เรื่องราวของผึ้งกับพัน ถ้าเราเข้าถึงเรื่อง แรงจูงใจ (Motive) แล้ว ก็จะเข้าถึงพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กน้อยทั้งสองคนว่า เขาได้รับ การจูงใจ (Motivation) ที่ต่างกัน จึงเกิด แรงขับ (Drive) ออกมาให้เห็นในรูปแบที่ต่างกัน

เรื่องราวของผึ้งกับพัน  ถ้าเราเข้าถึงเรื่อง แรงจูงใจ (Motive)  แล้ว  ก็จะเข้าถึงพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กน้อยทั้งสองคนว่า  เขาได้รับ การจูงใจ (Motivation)  ที่ต่างกัน  จึงเกิด แรงขับ (Drive) ออกมาให้เห็นในรูปแบที่ต่างกัน

                พันมีแรงจูงใจต่อวิธีการเรียนรู้ที่พี่สาวของเขามอบให้สูงกว่าครูที่โรงเรียน    พันจึงอยากอยู่บ้านมากกว่าไปโรงเรียนทั้ง ๆ ที่อยู่บ้านก็ต้องเรียนหนังสือ แต่เป็นการเรียนรู้ที่พันสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  และด้วยวิธีการที่ตนเองเป็นผู้ร่วมกำหนดวิธีการเรียนรู้  พันจึงสามารถสร้างความรู้ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง  ในขณะที่แม่หนูน้อยผึ้งผู้น่ารักนั้น  เธอได้รับแรงจูงใจจากครูที่โรงเรียนสูงมาก    ผึ้งจึงอยากไปโรงเรียน  ผึ้งได้เรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ผึ้งต้องการ  ผึ้งอาจจะยังไม่รู้ว่า ตนอยากเป็นครู  แต่การที่ผึ้งอยากเป็นครูนั้น  อาจจะเป็นเพราะผึ้งชอบครูของเธอ  ชอบวิธีการสอนของครูของเธอ หรือชอบที่ครูรู้ใจเธอ  ผึ้งจึงคิดจะเป็นครู  แล้วผึ้งต้องการสร้างความประทับใจในตนเองให้กับผู้อื่น  ( Needs  for  Exhibition)  ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ตรงตามที่  เบอร์เรย์  ( อ้างถึงใน อารี  พันธ์มณี : 2546 )  ที่กล่าวถึงทฤษฎีความต้องการตามหลักการของ เบอร์เรย์ว่า

                1. ความต้องการที่จะเอาชนะด้วยการแสดงออกทางความก้าวร้าว ( Needs  for  Aggression)  เป็นความต้องการที่จะเอาชนะผู้อื่น  เอาชนะต่อสิ่งที่ขัดขวางด้วยความรุนแรง  มีการต่อสู้  แก้แค้น  ทำร้ายร่างกายหรือฆ่าฟันกัน  หรือพูดจาประชดประชันกัน

                2. ความต้องการที่จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ (Needs   for  counteraction )  เป็นความต้องการที่จะเอาชนะอุปสรรค   ความล้มเหลว  ด้วยการสร้างความพยายามขึ้นมา  แม้จะถูกดูหมิ่นก็จะพยายามทำจนชนะคำสบประมาทนั้น ๆ 

                3.  ความต้องการที่จะยอมแพ้ ( Needs  for  abasement ) เป็นการยอมแพ้  ยอมรับผิด  ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์   รับการถูกลงโทษ

                4.  ความต้องการป้องกันตนเอง (Needs  for  defense)  ต้องการป้องกันตนเองจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์  การติเตียน  โดยการพูดแก้ตัว  เช่น  วาดรูปไม่สวยก็เพราะสีไม่ดี  ร้องเพลงผิดจังหวะก็เพราะนักดนตรีแกล้ง

                5.  ความต้องการเป็นอิสระ ( Needs   for  Autonomy ) ต้องการความอิสระจากการกดขี่  ต้องการที่จะดิ้นรนต่อสู้เพื่อความเป็นตัวของตัวเอง  เช่น  เด็กเล็กจะรับประทานอาหารเองไม่ต้องการให้ใครป้อน

                6.  ความต้องการความสำเร็จ (Needs  for Achievement)

เป็นความต้องการที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ  แม้จะยากลำบากเพียงใดก็ต้องทำให้สำเร็จ  หรือพยายามที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง เพื่อที่ตนจะได้ประสบผลสำเร็จ

                7.  ความต้องการสร้างมิตรภาพกับคนอื่น ( Needs  for  Affiliation ) ต้องการที่จะให้ผู้อื่นรักใคร่  ต้องการรู้จักสัมพันธ์กับผู้อื่น  พยายามใกล้ชิดกับผู้อื่น  เอาอกเอาใจผู้อื่น

                8.  ความต้องการสนุกสนาน ( Needs  for  Play )  เป็นความต้องการที่จะคลายเครียด  สนุกสนาน  โดยการหัวเราะเพื่อผ่อนคลายหรือเล่าเรื่องตลก ๆ หรือไปพักผ่อนหย่อนใจ

                9.  ความต้องการแยกตนออกจากคนอื่น  ( Needs  for  Rejection)  เป็นความต้องการที่จะปลีกตัวออกจากคนอื่น  ไม่ยินดียินร้ายที่จะอยู่รวมกลุ่ม  ต้องการเมินเฉยจากผู้อื่น

                10.  ความต้องการช่วยเหลือจากผู้อื่น (Needs  for  Succonance)    ต้องการที่จะให้ผู้อื่นมีความเห็นอกเห็นใจ  สงสาร ต้องการได้รับคำแนะนำช่วยเหลือจากบุคคลอื่น

                11.  ความต้องการให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่น (Needs  for  Nurturance ) ต้องการร่วมทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น  โดยการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

12.  ความต้องการที่จะสร้างความประทับใจในตนเองให้กับผู้อื่น ( Needs  for  Exhibition)  ต้องการให้บุคคลอื่นได้ยิน  ได้เห็นเกี่ยวกับเรื่องราวของตนเอง  ต้องการให้ผู้อื่นมีความสนใจ  สนุกสนาน  แปลกใจหรือตกใจในเรื่องราวของตน  เช่น เล่าเรื่องสนุก ๆ ให้ผู้อื่นได้ประทับใจในตน

13.  ความต้องการมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น ( Needs  for  Dominance )  ต้องการที่จะให้บุคคลอื่นทำตามความต้องการของตนทำให้รู้สึกว่าตนมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น

14.  ความต้องการที่จะยอมรับนับถือผู้อาวุโสกว่า (Needs  for  Deference )  ต้องการที่จะยอมรับนับถือผู้อาวุโสกว่า  ด้วยความยินดี  ชื่นชมบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า  พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือด้วยความยินดี

15.  ความต้องการหลีกเลี่ยงความรู้สึกล้มเหลว ( Needs  for  Avoidance  of  Inferiority )  ต้องการที่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นไปจากความอับอายทั้งหลาย  หลีกให้พ้นการถูกดูถูก  หรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความละอายแก่ใจ

16.  ความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงจากอันตราย (Needs for  Avoidance  Harm )  เป็นความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย  ต้องการได้รับความปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

17.  ความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงจากการถูกตำหนิหรือถูกลงโทษ ( Needs  for  Avoidance  of  Blame ) เป็นความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษด้วยการคล้อยตามกลุ่มหรือยอมรับคำสั่งหรือปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกลุ่มเพราะกลัวการถูกลงโทษ

18.  ความต้องการความเป็นระเบียบเรียบร้อย ( Needs  for  Orderliness )  เป็นความต้องการที่จะจัดสิ่งของต่าง ๆ  ให้อยู่ในสภาพที่เป็นระเบียบเรียบร้อย  ประณีตงดงาม  เช่น  การจัดบ้านเรือน   จัดหนังสือ  เป็นต้น

19.  ความต้องการที่จะรักษาชื่อเสียง  ( Needs  for Inviolacy)  เป็นความต้องการที่จะรักษาชื่อเสียงของตนที่มีอยู่ไว้จนสุดความสามารถ  เช่น  ไม่ยอมทำความชั่วแม้ว่าตนจะลำบากยากจนเพียงใด

20.  ความต้องการให้ตนเองมีความแตกต่างจากบุคคลอื่น  ( Needs  for  Contrariness) เป็นความต้องการที่จะทำให้ตนเองไม่เหมือนผู้อื่น  เช่น  เพื่อนแต่งตัวด้วยเสื้อสีเหลือง แต่ตนสวมเสื้อสีชมพูมาเข้ากลุ่ม

จากทฤษฎีของ เบอร์เรย์  ที่ยกมาให้เห็นนั้น  จะเห็นได้ว่าความต้องการของคนแต่ละคน  แต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกัน  ถ้าครูผู้สอนสามารถมองเห็น ถึงความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนได้ว่า  ผู้เรียนคนนั้น ๆ  มีความต้องการจัดอยู่ในกลุ่มใด  ระดับใดหรือต้องการอะไร  แล้วครูก็จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความพยายามที่จะสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นแก่ตนได้แล้ว  เชื่อได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป

https://docs.google.com/docume...