If you judge people, you have no time to love them - หากเรามัวแต่ไปตัดสินคนอื่น เราจะไม่มีเวลารักเขาเลย

สรรพเสียงแห่งชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่ความมืดยังไม่คลี่คลายในยามเช้า นกปรอดหน้านวลส่งเสียงใสหลายโทนเสียงคุยกับบ่งบอกถึงความอบอุ่นที่มีระหว่างผู้ใกล้ชิด ช่างเจื้อยแจ้วเหมือนคนบางคน.... นกกางเขนเริ่มอวดเสียงกังวาลสุดแสนจะภูมิใจกับความไพราะที่นำเสนอ นกกาเหว่าตัวผู้สีดำส่งเสียงร้องแหลมเรียกคู่รักดังก้องข้างแม่น้ำ นานๆทีจะมีเสียงตอบจากฝ่ายหญิงซักครั้ง นกอีแพรดก็ส่งเสียงเพราะๆ ต้อนรับอรุณรุ่งอยู่ในพุ่มไม้ริมน้ำใกล้ๆ ทิวสน

ฟ้าเริ่มสาง...ความเป็นไปในการเริ่มต้นวันรอบๆ ทิวสนก็คึกคักขึ้น เจ้านกขมิ้้นท้ายทอยดำกู่ร้องเรียกคู่ชีวิตอย่างสดใส เหล่าบรรดานกตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นนกกินปลีและนกกระจิบธรรมดาก็แข่งกันส่งเปล่งเสียงดังจนทำให้ผู้ที่ยืนมองอยู่ทึ่งในพลังปอดของพวกเขา นกเขาใหญ่ นกเขาเปล้าและนกเขาชวาก็ต่างทยอยกันวนเวียนอยู่แถบนี้พร้อมๆ กับนกเอี้ยงและนกอื่นๆ อีกหลากชนิดที่บินผ่านไปมาและทักทายกัน ทั้งผู้ล่า ผู้ถูกล่า ผู้มาพักพิง ทุกชีวิตต่างเปล่งเสียงแห่งชีวิตดังขับขานภายใต้ร่มเงาของทิวสนแห่งนี้

.

.
นับร้อยๆ ชีวิตที่วนเวียนมาหาทิวสนในแต่ละวันพร้อมเรื่องราวหลากหลายของพวกเขา อาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจแปลกแหวกแนว อาจสดๆ ร้อนๆ อาจเป็นเรื่องราวของความรัก ความสุข ความยินดี ความขัดแย้ง ความโกรธ ความเบื่อ ความกลัว หรืออาจเป็นเรื่องราวไร้สาระ การนินทา การด่าทอ จิปาถะในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าใครจะมีเรื่องราวใดมาบอกกล่าว...ทิวสนยังคงรับฟังอย่างตั้งใจ สงบเสงี่ยม...

"วุ่นวายไหมชีวิตนี้ ที่จะต้องรับฟังเรื่องราวเหล่านี้ทุกวัน" ใครคนหนึ่งถามทิวสนจากระเบียงบ้าน

"ไม่หรอก หากเราเพียงรับฟัง เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาเพียงต้องการผู้ฟังที่ดี ชีวิตเราก็ไม่วุ่นวาย แต่ที่รู้สึกว่ามันวุ่นวายก็เพราะเราเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเหล่านั้น เราเอาตัวเราเข้าไปตัดสิน ไปวิจารณ์ แล้วต่อด้วยไปตำหนิติเตียนคนอื่นเขา" ทิวสนตอบ

"นั่นซีนะแค่เรื่องของเราเองก็มากพออยู่แล้ว พอรับเรื่องของคนอื่นมาอีกก็ยิ่งมากเรื่องไปใหญ่" ใครคนนั้นพึมพำกับตัวเอง

"คำว่า "ฟัง" ภาษาจีนคือ ถิง (聽) มาจากการผสมคำสองคำ คำว่า 耳 ซึ่งหมายถึงหู และคำว่า 德 ซึ่งหมายถึงคุณธรรม ดังนั้นการฟังจึงเป็นเรื่องของหูกับใจ หูที่ได้ยินพร้อมใจที่สงบ คนที่เล่าจะสัมผัสถึงความจริงใจที่เรามีได้ หากเราเอาใจมัวแต่ไปตัดสิน แล้วต่อด้วยการวิพากวิจารณ์สิ่งที่ได้ยิน ความสงบในใจก็จะหายไป กลายเป็นเพียงการได้ยินแต่ไม่ใช่การฟัง" ทิวสนกล่าวต่อ

"เรื่องส่วนใหญ่มันไม่ใช่ธุระอะไรของเราหรอก คำว่า "It's none of my business" หากถูกนำมาใช้บ้างในช่วงเวลาอย่างนี้ ชีวิตเราจะสงบขึ้น ช่องว่างที่มีจะได้นำมาใส่ใจกับเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรงอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นเราจะมีแต่เวลาสำหรับเรื่องของคนอื่น แต่ไม่มีเวลาสำหรับการพัฒนาตัวเอง"

"จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อใดคือครั้งสุดท้ายที่เราตั้งใจฟังคนอื่นโดยไม่ตัดสิน" ใครคนนั้นยิ้มอย่างละอายตัวเอง พร้อมก้มหน้าจิบกาแฟที่เริ่มเย็นชืดในมือ

.

 

“If you judge people, you have no time to love them.- หากเรามัวแต่ไปตัดสินคนอื่น เราจะไม่มีเวลารักเขาเลย”  ― Mother Teresa

คำสนทนาของทิวสนกับใครคนนั้นชวนให้ฉันนึกถึงเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา...

มีชาวนาคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกล เขาและครอบครัวมีม้าอยู่หนึ่งตัว วันหนึ่งม้าของเขาหนีออกจากคอกม้าไป เพื่อนบ้านที่รู้ข่าวคราวจึงมาเยี่ยมเยียนแสดงความเสียใจที่เขาต้องสูญเสียม้าไป

ชาวนาผู้เฒ่าคนนั้นรับฟังอย่างสงบแล้วกล่าวว่า "ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จะดีหรือร้าย"

หลายวันต่อมา ม้าตัวที่หายไปกลับมาพร้อมฝูงม้าป่าอีกหลายตัว เพื่อนบ้านที่ได้ยินข่าวก็รีบมาแสดงความดีใจกับผู้เฒ่าที่มีม้าเพิ่มมากขึ้น

ผู้เฒ่าก็กล่าวอย่างสงบอีกว่า "ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จะดีหรือร้าย"

ขณะที่ลูกชายของชาวนากำลังพยายามหัดขี่ม้าป่าเหล่านั้น เขาก็พลัดตกลงมาจากหลังม้า ขาหัก เพื่อนบ้านที่เป็นห่วงเป็นใยก็มาเยี่ยมแสดงความเสียใจที่ลูกชายคนเดียวของเขาต้องเจ็บป่วยลง

ชายชรารับฟังแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จะดีหรือร้าย"

สองสามวันจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ของรัฐมาไล่เกณฑ์ชายหนุ่มในหมู่บ้านไปเป็นทหารเพื่อสู้รบกับเมืองข้าศึก ชายหนุ่มทุกคนในหมู่บ้านต้องจากบ้านเรืิอนไปสู้รบ ยกเว้นลูกชายของผู้เฒ่าที่นอนป่วยอยู่ เพื่อนบ้านต่างรีบมาเยี่ยมเยียนพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ผู้เฒ่ากล่าวด้วยประโยคเดิม "ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จะดีหรือร้าย"

.

.

การไม่ด่วนตัดสินสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างทันทีทันใด บางทีก็เป็นการเตรียมความพร้อมด้วยใจที่สงบ

สันติภาพในหัวใจที่เกิดขึ้น จากการหยุดตัดสินคนอื่น สิ่งรอบข้าง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพในโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้เพราะ "หากเพียงเราทุกคนจะเก็บกวาดแต่เพียงบ้านของเราให้สะอาด โลกทั้งโลกก็จะสะอาดขึ้น" 

"Let everyone sweep in front of his own door, and the whole world will be clean.” - Johann Wolfgang von Goethe

 .

.

Frontier - Keiko Matsui

 

 

ขอให้วันนี้เป็นวันเสาร์สันติของทุกท่านค่ะ

ปริม ทัดบุปผา

ริมทิวสน สิงคโปร์

๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕