คำอธิบายหลังตัวอักษรย่อกำกับแต่ละมาตรฐานนั้น คือ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังราย 12 ปี หรือเรียกว่า จุดประสงค์ปลายทางใหญ่ นั่นเอง ถ้าคุณครูเข้าใจอย่างนี้แล้ว ผมคิดว่า ต่อไปคำว่า “สอนไม่จบหลักสูตร” หรือสอนไม่ทันหลักสูตรจะหมดไป

10  คุยกันก่อนที่จะบูรณาการต่อ

 

                ตอนก่อนจากนี้  ผ่านมา  5  ตอน  ผมได้พูดถึงว่าเราจะบูรณาการสอนอย่างไร  โดยผมเขียนถึงวิธีการ  วิเคราะห์  มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นถึงวิเคราะห์สาระการเรียนรู้อย่างง่าย ๆ  ถ้าอ่านแล้วทำตามทีละตอน ๆ  ก็จะสามารถทำได้เอง  เพราะคุณครูทำเองได้  เมื่อผ่านการดูตัวอย่างที่ผมเขียนให้ดู

                การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เพื่อนำมาจัดทำเป็นหลักสูตรสถานศึกษาสู่การบูรณาการสอนนั้น  มีขั้นตอนง่าย  ๆที่ผมเขียนให้ดูผ่านมา  5  ตอน  ซึ่งพอที่จะเขียนเป็นแผนภาพได้  ดังนี้

(เอามาลงไม่ได้ครับ สนใจดูได้ที่ https://sites.google.com/site/chatreesamran/hnangsux/-doc-27 ครับ)

 

และทั้งหมดที่ผมเขียนมาแล้ว  ดังแผนภาพข้างบนนี้  เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น  โดยจะเขียนถึงวิธีการบูรณาการสอนในตอนต่อไป  ( ตอนที่ 12 )

                ในตอนที่ 10    ผมวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้สู่สาระการเรียนรู้  ถ้าอ่านโดยพิจารณาแล้วนำสาระการเรียนรู้ไปเทียบเคียงกับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นที่เขียนไว้ในตอนที่   7   ก็จะเห็นได้  ผู้เรียนที่เรียนจนเกิดความรู้ตามสาระการเรียนรู้นั้นจะเรียนรู้บรรลุได้ตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นที่กำหนดไว้  คือ

 

มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น

(ตัวบ่งชี้) ป.4-6

สาระการเรียนรู้

1. สำรวจ  สังเกต เปรียบเทียบ ลักษณะของตนเองกับคนในครอบครัว       ลักษณะของสมาชิกของสิ่งมีชีวิตใกล้ตัว และอธิบายการถ่ายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตในแต่ละรุ่น รวมถึงลักษณะที่มีการแปรผันจากบรรพบุรุษ

1.1 วิธีการ วางแผนการสำรวจ สังเกต เปรียบเทียบลักษณะของตนเองกับคนในครอบครัว

1.2 วิธีการ นำแผนการสำรวจ สังเกต เปรียบเทียบลักษณะของตนเองกับคนในครอบครัวไปปฏิบัติจริง

ผมนำตัวอย่างที่วิเคราะห์เฉพาะใน           ของมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นให้ดู  จะเห็นความสอดคล้องของสองสิ่งนี้และถ้าวิเคราะห์ให้ละเอียดครบหมดก็จะเป็นไปในทำนองเดียวกัน  คือ มีความสอดคล้องต้องกันนั่นเอง

                ขอวกกลับไปพูดถึง การวางแผนการเรียนรู้ที่นำมาใส่ไว้ในสาระการเรียนรู้นั้นว่า  มีความจำเป็นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนมากเพราะเท่าที่ได้ประสบมา คือ ถ้าปล่อยให้นักเรียนออกไปสำรวจ  สังเกต  เปรียบเทียบ  สิ่งที่ต้องการให้ปฏิบัตินั้น ข้อมูลที่นักเรียนได้มาจะน้อยมาก  เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะสำรวจ  สังเกต  เปรียบเทียบอะไรบ้าง  เขาก็ทำเท่าที่นึกได้   แม้แต่ตัวครูผู้สอนเองก็เถอะ  ไม่รู้ทิศทางว่าจะให้นักเรียนเก็บข้อมูลใด  มากน้อยเพียงใด  นักเรียนก็จะเก็บข้อมูลมาได้ตามทิศทางที่วางไว้  นี่แหละคือ ความจำเป็นของการวางแผนการเรียน  ที่เห็นได้ชัดเจน  นอกจากนี้นักเรียนเองก็จะสามารถประเมินผลการเรียนของตนเองได้ว่า ทำงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยเพียงใดด้วย  ซึ่งเป็นการฝึกวินัยในตนเองอีกวิธีหนึ่ง

                สำหรับประเด็นย่อยในการวางแผนนั้น  ครูควรกำหนดไว้ก่อนแต่อย่าให้นักเรียนเห็น  ขณะเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดประเด็นต่าง ๆ ในการวางแผนการเรียนของเขาเอง  เช่น  จะไปสำรวจ  สังเกตอะไร  ของใคร  มีจำนวนกี่ข้อ  นักเรียนช่วยกันคิด เขียนไว้  ถ้าไม่ครบตามที่ครูคิดไว้ก่อนก็ปล่อยให้เขานำไปปฏิบัติ พอนำข้อมูลมาร่วมกันอภิปรายสรุป  ครูก็ถามว่า “ข้อมูลเพียงพอไหม  ควรเพิ่มเติมอะไรอีกบ้าง”  นักเรียนจะคิดได้และตั้งคำถามใหม่  นำไปหาข้อมูลเพิ่มอีก  ตรงนี้จะถามว่า “ทำไมไม่เพิ่มให้ครบแต่ตอนแรก” ถ้าครูคอยบอก  คอยเพิ่มอยู่เรื่อย  นักเรียนจะไม่เห็นประเด็นที่ควรคิดค้นหา  แต่เขาจะเบาใจว่า ไม่เป็นไร ครูจะช่วยเขาเอง  เขาจะไม่ได้รับการฝึกให้รู้จักพึ่งตนเอง  “ผู้ที่ไม่สามารถสร้างนิสัยพึ่งตนเองได้  จะไม่สามารถสร้างนิสัยเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง”  ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้งครูต้องใจเย็น  อย่าใจร้อน  ด้วยการบอกให้ทำบอกให้จดใช้ให้ไปเรียนตามที่ครูกำหนดบทเรียน แผนการเรียนแบบที่ผมกระทำมานี้ จะไม่มีกิจกรรมที่เป็นว่า

                1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๆ ละ  7  คน

                2. ให้ตัวแทนกลุ่มมารับใบงานจากครู

                3.  ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติตามใบงาน หรือศึกษาจากใบความรู้ที่ครูกำหนดให้

บทเรียนที่จะฝึกให้นักเรียนมีนิสัยเรียนรู้ได้ด้วยตนเองนั้น  ผู้กำหนดจะไม่มีใบงานหรือใบความรู้ จะมีแต่ใบคิดงาน คือ  ให้นักเรียนเป็นผู้วางแผนการทำงาน ด้วยตัวของเขาเอง  หรือกลุ่มของเขาเองและใบความรู้ที่ครูกำหนดไว้จะต้องไม่มีแต่จะต้องมี  ความรู้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เรียนไปหา ไม่ใช่อ่านจากที่ครูให้ นักเรียนต้องหามาจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย   หาความรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย  เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วมาร่วมกันอภิปรายเติมเต็มสู่กันและกัน  แล้วสรุปเป็นองค์ความรู้  ทำอย่างนี้ นักเรียนจะได้ทั้งวิธีการหาความรู้ (P) และ ได้ความรู้จากการที่หามาได้ด้วย (K) แล้ว  นักเรียนจะเกิดนิสัยรักการเรียนรู้ หรือใฝ่รู้ใฝ่เรียน (A ) จะเห็นได้ว่า KPA  เกิดครบขึ้นมาทันที

                มาถึงตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า  การวิเคราะห์มาตรฐานช่วงชั้นอย่างละเอียด  มองให้เห็นประเด็นที่ซ่อนอยู่ในตัวมาตรฐาน ดึงออกมาวางไว้ เป็นรายข้อชัดเจน  จะส่งผลสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ได้ง่าย

                ตัวบ่งชี้ในมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นนั้น   ผู้เขียนมักเขียนไว้เป็นภาพรวม  เป็นกลุ่มก้อน  เราต้องการนำมาแตกแยกย่อยให้ละเอียด  เขียนให้เห็นภาพชัดเจน  โดยเฉพาะสาระภาษาไทย  จะมีรายละเอียดของเรื่อง  ที่ซ่อนซ้อนกันอยู่ในแต่ละตัวบ่งชี้มากมาย  ถ้าคุณครูไม่วิเคราะห์แบบชนิดแตกแยกย่อยแล้ว  จะยากต่อการนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้  เช่น  อ่านคำวลี  ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ประโยคยาว ๆ เรื่องสั้น   บาทความ  สารคดี  ลองดูสิมีอะไรมากมาย  คุณครูต่างนำเขียนวางไว้   แล้วต้องกำหนดข้อมูลตัวบ่งชี้นี้ จะสอนใคร  ตอนไหน  แค่ไหน  นานเพียงใดจึงจะหมด  ตรงนี้สำคัญ  นานเพียงใดจึงจะหมด  ก็ขอบอกว่า  3  ปี  ผู้เขียนเขียนตัวบ่งชี้ไว้ให้ครูนำสอนในเวลา  3  ปี  สอน  3  ปี  บรรลุตัวบ่งชี้แต่ละข้อ  สอนครบ  12  ปี  บรรลุมาตรฐานสาระที่เขียนว่า ท. 4.1  แล้วบอกมาตรฐานไว้ยาว ๆ นั่นแหละ  ต้องใช้เวลานานถึง 12  ปีจึงจะบรรลุ  คำอธิบายหลังตัวอักษรย่อกำกับแต่ละมาตรฐานนั้น คือ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังราย  12  ปี หรือเรียกว่า  จุดประสงค์ปลายทางใหญ่  นั่นเอง ถ้าคุณครูเข้าใจอย่างนี้แล้ว ผมคิดว่า  ต่อไปคำว่า “สอนไม่จบหลักสูตร” หรือสอนไม่ทันหลักสูตรจะหมดไป

                สิ่งที่คุณครูไม่ควรลืมนั้น คือ ขณะที่นักเรียนวางแผนการเรียนรู้  ต้องกระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำถาม มากและถี่ นอกจากตั้งคำถามแล้ว  ต้องให้นักเรียนคิดออกแบบ การเก็บข้อมูลและคิดออกแบบการนำเสนอข้อมูลด้วย  เพราะจะช่วยให้นักเรียนคิดเชิงวิเคราะห์และคิดเชิงสังเคราะห์ได้ดี  อีกทั้งบทเรียนที่นักเรียนได้มาจะเป็นระบบที่ช่วยให้เข้าใจบทเรียนนั้น  ๆ ได้ลึกซึ้งและถาวร

อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...