกรณีศึกษาสำหรับลูกค้า MBA ซะเลย..นี่คือเอาแนวคิดการเรียนการสอนแบบ MBA มาผสมผสานกับ..โรงแรม..ได้เรื่องครับ..ได้ลูกค้าต่อเนื่องมาหลายปี...ส่วน Combination แยกประเภทความรู้...ลูกศิษย์ คนแรก..ลองแยกประเภทลูกค้ากลุ่มใหญ่ๆสามกลุ่มมี.ลูกค้าเด็กเรียน..เด็กเล่นกีฬา และเซลล์แมน...พอแยกประเภท เกิดรู้สึกทันทีว่าชอบลูกค้าประเภทเด็กเรียนมากกว่า...เลยเริ่มศึกษาพฤติกรรมเด็กเรียน..จนสามารถพัฒนาเป็นหอพักเด็กเรียนที่ผู้ปกครองวางใจ..สุดท้าย Internalization ความรู้จากการปฎิบัติ...คนที่ทำหอพัก..ทำไปทำมา ปรากฏว่าไปเจอว่า..เด็กเรียนนี่จะไม่ชอบอะไรที่ดังครับ..ลองติดทีวีไปปรากฏว่ามีบางคนเชียร์บอล. ซะดังกลายเป็นไม่ดีไปเลยต้องปรับรายการใหม่...นี่ไงครับความรู้จากการปฏิบัติ พอทำๆไป ลองมานั่งคิด นั่งตรองดู จะได้ความรู้ใหม่ๆอีก..
2. รู้สึกว่า พอได้เชื่อมโยงให้มันไก้ลตัว ไกล้ปัญหาของ "คนเรียน" ปรากฏว่าคนเข้าใจมากกว่า...เอ๊ทำให้นึกถึงอะไรครับ..ผมเองก็ไม่เชี่ยวชาญทฤษฎีการศึกษา แต่พอคิดได้ว่าน่าจะตรงกับทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ หรือ Adult Learning ครับ..ที่เขาจะเข้าใจ เรียนรู้ได้มากขึ้นถ้ามีสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับประสบการณ์ของเขาได้ครับ..ดูงานของ Knowles ครับ เป็นเจ้าตำหรับในเรื่องนี้

3. ตอนนี้ครับ..เนื่องจากต้องสอน KM กับผู้ใหญ่ เลยต้องไม่ลืมเก็บสะสมความรู้ เรื่องเล่า..ที่สามารถเอาไปเชื่อมโยงประสบการณ์ผู้เรียนด้วย เสริมไปจากตำราอีกต่อหนึ่ง ตอนนี้ทำ KM ต้องบวก Adult Learning ไปด้วยครับ..
4. ทดลองมาสองปีแล้วครับ...ใครมาคุยเรื่อง KM ด้วยจะเอาเรื่องเล่าที่ไกล้เคียงกับประสบการณ์เขาเล่าประกอบไปด้วย..ได้ผลครับ..แต่ล่าสุดที่ผมค้นพบคือ การทำ Combination นั้น ไม่ต้องรอให้ความรู้สั่งสมมาถึงจะแยกประเภทได้ครับ..แค่แยกปรากฏการณ์ที่คุณเห็นออกเป็นปรากฏการณ์เด่นๆ สองสามปรากฏการณ์ย่อย..ก็จะเห็นทิศทาง เห็นความรู้แล้วครับ..ลูกศิษย์ผมแค่แยกลูกค้าเป็นผู้หญิงกับผู้ชาย..ก็ได้เรื่องแล้วครับ..มันปิ๊ง มันดึง "ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowdge)" ออกมาได้ทันที แล้วคิดต่อ ทำต่อได้เลย..
คุณล่ะ คิดอย่างไร...
....
หมายเหตุ: สำหรับนักศึกษา MBA KKU ที่ลงวิชา Positive Organization Development หมายเลข 1, 2, 3 และ 4 ผมเขียนตามขั้นตอนของวงจร Kolb's Model of Experiential Learning คือ Concrete Experience, Reflection, Conceptualization และ Experimentation ตามลำดับครับ..
อาจารย์ครับ
อ่านเรื่องราวที่อาจารย์เขียนแล้วเชื่อมกับงานของผมเลย ผมเห็นด้วยครับว่า เมื่อเราเรียนรู้ทฤษฏีกันเเล้ว ในการปฏิบัติก็เป็นเรื่องหนึ่ง การปฏิบัติที่มี KM เป็นเครื่องมือนั้น อาศัยความเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทในขณะนั้น รวมไปถึง การสร้างบรรยากาศแห่งความสุข ความท้าทาย เท่านี้ Tacit K ก็พร้อมจะไหลหลั่งดั่งสายธารเเล้ว
อาจารย์ครับ เรียนเชิญอาจารย์เข้ากลุ่ม ชุมชนกระบวนกร ใน gotoknow นี่ละครับที่
และ อยากขอให้อาจารย์ติด tag บันทึกในทุกบันทึกที่มีศาสตร์- ศิลปะการทำหน้าที่ Facilitator โดยติด Tag คำว่า "facilitator" ด้วยเพื่อการเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ในมุมกว้างต่อไปครับผม
สวัสดีครับอาจารย์จตุพร
ผมสมัครไปแล้วนะครับ..และยินดีมากครับ
ตอนนี้ผมเพิ่ม Facilitator ไปแล้วครับ..
ดูที่อาจารย์ตอบ ผมว่าเราทำอะไรคล้ายๆกันอยู่
คงมีโอกาสได้จิบกาแฟคุยกันนะครับ..
ขอบคุณมากที่แวะมานะครับ