บันทึกการเติบโตของลูกตะขบป่า
ย้อนกลับไปเมื่อราว 10 ปีก่อนนั่น เป็นจุดเริ่มต้นของพวกเรากลุ่มเยาวชนที่ชื่อ “ตะขบป่า” ครั้งนั้นมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ได้ลงพื้นที่ อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา เพื่อจัดกิจกรรมให้แก่เยาวชน ให้ได้รู้จักคำว่า “ละครเร่” อันประหนึ่งอีก “เครื่องมือ” นอกจากแผ่นพับ รูปภาพ ฯลฯ จำพวกสื่อดั้งเดิม เหมือนกับที่นักพัฒนาส่วนใหญ่มักใช้ “สื่อสาร” กับผู้คน ซึ่งนั่นก็เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย ตามแต่ละประเด็นที่ต้องการสื่อสารออกไป พวกเราก่อตั้งหลังจากมะขามป้อมมาอบรมให้ แต่การทำงานของเราก็ไม่ได้มุ่งที่งานละครเร่ ละครเวทีเพียงอย่างเดียว ละครเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่พวกเราใช้สื่อสารกับผู้ฟังในประเด็นต่างๆ เราเป็นกลุ่มเยาวชนที่ทำค่ายเสริมทักษะในเกือบทุกอย่างที่เห็นว่าประเด็นเหล่านั้นมีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต เสริมภูมิต้านทานให้เด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา โรคเอดส์ ยาเสพติด ค่ายผู้นำ ค่ายการสร้างทัศนคติที่ดี
“ละครที่สนุกจะช่วยตรึงคนดูให้อยู่กับเรา เวลาเดียวกับที่คนดูละคร เราจะบอกแนวคิด แฝงมุมมองให้คนดู ทำให้เขาคล้อยตามและร่วมคิดไปด้วยกัน ที่ผ่านมาตะขบป่ากับงานละครเดินมาด้วยกันตลอด แต่เราก็มักใช้ละครสั้นๆช่วยนำเข้าเรื่องเท่านั้น และมันก็ได้ผลดีระดับหนึ่ง” พวกเราเชื่อมันอย่างนั้นฉัน เป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งในทีม ที่จะบอกเล่าเรื่องราว โดยสำหรับพวกเราแล้ว “ตะขบป่า” จะเป็นมากกว่าการรวมกลุ่มของเยาวชนที่อยู่ใกล้กันทั้งโรงเรียนและบ้าน เพื่อทำกิจกิจกรรมร่วมกันแบบทั่วๆไปเท่านั้น

จ.นครราชสีมาไม่กว้างใหญ่เกินกว่าจะนำพาให้คนที่มีความชอบอะไรที่คล้ายกันให้มารวมกัน เมื่อรวมทีมกันได้และเริ่มขับเคลื่อนงานพัฒนาในลักษณะต่างๆ ทั้งการเป็นอาสาวิทยากรพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนที่ต้องการอบรม การสร้างเยาวชนผู้นำ นั่นทำให้พร้อมๆกับขวบปีแห่งการทำงานที่เพิ่มขึ้นนี้ จำนวนสมาชิกเยาวชนก็เริ่มเพิ่มตาม เกิดการชักชวนกันแบบปากต่อปาก จากเพื่อนร่วมงานก่อกลายเป็นมิตรภาพต่างโรงเรียนหลายอำเภอใน จ.นครราชสีมา ใครว่างก็นัดรวมตัวกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ กินนอนร่วมใจเป็นหนึ่ง ยิ่งในเวลาที่งวดงานใกล้เข้ามาผนวกกับช่วงปิดภาคเรียน บ้านพักครูที่ปรึกษาที่ก็ยิ่งครึกครื้นด้วยเสียงหัวเราะ

ตะขบป่า ออกจากป่า สู่งานละคร
เมื่อทำงานละครร่วมกับโครงการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการส้รางเสริมสุขภาพ หัวใจของงานคือการ สื่อสารกับ”ชาวบ้าน”มากขึ้น พูดกับ “ชุมชน”มากขึ้น พวกเราจะเล่าเรื่องอะไรที่มันใหญ่ขึ้น กว่าที่เคยเล่ามา ตอนเริ่มทำละครหนนี้ พวกเรามาคุยกันว่ามีประเด็นใดที่เราอยากจะสื่อสารบ้าง จากแต่เดิมที่เราเคยพูดถึงเรื่องวัยรุ่น เรื่องเพศ เรื่องครอบครัวไปแล้ว เราคิดกันว่าครั้งนี้พวกเราจะทำอะไรกันอีกเพื่อให้การบอกเล่านั้นเฉียบคมขึ้น กว้างขึ้น” “คิดไปคิดมาจนสะดุดกับเหตุการณ์น้ำท่วมโคราชเมื่อปี53 และนั่นทำให้เรานึกได้ว่าปัญหาในสังคมมันมีอยู่มากก็จริง แต่หากจะจัดลำดับความสำคัญ เราก็ต้องเลือกทำอะไรที่มันเร่งด่วนก่อน ซึ่งตอนนี้เรื่องด่วนคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ โลกร้อน จนทำให้น้ำมันท่วมนี่แหละที่สำคัญมากที่สุด” “ระหว่างที่เราคิดทำบทและนึกถึงการลำดับความว่าจะบอกเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร มีคนนึกถึงนิทานเรื่องดงพญาไฟที่เป็นนิทานพื้นเมืองของคนโคราช ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยเจ้าเมืองคนหนึ่งที่ไม่ยอมปฏิบัติตามทศพิธราชธรรมจนบ้านเมืองพินาศ และมันก็สามารถโยงเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ นั่นเพราะว่าที่สิ่งแวดล้อมเป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมันก็เกิดจากการพัฒนาที่เป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย การดึงนิทานพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของคนโคราชกับประเด็นทันสมัยอย่างสิ่งแวดล้อม คือสิ่งที่เราได้ข้อสรุปกันเพราะคิดว่ามันเข้ากันได้ดี สามารถโยงถึงความรู้สึกด้านอื่นๆได้ ทั้งสิ่งแวดล้อม การเมือง คุณภาพชีวิตประชาชน”อย่างไรก็ตามอุปสรรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็เริ่มขึ้น!!

ยากแค่ไหน เราก้าวข้าม
“พอเราคิดเยอะเกิน ก็อยากจะใส่ไปซ่ะทุกอย่างจนดูไม่รู้เรื่อง ก็พยายามปรับแก้ ให้คนอื่นภายนอกติชม เราก็พยายามเอามาปรับปรุง บางวันเครียดมาก คุยกัน3ชั่วโมงก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ก็ต้องพักแล้วกลับมาคิดต่อ ต่างคนต่างมาถกเถียงกัน กลับไปคุยกับตัวเองบ้าง ใช้เหตุผลหักล้างกัน หรือบางทีหาข้อยุติไม่ได้ มันก็ต้องใช้วิธีโหวต เอาแบบนี้กันเลย”“หรือไม่ก็ต้องเรียกรุ่นพี่มาฟัง เรียกครูมาช่วย มาให้เขาตัดสิน ช่วยชี้จุดให้ว่าต้องไหนควรจะเป็นอย่างไร บางทีก็มีเสียงดังใส่กันบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดทะเลาะกัน คือเราพยายามคุยกันด้วยเหตุด้วยผล คุยเสร็จก็ไปซื้อขนมกินกัน ไปเล่นกันเหมือนเดิม ไม่โกรธกัน หรือพี่คนไหนกลับจากกรุงเทพก็จะมาหา มาดูเราซ้อม มาช่วยคอมเมนต์วันนั้นจะสนุกมาก เหมือนอยู่กันพร้อมหน้า เราก็บอกพ่อแม่ขอนอนค้างที่บ้านอาจารย์ซ่ะเลย กินนอนด้วยกัน บ้านอาจารย์จึงกลายเป็นฐานทัพของพวกเราไปโดยปริยาย”“มันไม่มีใครดีกว่าใคร ถ้ายอมก็เพราะเหตุผล ยอมเพราะให้โอกาส รับฟังคนอื่นบ้าง ไม่ดีค่อยหาทางใหม่ ผิดพลาดก็ไม่โกรธกัน มันคงไม่ถึงกับคอขาดบาดตายหรอกหากจะยอมคนอื่นบ้าง ยอมเพราะเขาเป็นเพื่อน เป็นพี่ และทั้งเพื่อนและพี่อาจเห็นว่าวิธีแบบของเขามันดีกว่าเรา มันก็ต้องลองฟัง หากไม่ดีค่อยเปลี่ยนวิธีอื่น” ระหว่างทางของการทำงาน เมื่อมีทางโจทย์ และความพยายามหาทางออกจนสำเร็จ ผลตะขบป่าลูกนี้ จึงค่อยๆเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ