การสอนของครูแต่ละครั้งคือบทเรียนที่สอนให้ครูเรียนรู้วิธีการสอนของครูเองด้วย

ในการสอนนั้น         

 

มีการสอนซ่อนอยู่         3

 

                                จะเห็นได้ว่า  เพลงเพื่อชีวิต  ละครเพื่อชีวิต  นิยายเพื่อชีวิต  ล้วนแล้วแต่เป็นการเล่าเรื่องราวของชีวิตที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยถ่ายทอดให้คนยุคต่อ ๆ มารู้เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึง  ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนในสังคมของบ้านเมืองยุคนั้น ๆ   นักแต่งเพลง  นักร้อง  นักประพันธ์  นักแสดงต่างก็แสดงบทบาทไปตามวิถีชีวิตของแต่ละอาชีพเพื่อถ่ายทอด (บอกเล่า ) สิ่งนั้น  ๆ ให้ผู้อื่นร่วมรับรู้

                                ครูซึ่งเป็นนักเล่าเรื่องคนหนึ่งก็เป็นนักแสดงเช่นกัน  ครูย่อมที่จะหยิบยกเรื่องราวปัญหาของชุมชนของสังคมรอบ ๆ โรงเรียนมาจัดทำเป็นบทเรียนให้ผู้เรียนได้ร่วมเรียนรู้    ได้ร่วมแสดงกับครู  บทเรียนบทนั้นย่อมเป็นบทเรียนเพื่อชีวิต

                                ความจริงแล้วนั้น  การนำปัญหาในท้องถิ่นมาเป็นเรื่องเรียนรู้นั้น  รัฐ ได้ระบุไว้ชัดเจนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2544   ว่า  “... ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  คุณลักษณะที่พึงประสงค์  เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว  ชุมชน  สังคมและประเทศชาติ....”  และรัฐยังบอกต่อไปอีกว่า  ถ้าสถานศึกษาสามารถนำปัญหาในท้องถิ่นมาจัดกิจกรรมการเรียนได้นั้นจะเป็น  “...การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคมแห่งการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต...”  แล้วรัฐยังระบุไว้ชัดเจนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า “....ให้สถานศึกษาจัดทำสาระในรายละเอียดเป็นรายปีหรือรายภาคให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชุมชน  สังคม   ภูมิปัญญาท้องถิ่น  คุณสมบัติอันพึงประสงค์  เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว  ชุมชน  สังคมและประเทศชาติ..”   จะเห็นได้ว่า  การนำปัญหาในท้องถิ่นมาจัดเป็นสถานการณ์เรียนรู้นั้นมีความสำคัญต่อการเรียนรู้มาก รัฐจึงกล้าระบุให้สถานศึกษานำมาใช้เป็นเรื่องราวแห่งการเรียนรู้  ซึ่งสอดคล้องกับ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ที่ได้เน้นย้ำแนวคิดนี้เพิ่มเติมอีกว่า “...การนำหน่วยการเรียนมาให้ผู้เรียนเรียน  เป็นเรื่องที่ครูต้องค้นหา  ต้องออกแบบเอง  มิใช่นำมาจากหัวข้อของหนังสือเรียน  หน่วยการเรียนในลักษณะนี้จะมีลักษณะสะท้อนให้เห็นภาพรวมของแนวคิดต่าง ๆ ได้กว้างขวางและลึกซึ้ง   มองเห็นวิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ได้ความรู้ในหน่วยการเรียนนั้น  ๆ ได้หลากหลายวิธี   ไม่ว่าจะด้วยการเรียนเป็นกลุ่มเป็นรายบุคคล...”  และยังได้บอกอีกว่า รัฐ “...ต้องการให้ผู้เรียนเป็นนักแก้ปัญหา  นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้...

                                อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว   ก็พอที่จะมองเห็นได้ว่า  บทบาทของครูจะต้องเปลี่ยนจาก ผู้บอกความรู้ที่บอกทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูรู้ให้ผู้เรียนได้รู้ต่อ รู้ตามครู   รู้ตามแบบครูเป็นผู้ป้อนความรู้ให้ผู้เรียน  ครูต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  ค้นหาความรู้ได้ด้วยตนเอง  ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ได้มาร่วมกันคิดวิเคราะห์  วิจารณ์  สรุปเป็นความคิดรวบยอด  อันเป็นความคิดรวบยอดที่มีความหมายต่อตัวผู้เรียนเอง  สำหรับครูนั้น นอกจากจะเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  วิธีการเรียนรู้         ( Learning  How  to  Learn)  แล้ว  ครูจะต้องเป็นผู้เรียนรู้เองด้วย  คือ  เรียนรู้ในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่นั้นด้วย  ครูรู้แล้วนำสิ่งที่เรียนรู้มาสรุปเป็นความคิดรวบยอดของครู  เพื่อนำไปพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนของครูต่อไป  นั่นหมายถึงว่า “ในการสอนนั้นยังมีการสอน

 

ซ่อนอยู่” กล่าวคือ  การสอนของครูแต่ละครั้งคือบทเรียนที่สอนให้ครูเรียนรู้วิธีการสอนของครูเองด้วย

 

                                ความจริงแล้ว  แนวคิดการนำปัญหาจากท้องถิ่นหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ในชุมชนมาให้ผู้เรียนเรียนรู้นั้น  กาเย่ ได้นำเสนอแนวคิดนี้มานานนับสิบ ๆ ปีแล้วว่า  ถ้าเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้จากปัญหาหรือจากการตั้งคำถามของครู  ให้ผู้เรียนค้นหาข้อมูล (Data)  จากแหล่งเรียนรู้  มาร่วมวิเคราะห์ สรุป เป็นข้อมูลความรู้       ( Information ) แล้วนำมาร่วมกันอภิปราย สรุป   ผลการสรุปได้มาเป็นความรู้ (Knowledge)  เมื่อผู้เรียนนำความรู้ที่เรียนรู้ได้ไปใช้แก้ปัญหาบ่อย ๆ  จนเข้าใจความรู้นั้นอย่างแจ่มแจ้ง  ถึงเวลานำมาใช้แก้ปัญหาได้จริง  ผู้เรียนก็เกิดปัญญา (Wisdom)  เขียนเป็นภาพก็จะได้ดังนี้

                 รู้แจ้ง                      ปัญญา

                                                Wisdom                

      นำใช้แก้ปัญหาบ่อย ๆ

                รู้จริง                       ความรู้

                                                Knowledge          

        ร่วมอภิปรายสรุป

                รู้จัก                         ข้อมูล ความรู้

                                                Information         

        ร่วมวิเคราะห์สรุป

                  รู้                            ข้อมูล

                                                Data                      

               

 

                ปัญหา /สถานการณ์/คำถาม

 (ดูรูปที่ https://sites.google.com/site/chatreesamran/hnangsux/-doc-30 ครับ)

                จากทฤษฎีของกาเย่ นี้  เมื่อย้อนกลับเข้าสู่ห้องเรียน จะเห็นภาพของความหลากหลายของผู้เรียนที่มีความเชื่อมโยงกับทฤษฎีการเรียนรู้นี้ คือ ผู้เรียนแต่ละห้องเรียนนั้น  บางคนอ่านคล่อง  เขียนคล่อง  บางคนอ่านไม่คล่อง  เขียนไม่คล่อง  บางคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้  บางคนพออ่านออก  พอเขียนได้  แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนทุกคนมีคือ ความคิด ผู้เรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้บางคนเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น  จะแสดงความคิดเห็นได้ดี   มีเหตุผลในการนำเสนอแนวคิด  แต่ผู้เรียนกลุ่มนี้สังเกตว่า เวลาให้ทำงานในห้องเรียนมักจะเงียบ  นิ่ง และบ่อยครั้งไม่ต้องการร่วมงานกลุ่ม  เป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจใบงานและใบความรู้  การอ่านไม่ออกทำให้เวลาเห็นใบงานหรือใบความรู้เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย   แต่พอให้เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จริง ได้ออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียน ผู้เรียนเหล่านี้มักจะกลายเป็นผู้นำกลุ่ม  เพราะได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความรู้ที่ซ่อนอยู่ในตน        มาให้กลุ่มเห็น    ให้กลุ่มรับรู้    ดั่งเช่น   นิไพศาล  หรือ รอมือลี  ที่นำเพื่อน ๆ  ไปเรียนรู้เรื่อง ยุง  ดังได้เล่ามาแล้วในบทที่  2

                                จากการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ๆ กลุ่มนี้               นิไพศาลและรอมือลี ที่เคยเป็นเด็กนิ่ง เงียบ  เมื่อเรียนในกลุ่มแบบมีใบงานและใบความรู้  แต่พอได้ออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียน  เรียนรู้จากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน   นิไพศาล กับรอมือลี เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นผู้นำเสนอความคิดหลากหลายให้กลุ่มยอมรับได้ เช่น  นิไพศาล เล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่า  ในไหดองหมากนั้น แรก ๆ ดองหมากน้ำยังไม่เน่า   มียุงเพียง 2-3  ตัวเท่านั้น   พอน้ำหมากดองเริ่มเน่า  ยุงจะมีเพิ่มขึ้น  ลูกยุง (ลูกน้ำ) ก็มีเพิ่มมากขึ้น  ลูกน้ำในไหหมากดองตัวจะโตกว่าลูกน้ำในกะลามะพร้าวหรือในกะละมังที่มีน้ำขัง  นิไพศาล บอกเพื่อน ๆ ว่าเขาเคยตักลูกน้ำในไหหมากดองให้ปลากัด   ๆ ไม่ชอบกิน  ไม่เหมือนลูกน้ำในกะละมังที่มีน้ำขัง      ซึ่งตัวเล็ก ๆ ปลากัดชอบกินมากกว่า

                                ส่วนรอมือลี บอกเพื่อน ๆ ว่า ที่ปลักควาย แรก ๆ น้ำขัง ควายยังไม่นอนคลุกปลัก ยุงไม่ค่อยมี  พอควายลงนอนคลุกปลัก น้ำเริ่มเน่า  ยุงก็เริ่มมีแล้วมีมากขึ้น ๆ  ยุงจะมีมากในกอหญ้าริมปลักควาย  โดยเฉพาะเวลาเย็นย่ำค่ำยุงจะมาก  ตอนกลางวันลมแรง  แดดจัด  ยุงไม่ค่อยมี  แสดงว่ายุงชอบอยู่ในที่มืด ๆ  ประเด็นที่รอมือลี สรุปว่า ยุงชอบอยู่ในที่มืด ๆ  นั้น ส่งผลให้เด็กคนอื่น ๆ ในกลุ่ม มีเรื่องเล่าสู่กันฟังว่า  ในบ้านของพวกเขา ตรงซอกตู้  ที่เก็บของ  มุมห้องที่วางผ้าใช้แล้ว  หรือมุมบ้านที่มืด ๆ  มักจะมียุง  แต่ตรงกลางบ้านที่สว่าง ๆ มีลมพัดผ่าน  ยุงไม่มี  และเด็ก ๆ จะจำประโยคที่ว่า ยุงชอบอยู่ในที่มืด ๆ  คำ ๆ นี้กลายเป็นคำที่ฝังใจ เด็ก ๆ เวลาให้เล่าหรือเขียนเรื่องยุงแล้วมักจะมีคำ ๆ นี้อยู่ด้วย  เพราะคำ ๆ นี้มีความหมายต่อพวกเขา  ๆ จึงจำคำนี้ได้นานและเมื่อมีโอกาสก็จะนำมาใช้ กลายเป็นคำที่มีความเข้าใจที่คงทนของเด็ก ๆ กลุ่มนี้

                บทเรียนที่จะส่งผลให้เกิดเป็น ความเข้าใจที่คงทน ได้นั้นต้องเป็นบทเรียนที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม  คือ   ผู้เรียนเป็นผู้ร่วมคิดเรื่องราวที่จะเรียนรู้   ร่วมเป็นผู้กระทำหรือร่วมแสดง  ร่วมกันอภิปราย  วิเคราะห์  วิจารณ์  อาจจะเป็นไปในรูปแบบการนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้  ร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวที่พวกเขาได้กระทำผ่านมาแล้วร่วมกันสรุปเป็นความรู้ที่รู้  ในขณะที่ความรู้ที่สรุปได้เป็นความรู้ส่วนรวมนั้น  แต่ละคนก็จะมีความรู้ที่ตนรู้  ตนเข้าใจ  เป็นของเฉพาะตนอีก  ความรู้ตัวนี้อาจจะไม่เหมือนหรือเหมือนกับความรู้ที่ผู้เรียนร่วมกันสรุปก็ได้  แต่ทว่าเป็นความรู้เฉพาะตนและความรู้ตัวนี้แหละคือความรู้ที่ฝังใจผู้เรียนนานจนเป็นความรู้ที่คงทน หรือความรู้ฝังแน่น  และเมื่อรำลึกบ่อย ๆ  นำใช้บ่อย ๆ ก็จะเป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง  ความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง

อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...