การสอนคือการเล่าเรื่อง การสอนเป็นการแสดง การแสดงที่ผู้สอนแสดงกิจกรรมการเรียนรู้สู่ผู้เรียนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง

การสอนคือการแสดง1

              

                                เมื่อพูดถึงเรื่องการสอนนั้น  เชื่อว่าเป็นเรื่องยืดยาวเล่ากันหลายวันก็ไม่จบ   เพราะการสอนคือการเล่าเรื่อง  การสอนเป็นการแสดง   การแสดงที่ผู้สอนแสดงกิจกรรมการเรียนรู้สู่ผู้เรียนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง   ซึ่งรวม ๆ กันแล้ววิธีการนั้นก็เป็นการเล่าเรื่อง    เล่าเรื่องด้วยการแสดงบทบาทไปตามเรื่องที่เล่า

                                ลองนึกดูสิว่า  ภาพยนตร์   ละคร   และการแสดงต่าง ๆ   เป็นการเล่าเรื่องใช่ไหม    การสอนก็เป็นการเล่าเรื่องอย่างหนึ่งที่มาในรูปแบบของการแสดง  ในการสอนแต่ละครั้งนั้นจะมี

                                                ผู้สอน

                                                เรื่องเล่า

                                                ผู้เรียน

และที่กล่าวว่าการสอนเป็นการแสดงนั้น  หมายความว่าผู้สอนจะต้องเป็นผู้แสดงให้ผู้เรียนเห็นถึงเรื่องราวที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ  โดยผ่านการเล่า

                                การเล่าในที่นี้มิใช่มีความหมายแคบ ๆ  เพียงแค่การบอก  เล่า  อธิบายเท่านั้น    แต่เป็นเล่าแบบการแสดง   นั่นคือ ครูผู้สอนก็ต้องแสดงในขณะที่ทำการสอน  ผู้เรียนก็ต้องร่วมแสดงในขณะที่ทำการเรียนรู้   ดังนั้น  ทั้งผู้เรียนและผู้สอนจะต้องแสดงบทบาทไปตามเรื่องเล่าที่กำลังดำเนินไปในรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนนั้น ๆ   ส่วนที่กล่าวว่าครูเป็นผู้แสดงนั้นคือ

                                1.  ครูจะต้องแสดงบทบาทของผู้จัดกิจกรรม  วิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายให้แก่ผู้เรียนได้แสดงบทนั้น ๆ  ตามที่ผู้เรียนแต่ละคน   แต่ละกลุ่มถนัด  บทบาทที่ครูแสดงนั้น เช่น  การสาธิต   การทดลอง   การเป็นผู้นำ   การอภิปราย   และอีกหลากหลายกิจกรรมที่ครูจะพาทำนักเรียนแสดงตาม

                                2.  ครูจะต้องแสดงบทบาทเป็นผู้กำกับการแสดงในขณะที่ผู้เรียนแต่ละคนกำลังแสดงบทที่ตนถนัดไปตามเรื่องที่เล่า    นั้น ๆ

                                3.  ครูจะต้องแสดงบทบาทเป็นนักวิจัย ตรงนี้สำคัญมาก  เพราะในขณะที่ครูผู้สอนกำลังสอนอยู่นั้น  ครูผู้สอนจะต้องเรียนรู้วิธีการสอนของตนและเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนแต่ละกลุ่ม ครูต้องคอยสังเกต   บันทึก  เก็บข้อมูล พฤติกรรมของผู้เรียนแต่ละคนที่ตนต้องการมาวิเคราะห์ วิจัย  สรุปเป็นบทเรียนแห่งการเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แต่ละหน่วยการเรียน  ที่เรารู้จักกันในนาม วิจัยในชั้นเรียน  แล้วครูจะได้นำข้อค้นพบนั้น ๆ มาพัฒนาตนเองและพัฒนาผู้เรียน

                                ที่กล่าวว่า  การสอนคือการแสดง นั้นหมายถึงว่า ครูผู้สอนก็คือผู้แสดง  ในการแสดงนั้นผู้แสดงจะต้องแสดงไปตามบทที่วางไว้  การสอนก็เช่นเดียวกัน  ผู้สอนก็ต้องสอนไปตามบทสอนหรือที่เรียกกันว่า แผนการสอนหรือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  บทสอนที่ผู้สอนจะต้องแสดงไปตามบทนั้น  ผู้สอนต้องกำหนดเรื่องสอนให้เป็นเรื่องราว ( Story)  แล้วสอนไปตามเส้นทางของบทนั้น ๆ   (Story  Line) โดยมีเรื่องราวที่ต้องสอนให้เป็นเรื่อง  มีฉาก คือ แหล่งเรียนรู้ที่กำลังเรียนรู้   มีผู้แสดง  คือ  ผู้เรียนและผู้สอนซึ่งเป็นทั้งผู้แสดงและผู้ชมด้วย  ผู้แสดงจะดำเนินการแสดง (เรียนรู้) ไปตามกิจกรรมการเรียนรู้ที่กำหนดไว้  นี่คือกระบวนการเล่าเรื่องในรูปแบบ Learning  by  doing ที่เกิดขึ้นในตัวของมันเอง

                                ในเมื่อผู้สอนคือผู้แสดง  ผู้แสดงที่ดีย่อมจะต้องตีบท(สอน)ให้แตก จึงจะเป็นการแสดงที่สมบทบาท  เพราะผู้แสดงเข้าถึงบทบาทที่ตนกำลังแสดง

 

                                การที่จะเข้าถึงบทบาทของตัวละครนั้น ๆ  ผู้แสดงจะต้องฝึกซ้อม  ฝึกฝนจนเกิดความช่ำชองในบทนั้น ๆ การสอนก็เช่นกัน  ผู้สอนจะต้องฝึกสอน บทเรียนบทใหม่เพื่อที่จะแสดงให้เข้าถึงบท  สื่อ  กิจกรรม  และลีลาการสอน   ครูผู้สอนต้องพร้อม   พร้อมทั้งการวางสื่อ  พร้อมทั้งการกำหนดกิจกรรม  และพร้อมทั้งการใช้ลีลาการสอนให้เหมาะและสมกับเรื่องราวที่กำลังสอนให้เข้าถึงบทเรียนนั้น ๆ     ความพร้อมเหล่านี้จะพร้อมขึ้นมาได้ก็ด้วยครูต้องฝึกซ้อมบ่อย ๆ จนเกิดความมั่นใจในการสอนหรือน่าจะเรียกว่า จนเกิดเป็นตัวของตัวเองได้

                                อย่าลืมว่า  ครูเคยผ่านชีวิตของการเป็นนักเรียนฝึกสอนมาก่อน  เคยเรียนรู้มาแล้วอย่าปล่อยให้การเรียนรู้นั้นเป็นไปในแบบเรียนผ่านมาแล้วผ่านเลย

                                ถ้าหากคราใดขึ้นบทเรียนบทใหม่  ครูได้ฝึกสอนก่อนจนเห็นทางหรือเข้าถึงเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว  เวลาลงมือแสดงบทสอนจริง คนดู (ผู้เรียน) จะชื่นชมว่าครูแสดงได้เข้าถึงบทบาทเรื่องเล่านั้นก็จะติดใจผู้เรียนไปนานแสนนาน  บทเรียนหรือแผนการเรียนรู้ที่ครูเขียนขึ้นมานั้น  ครูจะต้องคิดเรื่องสอนให้ดี  เพราะถ้าเรื่องสอนดี  ผู้เรียนจะสามารถแสดงตามบทเรียนนั้นได้ดีด้วย    เรียกว่าเล่นได้สมบทบาท

                บทเรียนที่ดีจะต้องสนองความต้องการของผู้เรียน  ซึ่งผู้เรียนส่วนใหญ่มักจะชอบเล่น (Play)  เคียงคู่ไปกับการเรียน (Learn)  ในรูปแบบของ Learning  by  doing ดังนั้น  บทเรียนบทนั้นครูจะต้องจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เล่นจนรู้เรื่องที่เรียนและครูเองก็อย่าเผลอไปแย่งบทเป็นผู้แสดงมากกว่าผู้เรียน  บทเรียนที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงบทบาทให้มากกว่าผู้สอน  ผู้สอนจะต้องถอยออกมาเป็นผู้กำกับการแสดง  ออกมาสวมวิญญาณเป็นนักวิจัยในชั้นเรียน  ปล่อยให้ผู้เรียนเรียนไปกับเรื่องที่เล่น   พอถึงตรงนี้  บทบาทของครูผู้แสดงบทบาทเป็นผู้กำกับ  จะมีบทบาทมาก เพราะต้องคอยกำกับให้ผู้เรียนเรียนปนเล่น  ไม่ใช่เล่นจนลืมเรียน  ดั่งเช่นทุกวันนี้   เด็ก ๆ เล่นเกมจนลืมเรียนรู้ไปว่า  โทษและประโยชน์ของเกมมีอย่างไรบ้าง  เล่นเกมอย่างไรให้เป็นประโยชน์  เมื่อเด็กไม่เห็นโทษและประโยชน์ของเกม  เด็กจึงเล่นเกมจนลืมเรียน

                                ครูจะต้องสวมวิญญาณของผู้กำกับการแสดงให้มาก  ถ้าครูเข้าถึงบทบาทของผู้กำกับจนเป็นผู้กำกับการแสดงด้วยชีวิตแล้ว  ครูจะสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าถึงบทของนักเรียน และบทเรียนที่กำลังเรียนรู้อยู่อย่างถึงที่สุดได้

                                คำว่า ถึงที่สุด ของการเรียนรู้นั้น  ย่อมหมายถึงว่า ผู้เรียนเรียนรู้แล้วจะบอกได้ว่าตนมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด  ผู้เรียนจะสามารถตอบได้ว่า เมื่อเรียนจบหน่วยนั้นแล้วตนจะ

                                1.  รู้อะไร   แค่ไหน   เพียงใด

                                2.  ทำอะไรได้ แค่ไหน  เพียงใด

                                3.  สิ่งที่ตนเรียนรู้จะสามารถนำใช้ประโยชนใดได้
                                     บ้าง อย่างไร  คิดว่าจะทำได้เพียงใด   แค่ไหน

                                4.  มีความรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนรู้ครั้งนี้  ทำไมจึง
                                      มีความรู้สึกอย่างนั้น

                                5.  มีผลงานใดบ้างที่บ่งบอกผลความสำเร็จในการ

                                     เรียนรู้ครั้งนี้  คิดว่าผลงานนั้นมีคุณภาพระดับ
                                      ใด

                                6.  จะพัฒนาผลงานต่ออย่างไร จึงจะนำสู่คุณภาพ
                                     ที่แท้จริง
ได้

                                คำว่า  เป็นคนมีคุณภาพ นี้  พอจะมีตัวอย่างยกให้เห็นได้  เช่น

                                น้าชื่นเจ้าของอู่ซ่อมรถอยู่ที่บ้านสามแยกบ้านเนียง  ตำบลเปาะเส้ง   อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา   น้าชื่นเป็นช่างประจำอู่คนเดียว   มีลูกน้องเรียกว่า ลูกมือฝึกงานอยู่  3  คน   น้าชื่นเคยเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาให้ฟังว่า 

                                ตอนเป็นเด็กเริ่มรุ่นไปขอฝึกงานอยู่ในอู่ซ่อมรถในตัวเมือง  ระหว่างฝึกงานจะคอยสังเกตเวลารถวิ่งเข้ามาจอดในอู่ว่ามีเสียงอย่างไร  แล้วช่างเข้าแก้ไขตรงไหน  อย่างไรจะคอยนั่งดู   นั่งสังเกต  คอยส่งเครื่องมือให้  อาสาเข้าไปเช็ดล้างเครื่องยนต์  แอบจดบันทึกไว้  ฝึกฟังเสียงเครื่องยนต์เวลาซ่อมเสร็จแล้ว  เฝ้าฟังเสียงรถยนต์ก่อนซ่อมกับหลังซ่อม  เพียรพยายามฝึกแยกเสียงให้ได้  จนสามารถแยกเสียงได้ว่า  ถ้าเสียงเครื่องยนต์ผิดสังเกตอย่างนี้  ช่างจะแก้ซ่อมตรงไหน  เสร็จแล้วเสียงรถปรกติจะเป็นอย่างไร  เฝ้าแยกความแตกต่างของเสียงเครื่องยนต์ผิดปรกติแต่ละที่แต่ละตอน  นานนับปีก็ขออนุญาตช่างเข้าไปเป็นลูกมือ ช่วยยกเครื่องยนต์มาถอด มาแก้  มาล้าง  แล้วลองซ่อมดู จนกระทั่งสามารถทำได้กลายเป็นช่างมือสอง ของอู่และเมื่อเจ้าของอู่ไม่อยู่ก็สามารถซ่อมเองได้  ฝึกฝนจนมั่นใจว่า  ทำได้แล้ว  จึงออกมาเปิดอู่ซ่อมรถที่บ้านของตนเอง

                                น้าชื่นเล่าว่า  ตอนที่เป็นลูกมือ ทำตามคำสั่งนั้น ขณะที่ฟังคำสั่งก็จะคิดก่อนว่า เครื่องเสียงผิดปรกติอย่างนี้น่าจะเสียตรงนี้  ควรจะแก้ไขตรงนี้  คาดเดาผิดบ้างถูกบ้าง  จากผิดมาก ๆ ก็จะคอยสังเกต  ปรับปรุงแก้ไขจนคาดเดาผิดน้อยลง ๆ  ในที่สุดคาดเดาก็ถูกมากกว่าผิด  เมื่อถึงตอนนี้  น้าชื่นก็สามารถเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ที่บ้านของตน

                                อู่ซ่อมรถยนต์ของน้าชื่นอยู่ติดกับร้านน้ำชา   ซึ่งอยู่ติดกับตลาดนัดสามแยกบ้านเนียง  ตั้งแต่เช้ามืดจะมีรถรับส่งแม่ค้า นำสินค้ามาขายที่ตลาดนัด  สาย ๆ จะมีรถนำคนมาจับจ่ายซื้อของใน                           

ตลาดนัด  ระหว่างคอยรับ-ส่งคน  คนขับรถจะขับรถมาจอดใกล้ ๆ ร้านน้ำชา  และนั่งดื่มน้ำชา    จับกลุ่มตั้งวงสนทนากัน  น้าชื่นว่างจากซ่อมเครื่องยนต์หรือพักเหนื่อยก็จะมาร่วมวงดื่มน้ำชา  และสนทนากับคนขับรถเหล่านั้น   เวลามีรถวิ่งผ่านร้านน้ำชา  ถ้าเสียงรถยนต์ดังผิดปกติ  น้าชื่นจะบอกคนขับรถที่ร่วมวงสนทนาด้วยกันว่ารถคันนั้นมีจุดบกพร่องตรงนั้น  ปล่อยไว้จะเกิดเหตุอย่างนั้น ๆ  ต้องรีบซ่อม  และถ้าไม่ซ่อมก็มักจะเป็นจริงอย่างที่น้าชื่นบอกไว้   ซึ่งตอนแรก ๆ เพื่อนร่วมวงจะไม่ค่อยเชื่อคำของน้าชื่นแต่บ่อยครั้งเข้าผลปรากฏเป็นจริงหลายครั้งหลายหน คนจึงยอมรับ

                                น้าชื่นจะบอกเจ้าของรถยนต์ก่อนที่จะรับปากซ่อมว่า  รถคันนี้เสียงอย่างนี้ต้องซ่อมตรงนี้  ในเวลาเท่านั้นวัน  และจะทำตรงที่พูดไว้เสมอ  นี่คือคุณธรรมของน้าชื่นที่มีต่ออาชีพช่างซ่อมรถยนต์   น้าชื่นจะไม่แก้เครื่องยนต์มาวางกองไว้แล้วซ่อมตรงโน้นตรงนี้  เพื่อเรียกเงินเจ้าของรถทีละมาก ๆ  จะตกลงราคาก่อนซ่อม  น้าชื่นว่า เพื่อความเป็นธรรม ทุกฝ่ายต้องมีความยุติธรรมต่อกันและกัน   ด้วยเหตุนี้เอง  อู่ซ่อมรถของน้าชื่นจึงมีรถมาซ่อมไม่ขาดระยะ  เรียกว่างานล้นมือ  เพราะน้าชื่นทำงานอย่างมีคุณภาพ

                                ภาพชีวิตของน้าชื่นที่ผ่านมานั้นเป็นเพราะน้าชื่นได้แสดงบทบาทตามที่ตนต้องการจะเป็น  น้าชื่นจึงทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิต เข้าไปในการแสดงบทบาทนั้นอย่างเข้าถึงบทบาท   ในที่สุด    

 ความสำเร็จก็เกิดขึ้นกับน้าชื่น  อีกอย่างหนึ่งเพราะน้าชื่นเป็นคนมีคุณธรรม  ความเป็นน้าชื่นจึงยังคงได้รับการกล่าวขานถึงอยู่ในสังคมของคนขับรถสองแถวและบรรดาเหล่าช่างฟิด    อู่ซ่อมรถยนต์ในทุกวันนี้  แม้ว่าน้าชื่นจะลาจากพวกเราไปนานนับสิบปีแล้ว  แต่เมื่อมีการพูดถึงช่างฟิด  ช่างซ่อมรถ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงน้าชื่น  เพราะน้าชื่นยังอยู่ในใจหัวใจของคนเหล่านี้

 

                การแสดงที่ดีต้องมีธรรมะสอดแทรกในการแสดง

 อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...