อาตมาเห็นว่าทุกท่านที่มาในวันนี้ ย่อมตั้งธง(ข้อเสนอ)ร่วมกันไว้แล้ว แต่มรรควิธีต้องคิดกันต่อเพื่อบ้านเมืองของเรา ประชาชนต้องเข็มแข็งและพึ่งตนเองก่อน อย่างไปหวังพึ่งคนอื่นให้มากนัก เราต้องแสดงพลังความรู้ความสามารถให้เขาเห็นก่อน ก่อนที่เขาจะช่วยเรา และที่สำคัญ “มรรควิธี” ดังกล่าวอาตมาเห็นว่า การดำริชอบสำคัญที่สุดเพราะถ้าตั้งจิตไว้ดีแล้วการนำเสนอ และการกระทำที่แสดงพฤติกรรมทางกายย่อมดีตาม สิ่งสำคัญอย่าใช้ทิฐิต่อกันให้มาก ขอให้ท่านทั้งหลายได้เคารพต่อความคิดเห็นผู้อื่นด้วย แม้ความคิดนั้นจะเห็นต่างจากเรา

                วันที่ ๒๕ มีนาคม ๕๕ ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปให้ทัศนะ “เวทีรับฟังข้อคิดเห็นสมัชชาปฏิรูประดับชาติ”  ณ ห้องประชุมภูกามยาว ชั้น ๕ ศาลากลางจังหวัดพะเยา ซึ่งจัดโดยคณะทำงานศูนย์ประสานงานขบวนองค์กรชุมชนคนพะเยา  เพื่อเสนอข้อคิดเห็นเสนอต่อไปที่สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย(กรุงเทพฯ)

                งานนี้ มีผู้ที่เป็นตัวแทนของหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมทั่วจังหวัดพะเยาเข้ารับฟังกว่า ๖๐ คน ซึ่งการสรุปประเด็นต่าง ๆ จากผู้เข้าร่วมได้แสดงทัศนะได้รับการดูแลแต่ละประเด็นจากทีมของคณาจารย์ นำโดย ผศ.มนตรา  พงษ์นิล รองคณะบดี คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

                ประเด็นต่าง ๆ ได้ถูกจัดแบ่งไว้ ๔ ประเด็นคือปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ, ปฏิรูปเศรษฐกิจ, ปฏิรูปสังคม และปฏิรูปการเมือง ซึ่งน่าเสียดาย ผู้เขียนถูกนิมนต์ให้เข้ารับฟังตั้งแต่เช้า เพื่อสรุปประเด็นในตอนเย็น แต่เนื่องจากว่าติดสอนนิสิตคฤหัสถ์ภาคพิเศษ ๒ ห้อง, มีการสอบปากเปล่านิสิตปริญญาโท ๕ รูป และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ๕ ท่านมารอพบเพื่อร่วมปรึกษาอีกงานหนึ่ง จึงไม่ได้ร่วมตั้งแต่ต้น  แต่ก็พอสรุปประเด็นได้ว่า

                ๑.ประเด็นการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีทั้งหมด ๖ ด้าน ประกอบด้วย ที่ดินเพื่อการเกษตร, ทรัพยากรแร่, ป่าไม้, น้ำ, ทะเล และสิ่งแวดล้อมกับระบบนิเวศ

                ๒.ประเด็นการปฏิรูปด้านทรัพยากรเศรษฐกิจ มีทั้งหมด ๗ ด้าน ประกอบด้วย ทุน, แรงงาน, การเกษตร, ภาษี, ตลาด, พาณิชย์และอุสาหกรรม พลังงาน

                ๓.ประเด็นการปฏิรูปด้านทรัพยากรสังคม ๗ ด้าน ประกอบด้วย การศึกษา, ศาสนธรรมและจิตวิญญาณ, วัฒนธรรมและอัตลักษณ์, การสื่อสาร, สาธารณสุข, คุณภาพชีวิต, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

                ๔.ประเด็นการปฏิรูปด้านการเมือง มี ๔ ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างอำนาจ, กระบวนการยุติธรรม, การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร, การปฏิรูปกองทัพ

                ทีแรกคุณชัยวัฒน์  จันธิมา ในฐานะตัวแทนสื่อท้องถิ่น ได้บอกว่าให้ผู้เขียนดูเฉพาะด้านการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งตามหัวข้อระบุเอาไว้ว่า “การปฏิรูปการศึกษา : ปรับทิศทางการศึกษาเพื่อสร้างคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

                แต่เมื่อเดินทางไปถึง คุณครูมุกดา อินต๊ะสาร ในฐานะประธานคณะทำงานศูนย์ประสานงานขบวนองค์กรชุมชนคนพะเยา บอกว่าให้มองภาพโดยรวม ๆ และให้ข้อคิด แถมอวยพรให้แกนนำต่าง ๆ ไปทำงานขับเคลื่อนในสายงานของแต่ละท่าน เนื่องจากตอนที่ไปถึงคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยพะเยา ขึ้นไปสรุปแต่ละประเด็นแล้ว

                ผู้เขียน จึงได้ตั้งประเด็นไปว่า อย่าลืมใส่การศึกษาของพระภิกษุสามเณรไปด้วย เนื่องจากทุกวันนี้ ระบบการศึกษาของพระภิกษุสามเณรถูกมองว่าเป็นการศึกษานอกระบบ หรือด้อยโอกาส ส่วนหนึ่งก็มาจากเด็กกำพร้าที่ทางพระพุทธศาสนา ได้รับภาระของสังคมตรงนี้เอาไว้

                และขอให้ทุกท่านได้เข้าใจว่า การศึกษามิใช่แค่สถาบัน โรงเรียน หรือห้องสมุด แต่เป็นเรื่องของการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีความสุข

                ดังนั้น หัวข้อการปฏิรูปทางการศึกษาที่ให้ไว้คือ “การปรับทิศทางการศึกษา เพื่อสร้างคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” สามารถแยกได้ว่า

                การปรับทิศทางการศึกษา ทำไมต้องปรับ นั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาที่ผ่านมาทิศทางไม่ชัดเจน หรือสะเปะสะปะใช่หรือไม่? ดังนั้นทิศทางในอนาคตคืออะไร? หัวใจของการศึกษาคือการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีความสุขมิใช่หรือ?

                ประโยคต่อมาคือ เพื่อสร้างคุณภาพ ดังนั้น คำว่า “คุณภาพ” หมายถึงอะไร? และแก่ใครบ้าง ในที่นี้ ผู้เขียนเห็นบุคคลอยู่ ๓ กลุ่ม คือ ถ้าเป็นครูก็คือเงินเดือนหรือคุณภาพที่ดีใช่หรือไม่? เพราะครูคือเบ้าหลอมหรือแม่แบบให้กับเด็ก ถ้าเป็นนักเรียนคุณภาพคือความรู้หรือสิ่งที่เอื้อ-เกื้อกูลต่อการเรียนของเด็ก ตลอดถึงสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี  ส่วนคุณภาพของชุมชนหรือผู้ปกครองที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียคือผลผลิตคือตัวของเด็กต้องดี-มีคุณภาพ

  • อย่างไรก็ตาม เพราะเรารอรัฐบาลมานานแล้ว

  • แต่รัฐบาลหลายๆ ที่ผ่าน ๆ มา เน้นการเมืองและผลประโยชน์กลุ่มก้อนเป็นส่วนใหญ่ 

  • จึงทำให้คนในท้องถิ่น แคระและแคบลง ๆ อย่างน่าอนาถ     

  • ดังนั้น จงใช้ อตฺตาหิ  อตฺตาโน  นาโถ เพราะคนท้องถิ่นย่อมรู้ปัญหามากกว่า และย่อมรักท้องถิ่นบ้านเกิดตนเองมากกว่านักการเมืองที่มีวาระ ๔ ปี หรือข้าราชการที่ผ่านมาแล้วผ่านไปอย่างไร้ซึ่งผลงานให้กับท้องถิ่น และถึงเวลาแล้วที่คนท้องถิ่นต้องพัฒนาท้องถิ่นด้วยตนเองให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างที่ตั้งใจเอาไว้

     

           และผู้เขียนได้สรุปเอาไว้ก่อนให้พรก็คือ “อาตมาเห็นว่าทุกท่านที่มาในวันนี้ ย่อมตั้งธง(ข้อเสนอ)ร่วมกันไว้แล้ว แต่มรรควิธีต้องคิดกันต่อเพื่อบ้านเมืองของเรา ประชาชนต้องเข็มแข็งและพึ่งตนเองก่อน อย่างไปหวังพึ่งคนอื่นให้มากนัก เราต้องแสดงพลังความรู้ความสามารถให้เขาเห็นก่อน ก่อนที่เขาจะช่วยเรา และที่สำคัญ “มรรควิธี” ดังกล่าวอาตมาเห็นว่า การดำริชอบสำคัญที่สุดเพราะถ้าตั้งจิตไว้ดีแล้วการนำเสนอ และการกระทำที่แสดงพฤติกรรมทางกายย่อมดีตาม สิ่งสำคัญอย่าใช้ทิฐิต่อกันให้มาก ขอให้ท่านทั้งหลายได้เคารพต่อความคิดเห็นผู้อื่นด้วย แม้ความคิดนั้นจะเห็นต่างจากเรา