ช่วงบ่ายแก่ ๆ วันนี้ (31 มีนาคม 2555) เวลาประมาณ 16.00 น. ละแวกเขตเทศบาลนครพิษณุโลกมีพายุคะนอง และฝนตกหนักมาก ร่วม ๆ ชั่วโมงที่ทำให้อากาศ(ที่แสน)ร้อนอบอ้าว หายไปค่อนข้างมาก น่าแปลกใจนะครับที่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ตรงกับคำพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ด้วยความเป็นห่วงผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ผมโทรถามท่านว่าละแวกที่ท่านอยู่ ฝนตกหรือยัง ท่านบอกว่าไม่ตก มีแต่ลม และพูดให้สะใจเล่น ๆ ว่า สงสัยในเขตตัวเมืองคงจะทำนาเยอะ ฝนจึงเทกระหน่ำเข้าให้ เฮ้อ ! มีแต่ความไม่พอดีจริง ๆ ความเป็น "คน" บ่น บ่น สารพัน
สถานการณ์หมอก ควัน ที่เกิดจากการเผาซังข้าวในทุ่งนา ทุ่งหญ้าข้างถนน และเลยไปถึงเผาป่า ฯลฯ หากเป็นสมัยก่อน ๆ (มากกว่า 20 ปี ขึ้นไป) เรื่องพวกนี้แม้จะเกิดขึ้นแต่กลับไม่สร้างมลพิษให้ผู้อยู่อาศัยในทุก ๆ จังหวัด ถ้าจะคาดเดาตามประสาผู้(ไม่)รู้ ณ อดีตกาล ต้นไม้ ป่าไม้ของไทย มีจำนวนมากกว่านี้ ทำให้การดูดซับอากาศพิษ อากาศเสีย มีตัวช่วยเข้ามาจัดการแทน เมื่อเกิดการทำลาย โดยไม่สร้างทดแทน พวกเราจึงต้องรับผลกรรมนั้น ๆ โดยทั่วหน้า นี่เป็นภาพตัวอย่างเบา ๆ ที่เป็นผลข้างเคียงจากสถานการณ์ปัจจุบัน ครับ
(ทุ่งนา ใกล้ ๆ ร.ร.พิษณุโลกพิทยาคม)
(ภูเขาในทิวเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์)
(ถนน..(สายเดิม) สู่ ร.ร.พิษณุโลกพิทยาคม)
(ต้นไม้ถูกตัด เผา ละแวกกำแพงเมืองวัดโพธิญาณ)
ช่วงบ่าย ๆ วันนี้ มี forwarded mail จากน้องคนหนึ่งส่งมาให้อ่าน อ่านแล้วค่อนข้างสะดุดใจ ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดกับใครอีก แม้แต่คนเดียว จึงขอนำมาบอกต่อ ณ ที่นี้ ครับ
> > ____พม่า____ครั้งเดียว____เกินพอ____
> > เพราะตั้งแต่มาเรียนต่ออเมริกาก็ไม่ค่อยมีเวลา
> > แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
> > เป็นเรื่องสะเทือนใจมากหลังจากที่ครอบครัวเราเริ่มทำใจได้แล้ว
> > ก็คิดว่าควรจะ share เพื่อเป็นอุทาหรณ์กับผู้อื่น
> > หว้งว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยค่ะ
> > ปีใหม่ที่ผ่านมาดิฉันตัดสินใจลาพักร้อน หยุดการทำวิทยานิพนธ์
> > บินกลับกรุงเทพเพราะไม่ได้กลับบ้านนานมากแล้ว
> > เราคิดถึงยายมากครอบครัวเราวางแผนไว้จะไปเที่ยวพม่า 5 วัน ระหว่าง 30 ธันวา
> > ถึง 3 มกรา เพื่อไปกราบพระธาตุต่างๆ ทั้งเจดีย์ชเวดากอง
> > พระธาตุอินทร์แขวนพระธาตุมุเตา
> > แล้วที่ขาดไม่ได้ต้องไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม (Bagan)
> > บ้านเราเรื่องมากกับการเลือกโรงแรม
> > อาหาร schedule มากๆ ค่าทัวร์ก็เลยปาเข้าไป 58,000 ต่อคน
> > ซึ่งก็เรียกว่าแพงเลยล่ะ
> > สำหรับทัวร์ 5 วัน เรียกว่าไปด้วยความศรัทธา บ้า history จริงๆ
> >
> > หลังจากไต่เขา+นั่งเสรี่ยงขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน ไปกราบเช้ากราบเย็น
> > นั่งรถน้านนานไปสักการะพระธาตุมุเตา
> > แล้วก็ขอพรทันใจที่เจดีย์ซเวดากองแล้ว
> > ในวันปีใหม่เราบินกันแต่เช้าตรู่ไปเมืองพุกาม
> > ที่ๆเค้าบอกว่าพระอาทิตย์ขึ้นสวยที่สุดในโลก เมืองนี้สวยมากจริงๆ
> > ทะเลเจดีย์กลางสายหมอกตอนพระอาทิตย์ขึ้น
> > แล้วก็มี Balloon ลอยเป็นฉากหลัง เช้าวันที่ 2 มกราคม 2555
> > เราตื่นกันตีสี่ดีห้า
> > เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ซัก 7 โมงเช้าก็กลับมาที่โรงแรม
> > เพื่อแยกย้ายกันอาบน้ำและกินข้าวเช้า
> > ประมาณ 9 โมง น้องสาวตะโกนดังมาจากโทรศัพท์ว่า แม่เราโดนไฟช๊อต
> > เราสองคนวิ่งสุดชีวิต
> > จากห้องพักเราไปที่วิลล่าที่แม่เราพัก ภายในโรงแรมAureum Palace Hotel
> > โรงแรมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในพม่า
> > ฉันภาวนาขอให้เป็นแค่แผลบาดเจ็บ
> > แต่ภาพที่ดิฉันเห็นคือคุณพ่อของฉันกำลังปั๊มหัวใจผายปอดให้แม่
> > ภาพและขั้นตอนการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน และ
> > ผู้ป่วยวิกฤติที่เคยทำมานับร้อยครั้งพุ่งเข้ามาในหัว
> > แต่ฉันไม่เคยคิดเลยว่าผู้ป่วยที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นหม่าม้าของเรา
> > ฉันตรวจสัญญาณชีพ
> > รูม่านตา และทำการปั๊มหัวใจ ผายปอดต่อ เราต้องการเครื่องมือแพทย์อื่นๆ
> > ในการช่วยชีวิต
> > แต่หัวใจฉันแทบสลาย เมื่อไปถึงโรงพยาลแห่งเดียว ในระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร
> > และพบว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่ฉันต้องการ
> > แทบไม่มีซักอย่างโรงพยาบาล Nyaung Oo District Hospital
> > เปรียบเหมือนโรงพยาบาลในที่ห่างไกลในเมืองไทย
> > ย้อนไปซักห้าสิบปี เจ้าหน้าที่นอกจากหมอไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้
> > ดิฉันสั่งการตามหน้าที่แพทย์
> > ร่วมกับหมอ ณ ห้องฉุกเฉิน เราได้ใส่ท่อช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ
> > และยากระตุ้นหัวใจ
> > ที่นั่นไม่มีแม้แต่เครือ่งติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( EKG monitoring )
> > ซึ่งสำคัญมากในการดูแล
> > และรักษาผู้ป่วยวิกฤติ เราสองลูกสาวสลับกันนวดหัวใจแม่เราอย่างไม่ย่อท้อ
> > ในระหว่างที่น้องชายติดต่อประสานงาน
> > ให้มีเฮลิคอปเตอร์การแพทย์มารับเราอย่างเร็วที่สุดแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินได้ลากแขนดิฉันไปพูดตามลำพัง
> > หลังจากที่เราเข้ามาถึงประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อบอกฉันว่า“ Do you know
> > that she was dead before arrival ? ”
> > เหมือนกำลังบอกฉันว่าเธอกำลังทำสิ่งที่ไม่มีหวัง
> > หยุดและยอมรับความจริงเถอะ ฉันจึงตอบไปว่า“ I know, I am also a doctor.
> > I will not give up hope because she is my mom. If I stop it will be a
> > point of no return. ” แพทย์ผู้นั้นพยักหน้า
> > เดินจากไปปล่อยให้ฉันคุมการปั๊มหัวใจต่อไปอีกหลายชั่วโมง
> > เราพยายามจะหาเครื่องบินการแพทย์จากโรงพยาบาลที่เมืองไทย
> > แต่ก็ไม่สามารถลงจอดรับเราได้
> > เพราะประเทศนี้ไม่อนุญาต ต้องขออนุญาตกันเป็นวันๆ
> > น้องชายเราเดินเข้ามาบอกว่า เราไม่มีทางเลือกที่ดีเลย
> > เราอาจจะขึ้นรถตู้โรงพยาบาลที่ไม่มีเครื่องมือแพทย์อะไรเลย
> > ตามทางลูกรังอีก 5 ชั่วโมงไปโรงพยาบาลมัณฑะเลย์ หรือ รอเครื่องบินโดย Bagan
> > Airline ที่จะมารับในอีก 6 ชั่วโมงเข้าย่างกุ้ง ถ้าจะบอกให้เราปั๊มหัวใจไปอีก
> > 5 ชั่วโมง แล้วแม่เราจะฟื้น เราก็จะทำแน่นอน แต่ฉันรู้อยู่เต็มอกว่า
> > ความจริงคืออะไร
> > ฉันรู้ว่าทุกนาทีที่ผ่านไปมันหมายถึงโอกาสที่น้อยลงเรื่อยๆ
> > กับหัวใจที่หยุดเต้นมาหลายชั่วโมงกับรูม่านตาที่ไม่ตอบสนองอะไรเลย
> > กับร่างกายของแม่ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆเราเริ่มยอมรับความจริงบ้าง
> > เราทำทุกอย่างที่ปัญญาเราพอจะคิดได้ เราไม่เคยหมดหวัง
> > ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่เรา
> > CPR (ปั๊มหัวใจ) แม่เรา
> > แต่เวลาที่ผ่านไปหลายชั่วโมง ทำให้เราค่อยๆตระหนักความจริงว่า
> > เราไม่สามารถทำอะไรได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว
>
> > เรากอดร่างที่ไร้วิญญาณของแม่ หูแนบที่หน้าอกของท่าน
> > ภาวนาขอปาฏิหาริย์ให้ท่านมากระซิบว่า
> > อย่าเพิ่งหยุดปั๊มหัวใจฉันเลย ฉันได้ยินแค่ความว่างเปล่าจากหน้าอกท่าน
> > กับเสียงหัวใจเจ็บๆของตัวเอง
> >
> > ฉันตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ด้วยเครื่องรุ่นโบราณสุดๆ เป็นครั้งสุดท้าย
> > ซึ่งแสดงเพียงเส้นขีดตรง
> > ไร้สัญญาณไฟฟ้าหัวใจ…..
> > เราสามคนพี่น้องกอดกัน ตอนที่ฉันถามว่า“ ทุกคนทำใจได้นะ
> > ถ้าจะประกาศว่าแม่เราเสียชีวิตแล้ว”
> > ทุกคนพยักหน้าทั้งน้ำตา และคิดว่าเราทุกคนได้ทำเต็มที่แล้ว
> > เรากอดร่างของแม่ด้วยความรัก
> > ก่อนที่จะดำเนินการทางการแพทย์ และทางกฎหมายต่อไป
> > ...การบอกข่าวร้าย...ไม่ว่ากับคนป่วยหรือญาติ
> > เป็นสิ่งที่ฉันลำบากใจที่สุดในอาชีพของฉัน
> > แต่วันนั้นเราต้องโทรกลับบ้านเราต้องโทรบอกพี่ชาย
> > พี่สะใภ้ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกๆ
> > ตัวน้อย เราเศร้าที่สุด ตอนแค่คิดว่าเราจะบอกคุณยายยังไง
> > ฉันดูแลร่างไร้วิญญาณของแม่ด้วยความรัก
> > ช่างโชคดีที่มีโอกาสได้แต่งตัว แต่งหน้า หวีผม สวมรองเท้าให้
> > เราจัดดอกไม้ธูปเทียนไว้ในมือท่านก่อนบรรจุท่านลงในหีบศพ
> > คุณแม่ของฉันสวยเหลือเกิน ร่างกายภายนอกท่านไม่มีบาดแผลใด ๆ
> > ใบหน้าของท่านดูสงบ
> > สบาย ฉันกอดท่านเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความรัก
> > ขั้นตอนทางกฎหมายของพม่านั้น ต้องใช้เวลาถึง 7 วัน
> > ในการส่งร่างชาวต่างชาติกลับมาตุภูมิ
> > เดชะบุญที่ได้รับความช่วยเหลือ และความเมตตาทั้งจากสถานทูตไทยในพม่า
> > เจ้าหน้าที่การบินไทย
> > และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโรงแรมที่เราไปพัก
> > เราจึงสามารถนำร่างแม่กลับมาที่กรุงเทพในเวลา
> > 2 วันครึ่ง จึงขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้อง มา ณ ที่นี้ด้วย
> > คิดย้อนกลับไปในเวลานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันคือ
> > เราทุกคนต้องมีสติ เพราะถ้าไม่มีสติแล้ว เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย
> > ภาพที่ฉันได้เห็นได้เรียนรู้คือ คนเราเกิดมาก็มีแต่ตัว แต่ตอนตายนั้น
> > แม้แต่ตัวก็เอาไปไม่ได้
> > สิ่งที่เหลือในใจของทุกคนคือ คุณธรรมความดีของท่านที่ทำเอาไว้
> > คำสอนสุดท้ายที่ได้จากแม่ คือ สัจธรรมว่าทุกอย่างตั้งอยู่ก็ต้องดับไป
> > ไม่มีอะไรแน่นอน
> > ความไม่แน่นอนสิคือความแน่นอน พระคุณของแม่ที่มีต่อลูกนั้น
> > ยิ่งใหญ่อย่างที่เพลงเด็กๆร้องว่า“
> > จะเอาโลกมาแทนปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด
> > ประกาศพระคุณไม่พอ” ข้าพเจ้าโชคดีที่ตลอดชีวิตของดิฉัน
> > แม่คอยมากอด มาหอม แสดงความรัก ให้กำลังใจ เวลาทุกข์ หรือกังวล
> > ไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์ร้อนอย่างไร
> > คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคจากท่าน เราก็คลายทุกข์กังวลได้ทันที วันนี้
> > แม้หม่าม้าหมดกรรมไปแล้ว
> > แต่ทุกคำพูด คำสอนของหม่าม้าจะอยู่ในใจลูกเสมอค่ะ เช้าวันนี้
> > หลังจากหายตัวไปเดือนนึง
> > เราเข้าไปเจออาจารย์ฝรั่งเอาหนังสือที่ระลึกงานศพไปให้เค้า เค้ากอดเราแน่นมาก
> > แล้วก็แสดงความเสียใจเค้าฟังเรื่องที่เกิดกับเราแล้วก็น้ำตาไหลพราก
> > เราคุยกันว่า
> > เราควรจะเตือนคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
> > เค้าบอกว่าโศกนาฏกรรมไม่ควรเกิดขึ้นอีกก็เลยเป็นที่มาของกระทู้นี้ค่ะ
> > มันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิกของโรงแรม เป็นการขาดความรู้ของคนวางสายไฟ
> > เป็นความเลินเล่อประมาทไม่ตรวจสอบ
> > เป็นเพราะใช้สายไฟคุณภาพต่ำ หรือ เป็นแค่ความมักง่ายมองข้ามเรื่องความปลอดภัย
> > เราไม่รู้หรอก
> > รู้แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีกเลย
> > โรงพยาบาลก็บอกเองว่า มีชาวต่างชาติมาเสียชีวิตที่เมืองนี้มาก่อนแล้ว
> > อย่าไปพักที่โรงแรมนี้ หรือโรงแรมในเครือนี้เลย
> > อยากให้คนที่ได้อ่านคิดหนักๆเลย ถ้าคุณกำลังจะไป หรือวางแผนจะไปพม่า
> > เราชอบประเทศนี้ เรารักความน่ารักคนประเทศนี้ แต่มันไม่คุ้มเลยค่ะ
> > อย่าไปเลยพม่า อย่าไปเลยพุกาม
> > ตอนที่เราไปแจ้งเรื่องที่อำเภอ ตอนกลับมาเมืองไทยแล้ว
> > เจ้าหน้าที่บอกว่ามีคนไทยคนอื่นที่เสียที่พม่า
> > หลายวันมากแล้วก็ยังนำศพกลับมาไม่ได้เพราะข้อกฎหมาย
> > ความล่าช้าราชการที่นั่นและความล้าหลังของระบบ
> > สำหรับเรา : เราจะไม่ไปเที่ยวที่ๆการแพทย์ไม่เจริญอีกแล้ว
> > เราจะไม่ไปที่ๆคนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ถ้าไม่จำเป็น
> > ที่ๆสัญญาณโทรศัพท์ไม่ดี ไม่มี internet อยากขอความช่วยเหลือจากใครก็ทำได้ยาก
> > ก็ไม่อยากไป
> > เราจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่เราจะไป และโรงแรมที่จะพักมากกว่านี้
> > จะตามไปอ่าน
> > review เยอะๆๆๆๆ
> > เพิ่งอ่านเจอใน trip advisor ว่าเหตุการณ์ไฟดูด
> > เคยเกิดขึ้นกับอีกครอบครัวหนึ่งมาแล้วในโรงแรมนี้
> > ถ้ารู้ก่อน เราคงไม่ไป...
> > สำหรับคนอ่าน : อยากให้กลับบ้านไปกอดพ่อ กอดแม่ ขออโหสิกรรม
> > ถ้าเราเคยทำอะไรไม่ดีกับท่าน
> > อยากให้ช่วยบอกต่อเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์
> > และข้อมูลการวางแผนท่องเที่ยวเดินทาง
> > สำหรับชาวพุทธ : หมั่นรักษาศีล เจริญสติ ทำบุญทำทาน
> > อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
> > สำหรับพม่า : ครั้งเดียว...เกินพอ
> > ความจริงเบื้องหลังคืออะไร เราก็ตอบไม่ได้ค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไฟฟ้าลัดวงจร
> > ไม่ได้วางสายดิน หรืออะไร
> > เราก็ไม่ค่อยมีความรู้ด้านไฟฟ้า แล้วหลังจากเหตุการณ์
> > ก็มัวแต่วุ่นที่โรงพยาบาล
> > ต่อให้มีหลักฐานอะไร
> > ก็คงโดนเจ้าหน้าที่โรงแรมเคลียร์ไปแล้ว
> > เหตุการณ์เกิดตอนที่แม่เรากำลังจะอาบน้ำ
> > คุณพ่อบอกว่าได้ยินเสียงคุณแม่ร้องมาจากห้องอาบน้ำ
> > พอวิ่งไปดูก็พบว่าคุณแม่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นยังไม่ได้เปิดน้ำด้วยซ้ำ
> > มือสองข้างกุมหัวฝักบัว
> > คุณพ่อ
> > นึกว่าแม่ลื่นล้มธรรมดา เพราะพื่นหินมันลื่นมาก ก็จะช่วยแม่ลุกขึ้นมา
> > แต่พอท่านคว้ามือ
> > ไปจับ จะเอาฝักบัวออก ท่านก็โดนไฟดูดด้วยเป็นเวลานานพอสมควร
> > เดชะบุญที่ท่านไปได้เป็น
> > อะไรไปมากกว่าแผลไหม้พุพองตามทิศทางกระแสไฟฟ้าเข้าออก
> > หลังจากที่คุณพ่อหลุดมาได้
> > ก็ปั้มหัวใจคุณแม่ ท่านพยายามเรียกให้คนช่วย แต่กว่าจะมีคนมาก็ซักพักใหญ่
> > กว่าจะมีคน
> > โทรมาบอกดิชั้น ก็หลังจากนั้นไปอีกซักพักค่ะ
> > เราไม่รู้หรอกว่านี่จะพระอาทิตย์ขึ้นครั้งสุดท้ายของแม่เรา
> > ถ้าเรารู้เราจะกอดแม่อยู่ตรงนั้นไม่กลับไปโรงแรม