ฮิคารุ
นพ. วิโรจน์ ตระการวิจิตร

No.6: ความเชื่ื่อมีชีวิต The Biology of Belief


ความเชื่อนั้นทรงพลังและมีอานุภาพมาก สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ทั้งชีวิตเลยทีเดียว

                          

 

       Bruce H. Lipton จบป.ตรีทางด้าน Biology จาก Long Island University และได้ PhD. ด้าน Developmental biology จาก U. of Virginia เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับเรื่องทางจิตวิญญาณ หนังสือ "The Biology of Belief" ทำให้เขาโด่งดังและได้รับเชิญไปพูดมากมาย 

     ผมอ่านมานานเกือบปีแล้วครับ ชอบมาก เป็นแนววิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงไปเรื่องของจิต ซึ่งวิทยาศาสตร์ยุคเก่าตอบคำถามไม่ได้ สอดคล้องกับ Mind-Body Medicine ที่ผมกำลังสนใจอยู่ ก็เลยนำบางส่วนบางตอนที่ชอบมาเล่าสู่กันฟัง

    สิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นพบในปัจจุบัน เริ่มที่จะใกล้เคียงกับพุทธศาสนามากขึ้นทุกที นั่นหมายถึง ความรู้วิทยาศาสตร์กำลังพัฒนา เพื่อไล่ตามอธิบายสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว

    กรรมเก่า(รหัสกรรม) + กรรมใหม่ = ผลของกรรม

   Genotype+ Epigenetic(environment & life style) = Phenotype

   ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยอมรับแล้วว่า สิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของเรานั้น มีผลต่อการแสดงออกของยีนภายในเซลล์ ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าเราจะมียีนมะเร็งที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ แต่ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมดี ดำเนินชีวิตดีไม่สุ่มเสี่ยง ยีนมะเร็งนั้นก็จะถูกปิดสวิทช์ไป หรือถูกภูมิต้านทานของเราทำลายไป ตรงข้ามถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่ดี หรือ ดำเนินชีวิตไม่ดีสุ่มเสี่ยง ถึงแม้ไม่มียีนมะเร็ง ยีนปกติในตัวเราก็สามารถกลายพันธุ์เป็นยีนมะเร็งได้ในที่สุด

   การทำงานของเซลล์จะสัมพันธ์ตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมของเซลล์ โดยติดต่อสัญญาณผ่านตัวรับที่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ที่เรียกว่า Integral Membrane Protiens (IMPs) สัญญานที่ว่านี้มีทั้งที่เป็นรูปสารเคมี(biochemical) และรูปของพลังงานสั่นสะเทือน(vibrational energy)

   เยื่อหุ้มเซลล์นี้มีลักษณะเป็นคริสตอลเหลว มีคุณสมบัติของสารกึ่งตัวนำ นั่นหมายถึงสามารถรับส่งและถ่ายทอดพลังงานที่ว่านี้ได้ ทั้งภายในและภายนอกระหว่างเซลล์ด้วยกัน

   ความคิดความเชื่อของมนุษย์เรา จัดว่าเป็นพลังงานสั่นสะเทือนชนิดหนึ่ง ซึ่งจะไปมีผลต่อการทำงานปิดเปิดสวิทช์ของยีนภายในเซลล์ ซึ่งเซลล์ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกายก็คือ เซลล์สมอง นั่นเอง

   ในทฤษฎีวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ "Quantum physics" กล่าวว่า สสารก็คือพลังงาน พลังงานก็คือสสาร โดยสสารอยู่ในรูปของอนุภาค พลังงานอยู่ในรูปของคลื่น(สั่นสะเทือน) ในสสารมีพลังงาน ในพลังงานมีสสาร 

   ดังนั้นศาสตร์การแพทย์ตะวันออกโบราณ เช่น อายุรเวช แพทย์แผนจีน ที่พูดถึง ศูนย์พลังงานในร่างกาย(จักระ) หรือ เส้นพลังลมปราณ การกดจุด ฝังเข็ม การส่งรับพลัง การสวดมนต์ การทำสมาธิ ล้วนอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้หมดสิ้น

   โดยพลังงานพิเศษที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ จะมีผลควบคุมการทำงานของ DNA(โครงสร้างของยีน),RNA, การสร้างโปรตีน การแบ่งเซลล์ การกำหนดรูปร่างการทำงานของเซลล์ การสร้างฮฮร์โมน การเจริญและการทำงานของเซลล์ประสาท ยิ่งไปกว่านั้นพลังงานที่ว่านี้มีความแรงกว่าสารเคมี(ยา)นับ100เท่า มีความเร็วเทียบเท่าแสง 186,000 ไมล์ต่อวินาที ขณะที่สารเคมีนั้น น้อยกว่า 1 ซม.ต่อวินาที

   มิเพียงแค่คิดบวกอย่างเดียวจะช่วยให้เซลล์ร่างกายเราทำงานได้ดี ต้องคิดและเชื่อไปทางที่ดีที่ถูกอย่างเต็มกำลัง(สัมมาทิฏฐิ) จนเกิดพลังที่จะไปดึงดูดพลังที่ดีมาสู่ตัวเรา รวมทั้งขจัดความคิดลบภายใน และหลีกเลี่ยงพลังลบจากภายนอกด้วย

   พลังบวกดังกล่าวนี้จะเริ่มก่อตัวขึ้นในระดับจิตสำนึก(conscious mind) และก็จะไหลไปสะสมกันอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก(subconscious mind) ซึ่งแน่นอนว่ามีพลังสูงกว่าระดับจิตสำนึกเป็นล้านเท่า และรอคอยแสดงตัวออกมาในโอกาสต่อๆไป

   ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่เราจะต้องควบคุมพลังจิตสำนึกของเราไปในทางที่ดีอยู่เสมอ เพราะจะมีผลต่อการทำงานของเซลล์ภายในร่างกายของเราตลอดเวลา ในทางการแพทย์เราก็ได้ประจักษ์ตัวอย่างเช่นนี้มาแล้วในเรื่องฤทธิ์ของยาหลอก(placebo effect) และในทางตรงข้ามถ้าเราเชื่อไปในทางไม่ดี ก็จะมีผลในทางลบต่อเซลล์ร่างกายของเรา(nocebos effect)

   ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนรหัสยีนบนดีเอนเอไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนจิตใจเรา ให้ส่งเป็นพลังงานดีพลังงานบวกไปควบคุมการทำงานของยีนได้ เปิดยีนดีให้ทำงาน ปิดยีนไม่ดีไม่ให้ทำงาน ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องของยีนที่คุมชีวิตเรา แต่มันเป็นเรื่องของความเชื่อของเราที่คุมชีวิตเรา

  "Your beliefs become your thoughts Your thoughts become your words Your words become your actions Your actions become your habits Your habits become your values Your values become your destiny"

   "Beliefs control biology, Beliefs create realities and finally Beliefs as relities"

   ผมขอสรุปสุดท้ายว่า จิตของเราคือแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ที่จะไปมีผลต่อการทำงานของเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย โดยผ่านกลไกการทำงานของยีนบนดีเอนเอ ดังนั้นถ้าเราควบคุมจิต(สำนึก)ให้ก่อและรับแต่พลังงานที่ดี จำกัดและหลีกเลี่ยงพลังงานที่ไม่ดี เซลล์เราก็จะทำงานได้ดี เราจะมีสุขภาพดี มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจครับ

   "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ"

หมายเลขบันทึก: 484236เขียนเมื่อ 4 เมษายน 2012 17:21 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 กันยายน 2012 09:52 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (6)

"ธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ" สาธุ ครับคุณหมอ

ขอบคุณครับ คุณพ.แจ่มจำรัส

เล่มนี้ยังไม่มีครับอาจารย์..ผมจะหามาอ่าน..

แต่ดูไกล้เคียงกับเรื่อง Selfish Gene ครับ..

ดร.ภิญโญเล่าเรื่อง Selfish Gene ให้ฟังหน่อยซิครับ ^_^

มาจากหนังสือ Selfish Gene ครับ ประมาณว่า Gene มันมีชีวิตและเติบโต ถ้าเราคิดอะไร..บ่อยๆ เหมือนเราไปสร้างยีนส์ในกลุ่มนั้นให้มากขึ้น จนกระทั่งยนิีส์มันเติบโตครอบงำเราไปเลย...

อาจารย์เคยเห็นคนเห็นแก่ตัวใช่ไหมครับ..บางทีเห็นจนออกมาทางผิวเลย...

คนเมตตามากๆ..ก็ยังกับมีรัศมีเปล่งออกมา...

นี่แหละ Selfish Gene ล่ะ อยู่ที่เราจะเห็นแก่ตัวทางบวก หรือทางลบ..

โอ้! สุดยอดครับ ดร.ภิญโญ ใช่ครับยีนมันเป็นรหัสชีวิต สั่นสะเทือนในความถี่ระดับGigaHertz เอาไว้ผมจะเล่าหนังสืออีกเล่มให้ฟังครับชื่อ "Genie in your gene" หมายถึงยักษ์จินนี่ที่อยู่ในยีนเราครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี