หมู กับขนบ รากทางความเชื่อ และการปรากฏในหนังสยองขวัญ


หมู กับขนบ รากทางความเชื่อ และการปรากฏในหนังสยองขวัญ

“หมู” กับขนบ / รากทางความเชื่อ และการปรากฏในหนังสยองขวัญ


 
“หมู” กับขนบ / รากทางความเชื่อ และการปรากฏในหนังสยองขวัญ

“หมู” หรือ “สุกร” เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกชนิดที่รู้จักกันในหมู่ชนชาวไทยเป็นระยะเวลายาว นานหลายชั่วอายุคน หมูเป็นสัตว์สี่เท้าประเภทเท้าเป็นกีบคู่ ร่างกายอ้วนพี สมบูรณ์ จมูกและปากยื่นยาว นอกจากคนไทยจะนิยมเลี้ยงและนำเนื้อมาบริโภคแล้ว ยังนิยมนำอุจจาระหรือมูลของมันไปทำเป็นปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ เป็นอย่างดี

“หมู” ทางความเชื่อในรากวัฒนธรรมแบบไทยๆส่วนใหญ่มักปรากฏในตำนานประจำถิ่น เช่น ตำนานการกำเนิดของวันสงกรานต์ โดยเฉพาะที่กล่าวกันว่าธิดาของท้าวกบิลพรหม นามว่า “นางรากษส” ทรงสุกรเป็นเทพพาหนะ นางรากษส เป็นเทวีแห่งวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง ใช้เครื่องประดับประจำกายเป็นโมรา ภักษาหารคือโลหิต อาวุธมือขวาทรงตรีศูร(สามง่าม) อาวุธมือซ้ายทรงศร(ธนู) และที่สำคัญนางขี่สุกร หรือหมูเป็นสัตว์พาหนะ นอกจากนี้หมูยังถือเป็นชื่อเรียกปีที่เป็นที่นิยมของชนชาติไทยมาช้านาน กล่าวคือนางประจำปีทั้ง 12 นั้นต่างนั่งอยู่บนหลังสัตว์พาหนะต่างๆไล่ตั้งแต่ หนู วัว เสือ กระต่าย งูใหญ่ งูเล็ก ม้า แพะ ลิง ไก่ สุนัข และหมู ซึ่งการเรียกชื่อปีในแบบดังกล่าวนี้ยังคงใช้มาจวบจนปัจจุบัน หมูที่ปรากฏในสำนวนไทย อาทิ คำว่า “หมูเขาจะหาม เอาคานเข้าไปสอด” ซึ่งหมายถึง “คนที่เข้าไปขัดขวาง หรือ สกัดมิให้ผู้อื่นปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงตรงตามเป้าหมาย” “หมูในเล้า” หมายถึง “สิ่งที่อยู่ในกำมือแล้ว หรือมีอำนาจที่สามารถจะจัดการได้อย่างไม่ยากเย็น สบายสบาย” “หมูไปไก่มา” หมายถึง “การให้สิ่งของแลกเปลี่ยนกันอย่างเสมอภาค” เป็นต้น

“หมู” ทางความเชื่อในรากวัฒนธรรมแบบจีนนิยม ชาวจีนโบราณมีความเชื่อว่า สัตว์ 12 นักบัตร หรือ สัตว์ 12 รอบ อันหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนมาประจำตำแหน่งกัน อันได้แก่ ชวดหนู ฉลูวัว ขานเสือ เถาะกระต่าย มะโรงงูใหญ่ มะเส็งงูเล็ก มะเมียม้า มะแมแพะ วอกลิง ระกาไก่ จอหมา และกุนหมู ล้วนเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น เนื่องด้วยมีฤทธิ์และเดชานุภาพสามารถปกป้องคุ้มครองสิ่งต่างๆได้ คนจีนโบราณจึงนิยมนำเอาสัตว์ 12 นักบัตร(ซึ่งรวมทั้งหมูด้วย)นำมาสร้างเป็นรูปประติมากรรมนูนต่ำ นูนสูง รูปทรงอิสระ บ้างก็นิยมสร้างให้สัตว์ทั้ง 12 นักบัตรมีใบหน้าที่ “ดุ” ตั้งเอาไว้ในสุสานของราชวงศ์ต่างๆ อันถือว่าสัตว์ทั้ง 12 นั้นเป็น “พญาสัตว์” เรียกว่า “เทพนักบัตร” หรือ “องครักษ์พิทักษ์สุสาน” ดำรงหน้าที่ในการป้องปกสุสานของราชวงศ์ต่างๆมิให้ผู้ใดเข้ามาล่วงล้ำและ รุกรานได้ อาทิ ในสมัย “ราชวงศ์ถัง” นิยมสร้างประติมากรรมรูปทรงอิสระเป็นรูปหมูมีเขี้ยวโง้ง หน้าตาดุร้าย รูปร่างปราดเปรียวว่องไว เอาไว้เฝ้าสุสาน เป็นต้น อนึ่งในความเชื่อทางด้านโชคลางของชาวจีนโบราณยังเชื่ออีกด้วยว่า เหตุที่นิยมนำรูปหมูมาเป็นตัวขับไล่ดวงวิญญาณชั่วร้ายนั้นน่าที่จะมาจากความ เชื่อที่ว่า หมูมีรูปร่างและหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัว วิญญาณชั่วร้ายต่างต้องหลีกหนีให้เมื่อเข้ามาพบเห็นหมูเข้า โดยเฉพาะหมูเปียกเปื้อนโคลนนั้นเชื่อกันว่าเป็นลางดี คล้ายๆกับคนเดินทางที่เป็นคนจีนในสมัยก่อนที่เชื่อว่า “เห็นหมูทางซ้ายจะสำเร็จตามใจที่มุ่งหวัง เห็นหมูทางขวาทรัพย์สินจะงอกเงย” นอกจากนี้ยังมีชาวจีนบางพวกที่เชื่อในทิศทางตรงกันข้ามกันไปเลย โดยเชื่อว่าหากวันใดนำหมูเข้ามาสู่เรือนชานมีลางร้ายว่าจะต้องยากจน เพราะหมูนั้นเป็นสัตว์ที่รู้จักแต่การกินและการนอนเพียงเท่านั้น เป็นดังนั้นแล้วหมูจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของการนอนหลับพักผ่อน และความสงบเงียบไปด้วยแต่ครั้งนั้น

“หมู” สัตว์ต้องห้ามในศาสนาอิสลาม ซึ่งในเรื่องนี้ รศ.ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม ได้อธิบายไว้ในหนังสือชื่อ “ศาสนาเปรียบเทียบ” อย่างน่าสนใจว่า เมื่อพูดถึงศาสนาอิสลาม ศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอื่นมักจะนึกถึงเรื่องการไม่บริโภคเนื้อสุกรเป็น ลำดับแรก การไม่บริโภคเนื้อสุกรจึงเป็นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของศาสนาอิสลามและถือ เป็นสัญลักษณ์ของชาวมุสลิมในสายตาของศาสนิกอื่น สาเหตุที่ไม่บริโภคเพราะในคัมภีร์อัล-กุรอานได้ระบุไว้ว่า “ห้ามบริโภค” ชาวมุสลิมเป็นผู้ที่เคร่งครัดต่อศาสนา สิ่งใดหรือการกระทำใดที่ศาสนามีบัญญัติห้ามเขาก็จะงดเว้นอย่างเด็ดขาด โดยมุสลิมบริโภคเนื้อแพะและเนื้อแกะ ถือว่าเนื้อสุกรสกปรกที่สุดในบรรดาเนื้อทั้งหลาย

การไม่บริโภคเนื้อสุกรของมุสลิมอาจมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อม กล่าวคือศาสนาอิสลามถือกำเนิดขึ้นในดินแดนอาหรับซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ทะเลทราย จึงเป็นแหล่งที่ขาดน้ำ เมื่อน้ำเป็นสิ่งหายาก บรรดาสัตว์เลี้ยง เช่น สุกร และสุนัขจึงไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ต้องหาเศษอาหารกินเองและกลายเป็นสัตว์สกปรกมีเชื่อโรคอาศัยอยู่ เมื่อมนุษย์บริโภคเนื้อของมันเข้าไปก็ปรากฏว่าเป็นโรคล้มตายลงเป็นอันมาก เมื่อการบริโภคเนื้อสุกรเป็นโทษแก่ร่างกายเช่นนี้ ศาสนาอิสลามจึงสอนให้มนุษย์กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายจึงห้ามบริโภค เนื้อสุกร นอกจากนี้ยังห้ามบริโภคเนื้อสัตว์ที่ตายเอง สัตว์ที่ถูกฆ่าโดยมิได้เปล่งนามอัลลอฮฺ สัตว์ที่ตกลงมาตาย สัตว์ที่ถูกเชือดบนแท่นบวงสรวงและเสี่ยงทาย ห้ามกินเลือดตลอดจนห้ามดื่มสุรายาเมา เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้วยังอาจก่อให้เกิดโทษ อีกด้วย (สุจิตรา อ่อนค้อม, 2542, 248-249)

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อโดยการกล่าวอ้างจากพระคัมภีร์ในหลายๆศาสนาว่าหมู เป็นสัตว์ชั้นเลวอันหมายถึงสัญลักษณ์และตัวแทนของความขี้ขลาด สกปรก โสโครก สำส่อน ตะกะมูมมาม และเลวร้ายเสมอๆ ในพระคัมภีร์ของศาสนายูดาห์(ศาสนายิว)เชื่อว่าหมูเป็นสัตว์ต้องมลทิน หากใครรับประทานหรือเเตะต้องซากอันไร้ชีวิตของสัตว์เหล่านี้ยอมเกิดสิ่งเลว ร้ายตามมาได้ ในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อกันว่าหากผู้ใดก็ตามบริโภคเนื้อ (หมายรวมถึงเนื้อสุกร) จะทำให้เกิดบาปแก่คนผู้นั้นรวมถึงครอบครัวและวงศ์ตระกูลได้ ซึ่งสอดคล้องกับของศาสนาอิสลามที่เชื่อกันว่าหมูเป็นสัตว์ต้องห้าม บางตำนานของทางฝั่งยุโรปก็มีกล่าวอ้างไว้บ้างว่าหมูเป็นหนึ่งในข้ารับใช้อัน แสนสัตย์ซื่อขององค์ซาตาน (ลูซิเฟอร์) เพื่อต่อกรกับพระเจ้า เราจึงมักเห็นสัตว์ชนิดนี้ปรากฏกายอยู่บ่อยๆในตำนาน-เรื่องเล่า รวมถึงในหนังสยองขวัญของทางแถบยุโรปตะวันตกทั้งในฐานะเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ ถูกล่า

คำว่า “Pig” (หมู) ปรากฏขึ้นครั้งแรกในการฆาตกรรมเหยื่ออย่างอำมหิตโดยชายที่ชื่อ Charles Manson และกลุ่ม The Manson Family ซึ่งได้กระทำการฆาตกรรม Sharon Tate ดาราสาววัย 26 ปีอันเป็นภรรยาของ Roman Polanski ผู้กำกับหนังสยองขวัญชื่อดังอย่าง Rosemary's Baby หรือในชื่อภาคภาษาไทยว่า “ทายาทซาตาน” โดยการฆาตกรรมหฤโหดในครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1969 Sharon Tate ซึ่งกำลังท้องแก่ใกล้คลอดถูกฆาตกรกลุ่ม The Manson Family แทงด้วยมีดถึง 16 แผล ตัดเต้านมทั้งเป็น กรีดชำแหละตั้งแต่บริเวณหน้าอกจนถึงอวัยวะเพศ จากนั้นกลุ่มฆาตกรเลือดเย็นจึงใช้เลือดของ Sharon Tate จุ่มด้วยแปรงเขียนคำว่า “Pig” เอาไว้ทั้งที่บานหน้าต่างรวมถึงประตู คำว่า Pig อาจแทนความหมายประมาณ “เหยื่อ” หรือ “สิ่งชั่วร้าย”

“หมู” ที่ปรากฏในหนังสยองขวัญ มีหนังสยองขวัญหลายเรื่องที่นำตัวละครสุดอ้วนพีน่ารักน่าเอ็นดูอย่างเจ้าหมู น้อยมาจับเสริมเติมแต่งให้แลดูน่ากลัวน่าหม่นหมอง บ้างก็เห็นแล้วเกิดอาการหวาดผวาไปสามวันเจ็ดคืน อาทิ ในหนังเรื่อง Vase de noces ปี 1975 (หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Wedding Through)ผลงานการกำกับของ Thierry Zéno เราได้เห็นชายหนุ่มมาดแมนกำลังสานสัมพันธ์สวาทกับหมูสาวนางหนึ่ง ณ สถานที่รกร้างเปล่าเปลี่ยวห่างไกลจากผู้คนอย่างชวนขนลุกขนพอง, ในปี 1984 กับหนังเก่าสมัยยังอาศัยดูเป็นม้วน VDO หนังสยองขวัญแนวล่าหมูป่ายักษ์สุดอันตรายอย่าง Razorback / 1984 (ไอ้เขี้ยวตันพันธุ์สยอง) งานกำกับของ Russell Mulcahy โลดแล่นไปในแผ่นฟิล์มกับนายพรานหนุ่ม เจค คัลเลน (Bill Kerr)ผู้มีไฟแค้นอย่างฝังลึกกับเจ้าหมูป่ามรณะตนนี้, ปี 1992 เราได้เห็นเด็กชายเบนนี่(Benny's Video / 1992) ผู้พิสมัยหลงใหลการถ่าย VDO วินาทีสังหาร-เชือดหมูอย่างเลือดเย็น เป็นการถ่าย VDO เพื่อกลับมาเปิดดูครั้งแล้วครั้งเล่าซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้เบื่อ

ปี 1998 กับผลงานเรื่อง Pig ของ Nico B. งานหนังประเภท Experimental (Genre : Experimental) หนังนำเสนอเรื่องราวเร้นลับในโลกแห่งนักฆ่าอันปรากฏให้เห็นเป็นภาพขาว-ดำ อย่างเก่าคร่ำครึ ณ เมืองกลางทะเลทรายเล็กๆแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีเพชฌฆาตที่สวมหน้ากากมรณะ ใบหน้าของหมูยมทูต กับเหยื่ออันแสนยินดีปรีดาในห้วงเวลาแห่งการสังหาร, เข้าสู่ยุคปี 2000 ใน The Loneliest Little Boy in the World (ใน L'Erotisme) กับเรื่องราวการตอบสนองทางอารมณ์แบบวิปริตสุดขีดของหญิงสาวนางหนึ่งกับหัว หมูปีศาจ, หมูกลายเป็นนักล่า-นักลักพาตัว ในหนังสยองขวัญสั่นประสาทเรื่อง Saw (โดยเฉพาะใน Saw ภาค 3 โปสเตอร์โฆษณาถูกออกแบบให้โดดเด่นด้วยใบหน้าของหมูปีศาจบริวารของจิ๊กซอว์), ข้ามไปที่ปี 2007 หมูปรากฏกายอย่างปีศาจผู้กระหายหิวการทรมานเหยื่ออย่างวิปลาส กลายเป็นหนังของชาวตะวันออกอย่างสุดสยดสยอง กับหนังเกาหลีเรื่อง The Butcher หมูสังหารกับเลื่อยไฟฟ้ามรณะคู่ใจ

ในปี 2007 หนังอาร์เจนตินาของ Mariano Peralta เรื่อง Snuff 102 ก็มีฉากเปิดเป็นภาพการฆ่าหมูอย่างชวนเสียวไส้, ปี 2008 เมื่อผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า ในหนังฝรั่งสยองขวัญเกี่ยวกับหมูป่าขนาดยักษ์(อีกเรื่อง)อย่าง Pig Hunt (โคตรหมูป่าฆ่าไม่ตาย)ของผู้กำกับ James Isaac, ปี 2009 กับหนังหมูป่ายักษ์สไตล์เกาหลีใต้อย่าง Chaw (เขี้ยวตันพันธุ์ปีศาจ)ผลงานการกำกับของ Jeong-won Shin เกี่ยวกับหมู่บ้านซาเมริที่สุขสงบ กับเหตุการณ์ฆาตกรรมปริศนา “ฆ่ากินศพ” โดยสัตว์ลึกลับขนาดใหญ่ หมูป่ายักษ์จอมโหดอันพิสมัยเนื้อมนุษย์แบบสุดขั้ว, ปี 2009 เปลี่ยนจากหมูนักล่ากลายมาเป็นผู้ถูกไล่ล่าและ “เหยื่อ” ในสายตาของเหล่าปีศาจจากขุมนรกอเวจี ใน Necromentia ผลงานการกำกับของ Pearry Reginald Teo เกี่ยวกับชายหนุ่มที่เศร้าโศกเสียใจเพราะภรรยาสุดรักด่วนจากไปก่อนวัยอันควร อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดทำเรื่องบางอย่างพลาดทำให้ต้องตกลงไปยังนรกทั้งที่ยัง ไม่ตาย เขาได้พบกับภูตผีปีศาจ ตัวประหลาดมากมาย รวมถึงภรรยาของเขาด้วยแต่ปัญหาก็คือ “เธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว” Necromentia มีฉากเด่นเกี่ยวกับหมูหลายฉาก แต่ที่หลายคนคงจำติดตาคงเป็น “ฉากมนุษย์หมูเต้นระบำ” เป็นการเริงระบำรำร่ายไปสู่ห้วงแห่งอเวจีโดยแท้จริง

“หมู” ยังคงเป็นผู้ไล่ล่าแห่งรัตติกาลอย่างน่าหวาดหวั่น ในหนังเรื่อง Wound ปี 2010 ผลงานการกำกับของ David Blyth เราได้เห็นค่ำคืนอันสุดแสนวิปริต และหมูสาวนักล่ายามวิกาล, ใน Madison County ปี 2011 ผลงานการกำกับของ Eric England เรื่องราวเกี่ยวกับหนุ่มสาวนักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งออกเดินทางมายังเมืองเมดิ สัน เพื่อทำรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆาตกรรมภายในเมือง เเต่เมื่อมาถึงกลับพบว่าเมืองเเห่งนี้มีอะไรที่เเปลกประหลาดเกินกว่าที่พวก เขาเเละเธอคาดคิดเอาไว้ กับฉากการไล่ล่าอย่าป่าเถื่อนของ “หมูนักฆ่า” ผู้บูชาแด่องค์ซาตานด้วยเลือดเนื้อและชีวิต


ทุกวันนี้ “หมู” ยังคงโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มหนังสยองขวัญ
ทุกวันนี้ “หมู” ยังคงส่งเสียงครวญคร่ำร่ำไห้สะอึกสะอื้น
“หมู” เป็นทั้ง “เหยื่อ” และเป็นทั้ง “ผู้ล่า” ในค่ำคืนแห่งความหฤหรรษ์
เรื่องราวของ “หมู” ยังคงมีอยู่ต่อไปมากมายต่อเนื่องไม่จบสิ้น……….


เครดิต : บทความพิเศษ : เปิดกรุหนังต้องห้าม (Prohibited Films)











คำสำคัญ (Tags): #ร้อยเอ็ด10
หมายเลขบันทึก: 483754เขียนเมื่อ 30 มีนาคม 2012 18:14 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 04:58 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี