พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีถ้าอยู่ในภาวะของ อิทธิบาท 4

ความจริงแล้วนั้น  พระพุทธองค์ผู้เป็นบรมครูของโลกก็ได้นำทฤษฎีที่พระองค์ทรงค้นพบมานำใช้และเผยแพร่ก่อนนักจิตวิทยาคนใด ถึง 2500  กว่าปี    เป็นทฤษฎีที่ถ้านักการศึกษา เข้าถึง  เข้าใจ ได้ลึกซึ้งแล้ว  ก็จะสามารถนำมาใช้ได้กับการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Child   Centered ได้อย่างดียิ่ง  พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า  ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีถ้าอยู่ในภาวะของ อิทธิบาท  4  คือ

                1.  ฉันทะ   คนเราเมื่อเกิดความพึงพอใจ ในสิ่งนั้นแล้ว ก็จะ ปักใจ เข้าไปเรียนรู้ต่อสิ่งนั้น

                2.  วิริยะ   เมื่อเขาผู้นั้นมีใจปัก ที่จะเข้าไปเรียนรู้ต่อสิ่งนั้นแล้ว  ก็จะเพียรพยายาม ที่จะเรียนให้รู้ให้จงได้  จิตจึงมุ่งมั่นในการเรียนรู้ครั้งนั้น

                3.  จิตตะ  เมื่อบุคคลผู้นั้น  มุ่งมั่นที่จะรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้  แล้วเพียรพยายามที่จะรู้  ด้วยความพึงพอใจ  จิตของผู้นั้นจะดิ่งตรงเข้าสู่สิ่งที่เรียนรู้ทางเดียวไม่วอกแวกหรือส่งใจออกนอกทาง  เป็นความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะรู้เรื่องของสิ่งนั้นด้วยตัวของตัวเอง  จิตจึงดิ่งตรงไปที่เรื่อง ๆ นั้น เพียงเรื่องเดียว

                4.  วิมังสา   เมื่อจิตดิ่งเข้าสู่สิ่งนั้น  จิตจะเรียนรู้สิ่งนั้นด้วยตัวของจิตเอง  รับรู้จนเห็นสิ่งนั้นจากจุดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ๆ  จนกระจ่างแจ้ง   กล่าวคือรู้เรื่องและเห็นสิ่งนั้นอย่างมองทะลุปรุโปร่ง  แบบรู้จริง  รู้รอบและรอบรู้  ในเรื่องนั้น  จนสามารถตะโกนออกมาได้ว่า  รู้แล้ว ๆ ได้อย่างแท้จริง  การรู้และการเห็นความจริงแบบนี้  จิตจะเบา  โปร่ง  สบายไม่เครียด  ไม่หนัก  ไม่ปวดศีรษะ  เพราะเป็นการรู้แจ้งเห็นจริง  หรือหยั่งรู้      ( Insight )  ในสิ่งนั้น ๆ อย่างแท้จริง  จะสามารถอธิบายให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจได้ชัดแจ้ง

นี่คือธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบแล้วนำมาชี้ให้ชาวโลกได้เห็นได้รู้   ถ้าครูผู้สอนและนักการศึกษาเข้าถึงธรรมทฤษฎี  บทนี้  ก็จะเห็นถึงความลึกซึ้งของทฤษฎีธรรม  จะเห็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดในจิตของผู้เรียนอย่างแท้จริง

การรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลที่พระพุทธองค์ทรงมีนั้น มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง   โดยนำเค้าเรื่องมาจาก  “ทางแห่งความดี

( วศิน    อินทรสระ : 2548 )              

                “  จูฬปันถก (ผู้น้อง)  เป็นชาวเมืองราชคฤห์  มีพี่ชายชื่อ มหาปันถก  ซึ่งบวชเป็นพระ  ประจำอยู่ในสำนักของพระพุทธเจ้า 

                พระมหาปันถกเมื่อบรรลุธรรมได้ถึงขั้นพระอรหันต์แล้วก็นึกถึงจูฬปันถกผู้น้อง  จึงชวนให้มาบวชด้วย  พระมหาปันภกให้พระจูฬปันถก  ศึกษาเรื่องศีล  สมาธิ  ปัญญา  แต่ทว่าพระจูฬปันถกหาได้เข้าใจไม่  ให้ท่องข้อความที่ว่า

                “ดอกบัวโกกมุท  มีกลิ่นหอม  บานแต่เช้า  กลิ่นย่อมหอมกรุ่นอยู่เสมอฉันใด  เธอจงมองพระอังคีรส (พระพุทธเจ้า)  ผู้รุ่งโรจน์อยู่ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงในกลางหาวฉะนั้น”

                พระจูฬปันถก  ท่องอยู่  4  เดือนยังจำไม่ได้  พระมหาปันถก  จึงบอกให้พระน้องชายลาสึกเสียเพราะโง่   แต่พระจูฬปันถกไม่ปรารถนาที่จะสึก  จึงมีความเสียใจเป็นอย่างมาก

                ในเวลานั้นหมอชีวกโกมารภัจ  หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าแล้วก็มานิมนต์พระไปฉันอาหารที่บ้านขอนิมนต์พระทุกองค์รวมทั้งพระพุทธองค์ด้วย   พระมหาปันถกบอกกับหมอชีวกว่า  พระมีทั้งหมด  500  องค์  แต่ไปได้เพียง 499  องค์เท่านั้น ส่วนอีกองค์หนึ่งไปไม่ได้เพราะโง่  พระจูฬปันถกได้ยินดังนั้น รู้สึกเสียใจมากจึงคิดที่จะลาสึก

                วันรุ่งขึ้น  พระพุทธองค์ทรงตรวจดูบุคคลด้วยพระญาณว่าจะทรงโปรดใครได้บ้าง  ได้ทรงเห็นพระจูฬปันถกเข้าไปในข่ายพระญาณ  จึงเสด็จออกมาดักพระจูฬปันถกที่จะมาลาสึกอยู่ที่หน้าวัดแต่เช้าตรู่   เมื่อพระจูฬปันถกถวายบังคมทูลเล่าเรื่องของตนให้พระองค์ทรงทราบ  พระองค์จึงตรัสว่า

                “จูฬปันถก   เธอบวชในสำนักของเรา  บวชอุทิศเรา  เมื่อถูกพี่ชายไล่ไฉนจึงไม่มาสู่สำนักของเราเล่า  อย่าสึกเลย  จูฬปันถก  มาเถิดมาอยู่กับเรา”  แล้วพระองค์ทรงลูบศีรษะจูฬปันถกและทรงจูงมือมายังคันธกุฏีของพระองค์  แล้วทรงพิจารณาว่า  จูฬปันถกมีบารมีมาทางใด  เมื่อทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว จึงประทานผ้าเช็ดหน้าสีขาวให้พระจูฬปันถก  ไปนั่งมองดูพระอาทิตย์  มือลูบผ้าเช็ดหน้าและบริกรรมว่า “รโชหรณํ   รโชหรณํ”  ( ผ้าเช็ดธุลี )  แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบ้านหมอชีวก

                ฝ่ายพระจูฬปันถกบริกรรมคาถาตาจ้องดูดวงอาทิตย์  มือลูบผ้าเช็ดหน้า  ถูผ้าสีขาวค่อย ๆ หมองคล้ำ  จิตจึงคิดว่า “ผ้าสะอาดแท้ ๆ แต่อาศัยอัตตภาพนี้ จึงเศร้าหมองไป  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ”  นั่นคือ พระจูฬปันถกได้เห็นความเสื่อมของสังขารทั้งปวงด้วยจิตเจริญวิปัสสนาอยู่

                พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่บ้านหมอชีวก  ส่งพระญาณตามกระแสจิตของพระจูฬปันถก  ก็ทรงทราบว่าบัดนี้จิตของพระจูฬปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว  จึงตรัสว่า

                “ จูฬปันถก  เธออย่าคิดแต่เพียงว่า   ท่อนผ้านี้เท่านั้นเศร้าหมองเปื้อนธุลี  แต่เธอจงคิดถึงธุลีภายในด้วย  นั่นคือ ราคะ  โทสะ  โมหะ   อันอยู่ภายใน  เธอจงนำเอาธุลีนั้นออกเสีย

                พระศาสดาทรงเปล่งพระรัศมีมาปรากฏประหนึ่งว่าพระองค์ทรงประทับอยู่เฉพาะหน้าของพระจูฬปันถกแล้วทรงตรัสว่า

                “ราคะ   โทสะ  โมหะ  ภิกขุละธุลีมีราคะเป็นต้นได้แล้ว  ย่อมอยู่เป็นสุขในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี”

                จบพระดำรัสของพระพุทธองค์แล้ว พระจูฬปันถกก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

https://docs.google.com/docume...