คำในภาษาไทยนั้นมีความซับซ้อนซ่อนอยู่มากมาย ทำให้ผู้เรียนที่เข้าไม่ถึง เกิดความสับสนและไม่เข้าใจต่อคำหรือภาษาเหล่านั้นได้

ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่  1  ว่า คำในภาษาไทยนั้นมีความซับซ้อนซ่อนอยู่มากมาย ทำให้ผู้เรียนที่เข้าไม่ถึงเกิดความสับสนและไม่เข้าใจต่อคำหรือภาษาเหล่านั้นได้  เช่น คำวิสรรชนีย์ที่ลดรูป  แปลงรูป หรือคำลดรูป แปลงรูปในสระอื่น  เช่น  เอะ , แอะ , โอะ , เอาะ , เออ ,อัว  ซึ่งจะนำตัวอย่างคำเหล่านี้มาเพื่อเป็นทาง นำสู่การเรียนการสอนต่อไป

           1. สระ –ะ  หรือวิสรรชนีย์ ที่มีปรากฏอยู่ในตัวหนังสือภาษาไทยนั้นมีอยู่  3 รูปแบบคือ  สระคงรูป  สระลดรูป  สระเปลี่ยนรูป

                       1.1  สระ –ะ คงรูป  นั้นไม่ค่อยจะมีปัญหาต่อผู้เรียนมากนัก เพราะว่า    ปรากฏให้เห็นอยู่อย่างชัดเจนในทุกพยางค์ที่อ่านออกเสียง   (วิสรรชนีย์)  เช่น กะบะ   มะระ  ปะทะ  จะนะ (ชื่ออำเภอจะนะจังหวัดสงขลา)

                      นอกจากนี้  ะ ยังคงรูปไว้ในพยางค์สุดท้ายของคำบาลีสันสกฤตและภาษาอื่นที่นำมาใช้ในภาษาไทย  เช่น  สรณะ คณะ  อิสระ  หรือยังคงรูปไว้ในคำที่ออกเสียงพยางค์หน้าว่า กระ  ตระ  ประ  พระ  เช่น กระตุก   กระจาย  ตระกูล  ตระกอง ประเทศ  ประสิทธิ์  พระองค์   พระจันทร์

                       1.2  สระ  ะ  ลดรูป  คือคำหรือพยางค์ที่ไม่ต้องประวิสรรชนีย์ (ะ) ในพยางค์ที่ออกเสียง อะ  แต่อ่านออกเสียงอะ เหมือนกับว่ายังคงประวิสรรชนีย์อยู่ เช่น นม  ยับ  ยัน ยะ ลอง  รั่ง

                       ทั้งนี้ก็ยังคงมีคำบางคำที่ไม่ประวิสรรชนีย์แต่อ่านออกเสียงประวิสรรชนีย์  เช่น สปรก   จัจั่น   ตั๊แตน สัยอก  สัหงก ราภรณ์   ติ อคติ   ติ อรติ  ตัญญู   ราวาส ปริง  โมย นวน   ไบ  สัดน  อหม่าน ภิรดี   พันาการ พันนาการ ธิบาย   สายาย  รมาจารย์ กุโลบาย อันราย  ยาย   คร

                       1.3  สระ  ะแปลงรูป  คือแปลงรูปจากวิสรรชนีย์ไปเป็นไม้หันอากาศ เช่น

                       ก + ะ + น = กัน         

                       จ + ะ + ง =  จัง          

                       ป + ะ + ก = ปัก         

                       พ + ะ + ด = พัด         

                       ด + ะ + ม =  ดัม        

                       น + ะ + บ = นับ        

และยังมีคำบางคำที่วิสรรชนีย์แปลงรูปเป็นอักษรหัน  หรือ  ร หัน   เช่น มรรค   ธรรมดา  สรรพากร  กรรม  จรรยา   สำหรับ  ร ตัวแรก  เป็นอักษรหัน หรือที่เรียกว่า ร หัน  ส่วน  ตัวหลังเป็นตัวสะกด

           2.  สระ เอะ  แอะ  มีวิธีใช้ดังนี้

                      2.1  คงรูป  ใช้ทั่ว ๆไปดังที่เขียนอ่านอยู่ เช่น  เตะ  เละ เฟะ   และ  แตะ  แพะ  แกะ

                       2.2   แปลงรูป   คือแปลงรูปวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้ในกรณีที่มีตัวสะกด  เช่น

ก + เอะ + ง   =  เก็ง

ล + เอะ + ง   =  เล็ง

พ + เอะ + ง   =  เพ็ง

พ + เอะ + ญ  =  เพ็ญ

ค + เอะ + ญ  =  เค็ญ

ข + เอะ + ญ  =  เข็ญ

ป + เอะ + น  =  เป็น

ย + เอะ + น  =  เย็น

ก + เอะ + บ  =  เก็บ

จ + เอะ + บ  =  เจ็บ

ด + เอะ + ก  =  เด็ก

ล + เอะ + ก  =  เล็ก

จ + เอะ + ด =   เจ็ด

ห + เอะ + ด  =  เห็ด

ด + เอะ + ด  =  เด็ด

ม + เอะ + ด  =  เม็ด

ข + เอะ + ด  =  เข็ด

ข + เเอะ + ง  =  แข็ง

ม + แอะ + ก  =  แม็ก

ร + เอะ + ว  =  เร็ว

 

           3.  สระโอะ   มีวิธีใช้ดังนี้

                       3.1  คงรูป  ที่ใช้คำทั่วไป เช่นโปะ  โละ  โผละ  

                       3.2  ลดรูป   คือ ลดรูปหรือตัดสระโอะออกทั้งหมด คงไว้แต่พยัญชนะที่ถูกสะกดสำหรับวิธีนี้ใช้ต่อเมื่อมีตัวสะกดเท่านั้น  ดังนั้น ข้อพึงจำคือ คำจำพวกนี้ที่เป็นพยัญชนะที่ไม่มีรูปสระกำกับ ถ้ามีตัวสะกด เข้าใจได้ว่าเป็นสระโอะลดรูป  เช่น

ค + โอะ + น =   คน

ข + โอะ + น   =  ขน

ล + โอะ + ง  =   ลง

ก + โอะ + ง   =  กง

ก + โอะ + ก   =  กก

ย + โอะ + ก  =   ยก

พ + โอะ + บ   =  พบ

ศ + โอะ + พ   =  ศพ

จ + โอะ + ล   =  จล

ช + โอะ + ล =   ชล

ค + โอะ + ม   =  คม

ส + โอะ + ม  =   สม

ม + โอะ + ด   =  มด

ล + โอะ + ด  =   ลด

 

           แต่มีตัวยกเว้นอยู่ตัวหนึ่งคือ   ซึ่งใช้เป็นตัวสะกดเฉพาะของสระ  ออ ลดรูป  เช่น  จร  มรณ์  พร ศร     นอกนั้นถ้าไม่ใช่   สะกดถือว่ามาจาก โอะลดรูปทั้งนั้น

           4. สระเอาะ   มีวิธีใช้ดังนี้

                       4.1  คงรูป   จะปรากฎการณ์อยู่ทั่ว ๆไป เช่น  เจาะ  เพาะ  เมาะ  เกาะ  เถาะ  เหาะ  เบาะ

                       4.2  ลดรูป  คือ ตัดรูปสระเอาะเดิมออกทั้งหมด แล้วใช้   กับไม้ไต้คู้ ( - ç) แทน  เมื่อมีตัวสะกดเช่น

                      น + เอาะ + ต =  น็อต 

                       ค + เอาะ + ก =   ค็อก 

                       ล + เอาะ + ก =  ล็อก  

                       ฟ + เอาะ + ก =  ฟ็อก

 

 

มียกเว้นอยู่คำหนึ่ง  ก + เอาะ +  -้  = ก็  ซึ่งก็มีอยู่เพียงคำเดียวเท่านี้เอง        

 

อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...