ถ้าครูสอนให้เด็กคิดเป็น เด็กก็จะคิดสร้างผลงานเป็น

การที่ครูจะสอนให้ผู้เรียนเกิดความรู้ที่ลึกซึ้งในหัวใจผู้เรียนได้นั้น  ครูจะต้องจัดการกับบทเรียนที่จะนำสอนให้เป็นบทเรียนที่ง่าย ๆ ให้เป็นเรื่องใกล้ตัวผู้เรียนและให้เป็นเรื่องที่เริ่มต้นจากเรื่องที่ผู้เรียนรู้แล้วค่อย ๆ ขยายไปสู่เรื่องที่ผู้เรียนรู้เพิ่ม  อันจะนำไปสู่ความรู้ใหม่ ของผู้เรียนที่เรียกว่า องค์ความรู้ ที่ผู้เรียนค่อย ๆ สร้างขึ้น ๆ จนถึงที่สุด

                                ครูจะต้องซอยจุดประสงค์ปลายทางออกมาเป็นจุดประสงค์นำทางที่เป็นข้อย่อย ๆ ให้มาก ๆ  ถี่ ๆ  และจุดประสงค์นำทางย่อย ๆ นั้น  สามารถนำมาสร้างเป็นคำถามนำ  นี่แหละจะเป็นตัวนำเรื่องจากเรื่องที่ผู้เรียนรู้แล้วไปสู่เรื่องที่ผู้เรียนจะต้องรู้ต่อไป ๆ ตามลำดับ   การกระทำอย่างนี้จะช่วยให้ผู้เรียนค่อย ๆ เรียนรู้ไปทีละนิด ๆ  ความรู้นิด  ๆ นั้น เมื่อช่วยกันสรุปรวมก็จะกลายเป็นความรู้ใหญ่ได้  และการนำจุดประสงค์ปลายทางมาซอยให้ถี่ ๆ  เป็นจุดประสงค์นำทางนั้นจะสามารถลดความสลับซับซ้อนและความห่างไกลของจุดประสงค์ปลายทางลงไปได้  ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อ เพราะบทเรียนไม่ยากจนเกินไป  เช่น ในเรื่อง “ยุงที่น่าเรียนรู้”    ชั้น ป.1 ครูได้จัดการกับจุดประสงค์ดังนี้

จุดประสงค์ปลายทาง

จุดประสงค์นำทาง

คำถามนำ

เพื่อให้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของยุง

1.  บอกแหล่งที่อยู่ของยุงได้

1.1 ในบ้านของเรายุงชอบอยู่ที่ตรงไหน ทำไม

33

1.2  ในบริเวณรั้วบ้านของเราตรงไหนบ้างที่ยุงชอบอยู่ทำไม

 

จุดประสงค์ปลายทาง

จุดประสงค์นำทาง

คำถามนำ

 

 

 

 

2.  บอกประโยชน์และโทษของยุงได้

 

 

 

 

1.3  ในชุมชนบ้านเราตรงไหนบ้างที่มียุงมาก  ทำไม

2.1 ยุงมีประโยชน์ต่อคนเราในเรื่องใดบ้าง

2.2  ยุงมีโทษต่อคนในเรื่องใดบ้าง

2.3  ระหว่างประโยชน์กับโทษของยุงที่มีต่อคนนั้นนักเรียนคิดว่ามีส่วนใดมากกว่ากัน มากกว่าอย่างไร เพราะเหตุใด

2.4  นักเรียนคิดว่า “ยุงเปรียบเหมือนกับ

 

จุดประสงค์ปลายทาง

จุดประสงค์นำทาง

คำถามนำ

 

 

 

 

 

 

3.  บอกวิธีการป้องกันยุงได้

 

4.  บอกวิธีการกำจัดยุงได้

 

 

5.  เข้าร่วมกิจกรรมกำจัดยุงกับชุมชนด้วยความสนุกสนาน

 

 

อะไร

2.5  ในโลกนี้ถ้าไม่มียุงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงเกิดสิ่งนั้น ๆ ขึ้นมา

3.1  เรามีวิธีการป้องกันยุงอย่างไรบ้าง

4.1  เรามีวิธีการกำจัดยุงได้อย่างไรบ้าง

                ครูออกแบบสอน  โดยใช้คำถามนำเป็นเงื่อนไข  กระตุ้นให้ผู้เรียนรำลึกภาพความจำเดิมหรือที่พระเรียกว่า สัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เรียนคนใดคนหนึ่งเคยผ่านพบมาแล้ว  ผู้เรียนคนนั้นจะเป็นผู้นำแสดงไปตามบทที่ครูวางไว้  ดั่งเช่น นิไพศาล พอครูพูดว่า “ทำไมวันนี้ยุงมากจริง ๆ”  นิไพศาลรีบยกมือตอบว่า “ผมรู้ครับ”  นั่นคือภาพความจำเดิมหรือสัญญา มีอยู่ที่นิไพศาลแล้ว  มาถึงตรงนี้ครูเป็นเพียงผู้กำกับเรื่องหรือกำกับการแสดง  ปล่อยให้เรื่องราวการเรียนรู้เลื่อนไหลไปตามธรรมชาติ  ครูคอยเป็นผู้ชี้นำ เมื่อผู้เรียนเรียนไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วหยุด ครูจะกระตุ้นโดยการตั้งคำถาม  กระตุ้นความคิดให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบต่อไปจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งและทุกจุดที่ผู้เรียนได้เรียนรู้  ผู้เรียนจะเกิดความรู้เล็ก ๆ  หรือรู้ในระดับหนึ่งแล้วก็ค่อย ๆ เพิ่ม ตัวรู้ ขึ้นเรื่อย ๆ  ตามบทเรียนที่กำหนดให้เดิน

                                การรู้ของผู้เรียนจะรู้ได้  โดยที่ผู้เรียนได้มีโอกาสผจญกับเงื่อนไขใหม่  ปัญหาใหม่แล้วหาวิธีการแก้ไขปัญหาจนพบความสำเร็จ  ตัวรู้ ก็จะผุดพรายขึ้นมาในหัวใจผู้เรียนตอนนี้เอง  แต่ถ้าผู้เรียนเรียนด้วยวิธีเดิม ๆ  ในเรื่องแบบเดิม  สิ่งที่ผู้เรียนได้คือ  ความจำที่จำได้แม่นยำ และ ใช้วิธีการเรียนนั้นคล่องขึ้นก็เท่านั้นเอง  และตรงนี้เอง ถ้าครูซอยจุดประสงค์นำทางให้ถี่ ๆ  แล้วตั้งคำถามนำขึ้นมาก ๆ จะช่วยให้ครูชี้ทางนำผู้เรียน  เรียนรู้ลึกซึ้งขึ้นและได้เรียนรู้ในเงื่อนไขใหม่ ๆ บ่อย ๆ  อย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องราวที่พอเรื่องจบ               

จะรู้เรื่องนั้น ๆ ได้อย่างดี และไม่น่าเบื่อ เพราะได้รับประสบการณ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา    ผู้เรียนจะได้มีโอกาสเป็นผู้แสดงอยู่ตลอดเวลา  ผู้เรียนจะเป็นผู้แสวงหาความรู้  การเรียนรู้จะเกิดขึ้นตรงนี้  ตรงที่ผู้เรียนค้นหาข้อมูลความรู้มานั่งร่วมกันวิเคราะห์วิจารณ์ อภิปราย  แล้วสรุป  ความรู้ก็จะเพิ่มขึ้นจากความรู้เดิม กลายเป็นความรู้ใหม่  ความรู้ที่ร่วมกันสรุปจะเป็นความรู้ของกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกันนั้น ผู้เรียนก็จะมีความรู้ที่รู้ได้เฉพาะตน  ซึ่งเป็นปัจจัตตัง คือ ความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจของตนเอง มีขึ้นในตนเอง  ความรู้นี้แหละที่เรียกว่า ความรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างด้วยตัวผู้เรียนเอง  สร้างโดยผ่านการกระทำด้วยตนเอง  มิใช่ความรู้ที่เกิดจากการอ่านจากใบความรู้หรือท่องจำจากตำรา  ความรู้อย่างนี้ ผู้เรียนแต่ละคนจะสามารถอธิบายได้ยาว ๆ ตามที่ตนรู้ สามารถยกตัวอย่างประกอบได้หลากหลายตัวอย่าง  เพราะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง  สามารถสรุปเป็นความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญได้

                                เมื่อพูดถึงความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญแล้ว จากประสบการณ์ที่ผ่านมา  ความรู้หรือวิธีการคิดสรุปนี้ครูจะต้องฝึกต้องสอนบ่อย ๆ  สอนจนผู้เรียนเกิดคิดความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญได้  ครูต้องฝึกต้องสอน  ต้องคอยกระตุ้น  คอยชื่นชมเมื่อผู้เรียนคิดได้  ทำได้  เวลาผู้เรียนเรียนจบจุดประสงค์นำทางหนึ่งจุดประสงค์มาร่วมกันอภิปรายสรุปนั้น  ครูต้องให้ผู้เรียนขยายความจากบทสรุปให้ได้ความยาวขึ้น  และมีความสมบูรณ์ด้วยเนื้อหาสาระ  มีเหตุมีผล  เมื่อผู้เรียนขยายความได้  ลองให้ผู้เรียนสรุปความนั้น ๆ ให้สั้นที่สุดเท่าที่สรุปได้    แต่มีความสมบูรณ์ในตัวด้วย  การคิดสรุปและขยายความจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดสร้างความคิดรวบยอดได้  ดั่งเช่น  เด็ก  ๆ ชั้น ป.1  สรุปบทเรียนเรื่องที่อยู่ของยุงได้ว่า “ที่มีน้ำเน่าจะมียุง”  ครูรีบเขียนคำ ๆ นี้บนกระดานดำแล้วอ่านให้ฟัง  ครูจะต้องตื่นเต้นให้ผู้เรียนเห็นว่า “นี่คือคำถูกใจครู”  ครูนำคำนั้นมาพูดย้ำบ่อย ๆ เมื่อมีโอกาส  จนผู้เรียนเริ่มเรียนรู้และเน้นย้ำความคิดนี้ไว้ในใจของผู้เรียน  เมื่อถึงคราวสรุปบทเรียนตอนต่อไป  ผู้เรียนจะพยายามคิดคำและความ ที่จะให้ถูกใจครูอีก  นั่นคือ ครูสร้างสถานการณ์หรือสร้างเงื่อนไขบีบรัดให้ผู้เรียนเค้นคำ ออกมาให้เป็นสุดยอดความคิดของผู้เรียน  เพื่อจะให้ถูกใจครู  ความคิดนั้นจะเป็นความคิดรวบยอดของผู้เรียนเอง  แม้ว่าความคิดนั้นแรก ๆ จะไม่สมบูรณ์  ก็ไม่เป็นไร  เพราะผู้เรียนยังรู้ไม่รอบ  ความคิดที่คิดได้จึงยังขาด  ยังไม่สมบูรณ์   เพราะเป็นความคิดที่ไม่รอบรู้  ดังกรณี “ที่มีน้ำเน่าจะมียุง” นั้นที่จริง “น้ำนิ่งก็มียุง”  แต่ครูไม่ควรรีบด่วนบอกผู้เรียน  การเรียนแบบผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองนั้นครูจะต้องใจเย็น  ครูค่อย ๆ ชี้นำ และชี้แนะแนวทางให้ทีละนิด ๆ

ความรู้ของผู้เรียนจะค่อย ๆ รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   ผู้เรียนจะรู้ทั้งเรื่องที่เรียนรู้  รู้ทั้งเรื่องวิธีการเรียนรู้  และรู้สึกต่อการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนรู้สึกดีต่อการเรียนรู้  ผู้เรียนจะตั้งใจเรียนรู้

                                ในกรณีของ “ที่มีน้ำเน่าจะมียุง”  นั้นถือว่าเป็นความคิดรวบยอดจำเพาะเจาะจง  ถ้าครูสอนให้ผู้เรียนสรุปบทเรียนอย่างนี้บ่อย ๆ ความคิดของผู้เรียนจะไม่ขยายต่อ  เพราะจำกัดอยู่แค่ตรงนั้น  แต่ถ้าผู้เรียนสรุปว่า “ที่มีน้ำแบบน้ำเน่าจะมียุง”  ความคิดของผู้เรียนจะขยายต่อ  จะมีเงื่อนไขชวนให้คิดต่อว่า  ที่มีน้ำแบบน้ำเน่านั้นเป็นอย่างไร  น้ำเน่าจะมีลักษณะแบบหรือสภาพแบบใด  น้ำแบบไหนเป็นน้ำแบบน้ำเน่า  เหตุใดน้ำจึงเน่า  คำถามเหล่านี้จะส่งเสริมให้ผู้เรียนสืบค้นหาน้ำแบบน้ำเน่าต่อไป  ถ้าผู้เรียนค้นพบคำตอบเขาก็จะรู้ว่า “น้ำนิ่งนั่นแหละมีลักษณะแบบน้ำเน่า”  ถ้าผู้เรียนเห็นและรู้แบบนี้ เขาจะคิดได้ จะสรุปได้ว่า “ที่มีน้ำนิ่งก็มียุง”  แล้วเขาจะค้นหาสิ่งที่มีน้ำนิ่งภายในบ้านได้   เขาจะพบว่า แม้แต่น้ำในจานรองกระถางต้นไม้ก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง  น้ำในจานรองขาตู้กับข้าวก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง  น้ำในแจกันดอกไม้ก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง  นั่นคือความคิดในเชิงสัมพันธ์เชื่อมโยงจะเกิดขึ้น  ความคิดที่เกิดขึ้นจากการรู้เห็นด้วยตนเอง  จะเป็นความคิดที่ฝังใจผู้เรียน และกลายเป็นความรู้ฝังแน่นในใจผู้เรียนได้นานแสนนาน

                                โดยเฉพาะคำถามนั้น  ครูจะต้องค่อย ๆ  ถามจากเรื่องใกล้ๆ ตัว แล้วขยายวงออกไป ๆ ให้ไปสู่ความเป็นสากล  ค่อย ๆ

สั่งสมวัฒนธรรมที่ดี  เพาะบ่มคุณธรรมให้เจริญในจิตใจในตัวของผู้เรียนจนเป็นตัวของผู้เรียนเป็นลักษณะนิสัยที่ดีงามที่ฝังลึกอยู่ในตัวของผู้เรียน   สร้างความรักสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดในจิตใจของผู้เรียน  แล้วผู้เรียนจะคิดแต่สิ่งที่ดีงาม  เวลากระทำก็จะทำแต่สิ่งที่ดีงาม  เพราะจิตคิดอย่างไร  กายมักจะทำอย่างนั้น

                                คำถามที่ถามแบบว่า “ระหว่างประโยชน์และโทษของยุงที่มีต่อคนนั้น  นักเรียนคิดว่ามีส่วนใดมากกว่ากัน  มากกว่าอย่างไรเพราะเหตุใด”  เป็นคำถามที่ต้องการให้ผู้เรียนใช้ประสบการณ์เรียนรู้ที่ผ่านมา  มาครุ่นคิดพินิจพิจารณาค้นหาเหตุหาผลเพื่อนำมาตอบ  ครูต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดลึก ๆ  คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน  คิดใคร่ครวญให้รอบคอบ คำตอบที่ออกมาจะสร้างความตระหนกแก่จิตผู้ตอบแล้วจะกลายเป็นตระหนักในเรื่องนั้น   ถามบ่อย ๆ แบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียน เห็นความสำคัญของพลังงาน สิ่งแวดล้อม  และคุณค่าของชีวิตทั้งของตนเองและบุคคลรอบข้างที่สามารถโยงใยไปสู่สรรพสิ่งทั้งหลายได้  นั่นอยู่ที่การสอนของครูด้วย

                                คำถามแบบว่า  “ยุงเปรียบเหมือนอะไร”  เป็นการยั่วยุให้ผู้เรียนคิดแบบจินตนาการในจินตนาการ  กล่าวคือ  เมื่อผู้เรียนเห็นโทษของยุงจนเกิดความตระหนกและตระหนักแล้ว  ผู้เรียนจะคิดเปรียบเทียบยุงได้ว่าเหมือนกับอะไร  ความตระหนกแรกเกิดเป็นแล้ว

จินตนาการเบื้องต้น  เมื่อคิดเปรียบเทียบว่าเหมือนกับอะไร  เป็นจินตนาการย้อนรอย  หรือจินตนาการตอกย้ำจินตนาการเดิม  ผลที่ผู้เรียนคิดได้จะเป็น ความคิดรวบยอดและความคิดหลักการสัมพันธ์ ความรู้อย่างนี้จะฝังใจผู้เรียนได้นานแสนนานเป็นความรู้ที่คงทน

                                คำถามแบบว่า “ในโลกนี้ถ้าไม่มียุงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  ทำไมจึงเกิดสิ่งนั้น ๆ ขึ้นมา”  คำถามอย่างนี้ครูต้องถามตามหลังทุกครั้งที่ได้ถามคำถาม 2 ข้อก่อนนี้  เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนคิดแล้วคิดอีก  คำตอบที่จะตอบได้ผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงความคิดและความรู้เดิมที่คิดได้  รู้ได้จาก  2   ข้อแรกมาประกอบการพิจารณาหาคำตอบในคำถามข้อนี้

                                ถ้าครูถามแบบที่ว่านี้บ่อย ๆ   ผู้เรียนจะเกิดผลการเรียนรู้ที่รู้แบบรู้อย่างลึกซึ้ง  เวลาอธิบายหรือแสดงผลงานความรู้จะสามารถขยายภาพความรู้ให้เห็นโยงใยสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งสู่อีกสิ่งหนึ่งและสู่อีกสิ่งหนึ่งได้อย่างต่อเนื่องแบบเป็นไปตามกฎของ           อิทัปปัจจยตา คือ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้  สิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้  และ ถ้าสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้  สิ่งนี้ก็จะไม่มีสิ่งนี้

                                ถ้าครูสอนให้เด็กคิดเป็น  เด็กก็จะคิดสร้างผลงานเป็น

อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...