เมื่ออ่านเรื่องของพระจูฬปันถกจบลงแล้ว ทำให้คิดถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนของพระพุทธองค์ว่าทรงใช้วิธีการใดบ้างและรูปแบบเหล่านั้นสืบทอดมาสู่ปัจจุบันบ้างไหม ก็พินิจพิจารณาจนพบว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้นำทางด้านการสอนเป็นเยี่ยมยอด มีรูปแบบถ่ายทอดมาสู่ปัจจุบัน เช่น
1. พระพุทธองค์ทรงรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล จากกรณีของพระจูฬปันถก จะเห็นได้ชัดว่า ก่อนสอน พระองค์ทรงได้ใช้พระญาณตรวจดูก่อนว่า วันนี้ใครอยู่ในข่ายที่จะทรงโปรดได้บ้าง และเมื่อรู้ว่าพระจูฬปันถกอยู่ในข่ายพระญาณแล้ว ขณะที่จะสอนก็ทรงใช้พระญาณตรวจดูว่า เหมาะที่จะใช้สื่ออย่างไรจึงจะตรงกับจริตของผู้เรียน แล้วพระองค์ก็ทรงใช้สิ่งนั้นสอน คือ ผ้าเช็ดหน้านำมาเป็นอุปกรณ์การสอน การสอนให้ตรงจริตผู้เรียนรายคนอย่างนี้ เป็นการจัดการเรียนรู้แบบปัจเจกบุคคลไม่ใช่การจัดการเรียนรู้แบบเหมารวม
2. พระองค์ทรงใช้บทเรียนสั้น ๆ ง่าย ๆ ตรงตามความเป็นจริงของชีวิต โดยการให้พระจูฬปันถก นั่งลูบผ้าขาวแล้วบริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ในเมื่อผ้าขาวก็คือผ้าขาว มือที่ลูบก็คือมือ มือลูบผ้าขาวซ้ำ ๆ ผ้าขาวย่อมหมองคล้ำด้วยน้ำมือ นี่คือความจริงที่เป็นอยู่ในชีวิตจริง แต่ความจริงนี้แหละที่คนมักจะละเลยจนมองไม่เห็นความจริง แล้วมองข้ามความจริงนี้ไป โดยคิดว่า การปฏิบัติธรรมคือการสร้างกรรมวิธีที่แปลก ที่ยิ่งใหญ่ ที่ยากลำบาก คิดว่าธรรมะเป็นสิ่งที่สูงส่งเกินไขว่คว้า แต่พระองค์ทรงชี้นำให้เห็นว่า ธรรมมะคือความธรรมดานี่เอง เมื่อจูฬปันถกลูบผ้าขาวซ้ำรอยเดิมบ่อย ๆ ผ้าก็เปื้อนรอยมือ ก็มองเห็นความจริงจากสิ่งนี้ แต่เป็นการมองเห็นความจริงในความเป็นจริง โดยการหยั่งรู้ หยั่งเห็น ( Insight) แบบสว่างโพลง ขึ้นมาในบึ้งลึกของจิตว่า “ผ้าสะอาดแท้ ๆ แต่อาศัย อัตตภาพนี้จึงเศร้าหมองไป สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” คำอุทานที่เอ่ยออกมาว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” นี่แหละคือ ความคิดรวบยอดแบบความสัมพันธ์และหลักการ ง่าย สั้น ลึกซึ้ง เป็นคำที่ รู้แบบฝังลึกเข้าไปในจิต เป็นความรู้ลึกซึ้ง ความรู้ฝังแน่น ที่เป็นความเข้าใจที่คงทน ความรู้ชนิดนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง และผู้เรียนเป็นผู้ผ่านการเรียนรู้แบบรู้ความจริงในความเป็นจริงของชีวิต เพราะเป็นผู้ปะทะกับเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตนเอง
3. พระองค์ทรงใช้ พระเมตตากรุณาสร้างศรัทธาให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมก่อนเรียน ตรงนี้สำคัญมาก ตรงนี้เป็นแบบอย่างที่ดีของครู ครูผู้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู ต้องมีสิ่งนี้อยู่ เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า พระจูฬปันถก มีความเศร้าเสียใจที่จะไม่ได้ปฏิบัติธรรม พระองค์ทรงปลุกปลอบใจพระ จูฬปันถกโดยตรัสว่า “จูฬปันถก เธอบวชในสำนักของเรา บวชอุทิศเรา ถูกพี่ชายไล่ไฉนจึงไม่มาสู่สำนักของเราเล่า อย่าสึกเลยจูฬปันถก มาเถิดมาอยู่กับเรา” คำว่า “เธอบวชในสำนักของเรา บวชอุทิศเรา อย่าสึกเลย มาเถิดมาอยู่กับเรา คำทั้ง 4 คำนี้มีพลังมาก มากพอที่จะทำให้พระจูฬปันถกปลื้มปิติใจเป็นล้นพ้นและเพิ่มศรัทธาในตัวพระพุทธองค์ยิ่งนัก ยิ่งพระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ลูบศีรษะ และจูงมือพระจูฬปันถกไปยังคันธกุฎีของพระองค์ด้วยแล้ว ปิติ จะต้องเปี่ยมล้นในใจของพระจูฬปันถกยิ่งนัก อิทธิบาท 4 ย่อมถึงพร้อมตรงนี้เอง และตรงนี้เองที่พระจูฬปันถกเกิดความพร้อม ( Readiness ) ที่จะปฏิบัติต่อไปจนบรรลุธรรมตามเป้าหมายที่วางไว้
4. พระองค์ทรงเป็นเพียงผู้ชี้ทางให้ผู้เรียนเรียนรู้ไม่ใช่เป็นผู้ป้อนความรู้ให้ผู้เรียน ตรงนี้จะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงให้พระจูฬปันถก นั่งลูบผ้าเช็ดหน้าแล้วบริกรรมว่า รโชหรณํ นั้น อย่าเพิ่งติดอยู่ที่คำบริกรรม “รโชหรณํ” เป็นเพียงอุบายธรรมที่เริ่มต้นให้จิตของพระจูฬปันถกผูกอยู่ที่จุดหนึ่งเดียวคือคำบริกรรม เพราะมิฉะนั้นการนั่งทำงานคนเดียวจิตมักจะแส่ส่ายออกนอกไปคิดเรื่องอื่น ๆ จนไม่เป็นสมาธิ การบริกรรมเป็นการผูกจิตให้อยู่ที่ตรงนั้น เมื่อจิตอยู่ที่เดียว นึกเรื่องเดียวคือ รโชหรณํ จันทะ ที่มีอยู่แต่พระพุทธองค์และมุ่งมั่นที่จะบรรลุธรรมของพระจูฬปันถก ก็ทำให้จิตสงบ นิ่งเป็น เอก ไม่แส่ส่ายออกนอกทาง จิตดิ่งตรงอยู่ที่คำบริกรรม ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นวิริยะ ส่งผลให้จิตสงบนิ่งยิ่งขึ้น ๆ จิตตะ ก็บังเกิด ตอนนี้เอง กระบวนการปฏิบัติธรรม ปรากฏภาพของการปฏิบัติ มหาสติปัฏฐาน 4 ชัดเจนคือ ตรงที่มือลูบผ้าขาวหรือ รู้ อยู่ที่คำว่า รโชหรณํ นั้น เป็นการอยู่ในมหาสติปัฎฐานขั้นที่หนึ่ง คือ เห็นกายในกาย พอจิตเห็นอาการมือลูบผ้าขาวชัดเจน หรือผูกนิ่งอยู่กับ รโชหรณํ แนบแน่น สติก็เขยิบชั้นสู่ขั้นที่สอง คือ เห็นเวทนาในเวทนา แล้วยกระดับจิตขึ้นขั้นที่สาม ด้วยตัวของจิตเอง คือ เห็นจิตในจิต สามารถเห็นความรู้สึกนึกคิดของตน รู้เท่าทันความคิดของตนที่คิดว่า “ ผ้าสะอาดแท้ ๆ แต่อาศัย อัตตภาพนี้จึงเศร้าหมองไป” เมื่อจิตเห็นดังนี้ จิตก็ยกระดับจิตสูงขึ้น สู่การเห็นธรรมในธรรม อันเป็นการเข้าสู่มหาสติปัฏฐาน 4 ขั้นสุดท้าย จิตจึงอุทานออกมาว่า “สังขารนี้ไม่เที่ยงหนอ” คำอุทานนี้เกิดจากการที่จิตมองเห็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจัง ทุกขัง อนัตตา หรืออาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ของสรรพสิ่งทั้งหลาย เรียกว่า จิตยกระดับจิตเข้าสู่ อารมณ์วิปัสสนา
การเห็นพระไตรลักษณ์ครั้งนี้เป็นการค่อย ๆ เห็นจากจุดเล็ก ๆ (ข้อมูล ) สู่จุดใหญ่ (ข้อมูลความรู้) แล้วเกิดอาการรู้ขั้นต้นที่เห็นว่า ผ้าสะอาดแท้ ๆ ยังเศร้าหมองได้นั้น เป็นแค่ความรู้ แต่ในฉับพลันนั้น จิตดิ่งลึกลงไปสู่ขั้นปัญญา จึงเห็นแบบฉับพลันขึ้นมาว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” นี่คือสุดยอดของการเห็นด้วยตาใน เป็นความคิดรวบยอดแบบหลักการ ซึ่งจะเป็นความรู้ที่ฝังแน่นอยู่ในจิตได้นานนับนาน
นอกจากพระพุทธองค์ทรงเปิดโอกาสให้พระจูฬปันถก รู้ – เห็นพระไตรลักษณ์ด้วยตนเองแล้ว ต่อมาพระองค์ทรงเปล่งพระรัศมีมาปรากฏอยู่หน้าพระจูฬปันถก แล้วชี้ให้เห็นว่า “จูฬปันถก เธออย่าคิดแต่เพียงว่า ท่อนผ้านี้เท่านั้นเศร้าหมองเปื้อนธุลี แต่เธอจงคิดถึงธุลีภายในด้วยนั่นคือ ราคะ โทสะ โมหะ อันอยู่ภายใน เธอจงนำเอาธุลีนั้นออกเสีย” นี่คือการชี้ทางให้พระจูฬปันถกคิดต่อ คิดโดยการมองด้านในตนเอง มองจน ราคะ โทสะ โมหะ ค่อย ๆ ดับไปในที่สุด พระจูฬปันถกก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นการบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ นี่คือการจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ ความรู้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนเป็นความรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างเอง ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า สันทิฏฐิโก เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง อะกาลิโก เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เอหิปัสสิโก เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด โอปะนะยิโก เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตน ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน
5. พระองค์ทรงมีเป้าหมายในการสอนที่ชัดเจนและทรงมีการวัดและประเมินผลด้วย จะเห็นได้ว่า ก่อนสอนพระองค์ทรงใช้พระญาณพิจารณาว่า ใครอยู่ในข่ายที่จะทรงโปรดในวันนี้บ้าง และผู้ที่ได้รับการทรงโปรดนั้น เป้าหมายของพระองค์ คือ นำผู้นั้นสู่ความเป็นอริยะบุคคล ขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรม พระองค์จะทรงชี้แนะ เป็นระยะ ๆ จนผู้ปฏิบัติธรรมสามารถบรรลุธรรมระดับหนึ่งระดับใด ตามแต่บารมีของผู้นั้น ซึ่งพระพุทธองค์ทรงกำหนดเกณฑ์การประเมินผลผู้ปฏิบัติธรรมไว้ 4 ระดับ คือ ระดับที่ 1 ขั้นโสดาบัน ระดับที่ 2 ขั้นสกทาคามี ระดับที่ 3 ขั้น อนาคามี และระดับที่ 4 ขั้นอรหันต์ (สำหรับมิติคุณภาพที่เป็นรายละเอียดจะนำเสนอในบทต่อไป)
https://docs.google.com/docume...