439. 10-10-10 Appreciative Inquiry (Reflection ตอน 1)


ว่าด้วย Appreciative Inquiry ตอนที่ 439

Appreciative Inquiry หรือ AI เป็นศาสตร์หนึ่งของ OD หรือการพัฒนาองค์กร..แต่ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมือตัวไหน..ไม่ว่าจะเป็น AI, Action Research, สภากาแฟ...โค้ชชิ่ง สาระพัดโมเดล...ชาว OD จะหยุดใคร่ครวญ หรือ Reflection ครับ..ทำไงครับ..ทำได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการใช้ Kolb's Model of Experiential Learning...ดูตัวอย่างครับ...

....

Concrete Experience..หรือ ประสบการณ์ที่มันเด่นชัด โดดขึ้นมา ทั้งเรื่องดี ไม่ดี..

เช่น "ผมสังเกต ว่าเวลาทำ AI Workshop นี่ ทำ Discovery นี่จะไม่ยากนัก..แต่พอจะทำให้เกิด Dream, Design และ Destiny นี่ช่างเป็นเรื่องที่เครียดเหลือเกิน..จากชั้นเรียนสนุกๆ..เริ่มสติแตก..."

 

Reflection คือความรู้สึก การสอบถามตัวเอง หรือผู้อื่น ว่าเป็นอย่างไร จะทำอย่างไร หรือไม่ก็หาตำรามาดู..."ก็พยายามปรับปรุงมาเรื่อย มีวันหนึ่ง เดินผ่านร้านหนังสือคิโนคูนิยะ ที่พาราก่อน..เจอหนังสือน่าสนใจ เขาพูดถึงการจัดการชีวิตด้วยหลัก 10-10-10...อ่านดูก็ประมาณว่าคนเรามีปัญหาการตัดสินใจ มากๆ..ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ลองใช้เวลา ใช้สมาธิดูสักนิด ว่า 10 วันข้างหน้าจะทำอะไร..เพราะถ้าคิดได้..ก็จะสามารถต่อยอดเป็น 10 เดือนข้างหน้าได้..และถ้าถูกทาง..บางทีจะเห็นอะไรดีๆ..เกิดขึ้นตลอด 10 ปีข้างหน้า...เอ๊ได้คิดแฮะ"

....

Conceptualization หรือการต่อยอดจากทฤษฎี เดิม กรณีนี้ผมดัดแปลงหน่อย..เวลาทำ AI Workshop น่าจะลองให้วางแผนง่ายๆ ไม่ต้อง Dream Design และ Destiny น่าจะลองเป็น 10-10-10 ไปเลย หรือง่ายๆก็ประมาณ ลงอคิดสิจาก Discovery มาลองว่าจะเอาสิ่งดีๆ ไปทำให้องค์กรของคุณดีขึ้นอย่างไรใน 10 วัน ดัดแปลงหน่อย..

Experimentation ไปทดลอง ปรากฏว่า..ในสามชั่วโมง ทำให้คนที่เข้าอบรม..สามารถคิดโครงการ AI 70 คนคิดโครงการ AI ได้กว่า 140 โครงการ..เอาไปทำจริง วัดผลได้ออกมาน่าสนใจ ทีเดียว..

ทดลองแล้วหลายที่ ปรากฏว่าได้ผลดี แต่ก็มีประเด็นที่ต้องปรับปรุงอีก..

 

ตอนนี้ได้สูตร หรือทฤษฎี AI ใหม่ ตั้งชื่อเล่นๆ ว่า 10-10-10 Appreciative Inquiry © Pinyo Rattanaphan 2012

.....

การทำ Reflection มีประโยชน์คือ ทำให้เราได้มีโอกาสปรับปรุงการทำงานของเรา ...ง่ายๆครับ อะไรที่ดีกับในที่หนึ่ง มิใช่จะเหมาะกับที่ของเราเสมอไป..AI คิดโดยฝรั่ง..จะมาทำเมืองไทยนี่ต่าง ตั้งแต่ภาษาแล้วครับ..ผมก็ทำอย่างนี้ตั้งแต่เรียน ป.เอก...(ถือเป็นไฟต์บังคับของการทำ Action Research) ก็ปรับปรุงการใช้ AI มาเรื่อยๆ. จนได้ AI สูตรของตัวเอง เพราะถ้าคุณดูตำรา AI โทษครับ ตัวอย่างแต่ละอัน NASA หยั่งงี๊ สหประชาชาติ บางองค์กรมีคนเป็นหมื่น แต่คนมาทำ AI กับผม..บางคนออกนอกพื้นที่ไม่ได้ เพราะอยู่ในป่าแล้วเป็นผู้หญิง เดินทางลำบาก จะทำ AI อย่างไร เขาไม่ได้บอกไว้..หรือจะทำร้านกาแฟเล็กๆ..ก็ไม่มี....หรือวิธีการแก้ปัญหากรณีผู้ทำไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อ หรือผู้บังคับบัญชา...คุณต้องคิดต้องปรับเองทั้งนั้น...ในตำราไม่บอกคุณทั้งหมดหรอก...นี่แหละครับ..คุณทำ Reflection ไปเรื่อยๆ..จะทำให้คุณสามารถทำ AI ที่เหมาะกับบริบท ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ภาษา วัฒนธรรมของคุณได้เอง..

....

ในมุมมองของผม และเพื่อนผมที่อยู่ในวงการ OD จะคิดเหมือนกันว่า Reflection เป็นศาสตร์ที่สุดๆ..ใน OD ครับ..

...

คุณล่ะ คิดอย่างไร

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 483690เขียนเมื่อ 30 มีนาคม 2012 08:01 น. ()แก้ไขเมื่อ 8 มกราคม 2013 22:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (2)

ในฐานะที่พี่เป็นผู้ปฎิบัติงาน...

ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีใด หรือModel ไหนที่เราได้เรียนรู้... สำคัญคือต้องรู้ว่าจะเอามันมาใช้ได้อย่างไร เหมาะกับองค์กรของเราหรือไม่ ควรใช้ในช่วงเวลาและบรรยากาศนี้หรือไม่ นั่นคือผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ของตนเองก่อน

คนที่เป็นผู้นำหรือมีความสำคัญสูงในองค์กรยิ่งมีความสำคัญ เพราะเพียงส่งเสียงร้อง"เอ้อ..." ลูกน้องก็หูผึ่งแล้ว ยิ่งต้องระวังการหยิบเครื่องมือมาโยนให้ลูกน้องใช้โดยไม่วิเคราะห์...

ขอบคุณค่ะสำหรับเรื่องเล่าดีๆ

ใช่เลยครับพี่..ผมเจอมาหลายที่..ยิ่งองค์กรใหญ่ๆ..นี่คนจะเป็นบ้ากันไปหมด ก็ด้วยการเอาเครื่องมือใหม่ๆ ที่มาใช้อย่างขาดการกลั่นกรองครับ...ยิ่งองค์กรดังๆ ในบ้านเรานี่ติดหล่มกับ "ที่ปรึกษาระดับโลก" ครับ...ถึงขั้นประมาณรู้สึกว่าตัวเองเป็นเทวดา..เพราะได้รับการแนะนำจาก "เทพเจ้า"...ผมเคยเจอ "เทวดา" ประเภทนี้มามากต่อมาก...แต่เทวดาหลายองค์ (ไม่มาก) นี่ก็ดีครับ. แต่ไม่มากครับ...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท