เรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย
ชีวิตการเรียนรู้ ถ้ารู้ว่าเรียนไปทำไม เรียนแล้วจะได้อะไร เรียนแล้วจะนำไปใช้ประโยชน์ใดได้บ้าง ก็จะมีความหมายต่อผู้เรียน แต่ส่วนใหญ่ที่เรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ลองถามผู้เรียนหลายคนจะได้คำตอบว่า “ก็ครูให้เรียน” พอถามต่ออีกว่า “ทำไมครูจึงให้เรียน” ก็ตอบไม่ได้ มีผู้เรียนน้อยคนในชั้นเรียนหนึ่ง ๆ ที่จะรู้ว่า ตนเรียนสิ่งนี้ไปทำไม
คนเราเมื่ออยู่อย่างไม่มีเป้าหมายในชีวิต ชีวิตก็จะจืดชืด จะมีความเป็นอยู่แบบอยู่ไปวัน ๆ แต่ถ้ารู้ว่า “วันนี้ฉันมีชีวิตอยู่ไปทำไม” วันนั้นก็จะเป็นวันที่มีความกระตือรือร้นที่จะทำให้ชีวิตของตนมีความหมาย อย่างน้อยก็มีความหมายสำหรับตนเอง ดูรายของพระจูฬปันถก (ที่กล่าวถึงในตอนที่ 1 ) รู้ว่าตนปฏิบัติธรรมไปทำไม จึงปักใจที่จะต้องปฏิบัติธรรมให้จงได้ เมื่อพี่ชาย (พระมหาปันถก) ไม่ยอมให้เรียน เพราะเห็นว่าน้องชายโง่ ไล่ให้ไปสึก พระจูฬปันถกโศกเศร้าเสียใจหรือเด็กหญิงผึ้ง ดีใจที่โรงเรียนเปิดเรียนเพราะจะได้เรียนหนังสือ รู้แล้วก็จะนำมาสอนน้องหมีต่อ
เป้าหมายของชีวิต ( Goal ) มีความสำคัญต่อคนทุกคน การจัดการเรียนรู้ที่ดี ผู้สอนจะต้องมี เป้าหมายของการสอนให้สอดคล้องกับ เป้าหมายของการเรียนของผู้เรียนรายบุคคล แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เด็ก ๆ “โรงเรียนบ้านสันมะเค็ด” อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 มีความสงสัยว่า ต้นมะเค็ด ที่นำมาตั้งชื่อหมู่บ้านนี้มีลักษณะอย่างไร มีหลงเหลืออยู่อีกกี่ต้น มีอยู่ที่ไหนบ้าง ทำไมจึงหมดไปจากหมู่บ้าน ความสงสัยใคร่รู้นี้มีมากขึ้น จึงรวมกลุ่มกันถามครูเสาวนีย์ ไชยมงคล ครูเสาวนีย์ได้ร่วมกับเพื่อนครูที่สอนชั้น ป.4-6 จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ “กรณีศึกษาป่าชุมชน” ขึ้นมาโดยมี ศึกษานิเทศก์ สมชัย แซ่เจีย เป็นที่ปรึกษาและร่วมเรียนรู้ นักเรียนร่วมกันคิดวางแผนการเรียนรู้ ในประเด็น
- รู้เรื่องนี้ไปทำไม
- จะเรียนรู้รายละเอียดในเรื่องย่อย ๆ เรื่องใดบ้าง
- จะไปศึกษามาเรียนรู้ที่ไหน หรือจากผู้ใดบ้าง
- ทำไมจึงเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้เหล่านี้
- จะตั้งคำถามเพื่อศึกษาอย่างไรบ้าง
- เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะทำอย่างไรต่อ
- จะรู้ได้อย่างไรว่ารู้เรื่องเหล่านี้ดีแล้ว
- จะเริ่มปฏิบัติการเมื่อไรและจะสิ้นสุดเมื่อไร
เมื่อคิดวางแผนการเรียนรู้เสร็จสิ้นแล้ว นักเรียนกลุ่มนี้ก็จะใช้เวลาว่างช่วงเย็น หรือในวันหยุดราชการ ออกไปสืบค้นข้อมูลจากชุมชนจากผู้เฒ่าผู้แก่ พวกเขาใช้เวลานานนับสัปดาห์ จึงได้ข้อมูล (Data) มาพอสมควร ร่วมกันอภิปราย สรุป เป็นข้อมูลความรู้ ( Information ) ร่วมพิจารณาว่า สิ่งที่รู้ขั้นต้นว่า เพียงพอไหม เมื่อเห็นว่า ไม่เพียงพอ ร่วมกันคิดตั้งคำถามใหม่ นำไปสืบค้นข้อมูลมาร่วมแสดงความคิดเห็น สรุปบันทึกไว้ ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ สิ่งที่ได้คือ เด็กกลุ่มนี้ค่อยรู้เรื่องความเป็นมาของชุมชนเพิ่มขึ้นทีละนิด ๆ แต่ละคนอาจจะรู้ต่างกัน ก็นำความต่างกันนั้นมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นการShare ความรู้กัน ทำให้ความรู้เล็ก ๆ ของแต่ละคนมาหลอมรวมเป็น ความรู้รวม ก้อนความรู้ที่คืนกลับตนก็ใหญ่ขึ้น ๆ เรื่อย ๆ กลายเป็นความรู้ ( Knowledge)
ในขณะที่เด็ก ๆ สืบค้นความรู้จนกระทั่งรู้ว่า ตรงนี้ (บ้านสันมะเค็ด) คือป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ในครั้งอดีต แต่ได้ถูกทำลายลงไปด้วยฝีมือคนรุ่นก่อน เด็ก ๆ จึงต้องการจะรู้ต่อไปว่า
- ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์นั้นมีพรรณไม้ชนิดใดบ้าง
- มีสัตว์อะไรบ้าง
- เหตุใดป่าจึงถูกทำลาย
- ผลที่เกิดในปัจจุบันผู้คนในชุมชนรู้สึกอย่างไร
พวกเด็ก ๆ ได้นำคำถามเหล่านี้ ไปค้นหาคำตอบจากชุมชน แล้วมานั่งร่วมวงแลกเปลี่ยนความรู้ ร่วมอภิปรายหาข้อสรุป เมื่อได้ข้อมูลเพิ่ม ที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ในความคิดของพวกเขาแล้ว ก็เรียนเชิญผู้เฒ่าผู้แก่และกรรมการหมู่บ้านมาร่วมรับฟัง ปัญหา สภาพปัญหา เหตุที่เกิดปัญหา ผลกระทบที่ส่งให้เกิดในหมู่บ้านในปัจจุบันนี้ ที่ประชุมรับฟังและร่วมแสดงความคิดเห็น จนกระทั่งชุมชนร่วมกันจัดกิจกรรมชุมชน ปลูกป่าชุมชน ส่งผลให้ทุกวันนี้ บ้านสันมะเค็ดมีสวนป่าชุมชนที่ร่มรื่น ชาวบ้านเลิกการเผาหญ้าบนภูเขา ปลูกป่าทดแทนขึ้น เมื่อป่าค่อย ๆ สมบูรณ์ขึ้น อาหารจากป่าก็มีเพิ่มขึ้น
จะเห็นได้ว่า บทเรียนชีวิต บทนี้มีคุณค่าต่อแผ่นดินมากมายนัก มากพอที่โรงเรียนต่าง ๆ น่าจะร่วมกันคิด บทเรียนแบบกรณีศึกษา นำสอนในชุมชนของตน ชุมชนจะได้หันหน้าเข้ามาร่วมเรียนรู้กับโรงเรียน และโรงเรียนก็ร่วมเรียนรู้กับชุมชน การจัดการศึกษาอย่างนี้เป็นการจัดการศึกษาอย่างมีเป้าหมาย ส่งผลให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายต่อชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน
การเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายต่อชีวิตของตน ส่งผลให้บทเรียนบทนั้น เป็นบทเรียนที่ประทับใจผู้เรียน ๆ จะตั้งใจเรียนรู้สิ่งที่เขารู้นั้นจะค่อย ๆ สั่งสมเป็น ความคิดรวบยอด
( Concept ) เมื่อเขาเรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ความคิดรวบยอดย่อย ๆ ที่สั่งสมไว้ได้จะหล่อหลอมเข้าเป็น ความคิดรวบยอดแบบความสัมพันธ์และหลักการ เพราะผู้เรียนค่อยเรียนค่อยเห็นความยึดโยงสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งสู่อีกสิ่งหนึ่ง เนื่องต่อไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา ที่ว่า “เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มีสิ่งนี้” จึงทำให้สิ่งที่ผู้เรียนรู้เห็นนั้นจะเจาะลึกฝังแน่นอยู่ในจิตใจของผู้เรียนจนกลายเป็นความรู้ฝังแน่น หรือ ความเข้าใจที่คงทน (Enduring Understanding ) เป็นความรู้แบบลึกซึ้ง ( Deep Knowledge) เพราะผู้เรียนค่อย ๆ รู้เพิ่มขึ้น ๆ แบบค่อย ๆ สั่งสมเข้าไปในหัวใจทีละนิด ๆ ทำให้ผู้เรียนฝังใจต่อบทเรียนนั้นอยู่นาน และเพราะผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้นั้นขึ้นมาด้วยตนเอง ผู้เรียนเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะตน ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เป็น สันทิฏฐิโก นั่นเอง
https://docs.google.com/docume...