ปัจจุบัน ความทุกข์ในการดำเนินชีวิตเป็นผลิตผลที่เจือปนผ่านเข้ามาได้ง่ายหลากหลายช่องทาง ถึงแม้ว่าความทุกข์เป็นมิติที่ไม่มีใครปรารถนาที่จะก้าวเข้าไปสัมผัสไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม แต่กระบวนการของการดำเนินชีวิตของคนเรานั้นย่อมจะหลีกไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางจิตใจ ยิ่งในสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและมิติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันและระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นไปอย่างหลวม ๆ เพราะถูกกำบังนำทางด้วยกิเลสตัณหาที่เข้ามาครอบงำ โดยมุ่งหวังเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นสำคัญ ซึ่งตัวเชื่อมประสานและเครื่องมือเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลโดยผ่านกลไกแห่งกิเลส (ความอยาก) ของมนุษย์ เป็นแรงผลักให้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความทุกข์ให้กับมนุษย์และสังคมโดยรวม
ความทุกข์เป็นมิติที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ทุกคน ซึ่งมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนแล้วแต่แสวงหาหนทางของการดำเนินชีวิตที่ปราศจากความทุกข์ แต่เมื่อหลีกหนีไม่พ้นมนุษย์ก็ต้องแสวงหาวิธีบริหารจัดการกับความทุกข์นั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรตระหนักก็คือ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดต้องแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งปัจจัยเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์มีหลากหลายปัจจัยเหตุ แต่ถ้าหากมองลึกลงไปถึงแก่นแท้และรากเหง้าของปัจจัยเหตุแล้ว มูลเหตุ ที่ก่อให้เกิดทุกข์โดยตรงประกอบด้วยความอยาก ๓ อย่าง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้จำแนกไว้ในเรื่องของอริยสัจจ์ข้อที่สองของ อริยสัจจ์ ๔ ในฐานะที่เป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์โดยตรง ซึ่งความอยากทั้ง ๓ อย่างนั้น คือ
กามตัณหา คือ อยากในสิ่งที่ตนรักใคร่พอใจ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ
ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะเป็น
วิภวตัณหา คือ ความอยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ให้เป็นอย่างนี้ตามที่ตนอยากจะไม่ให้เป็น
องค์ประกอบของความอยากทั้ง ๓ อย่างนั้น ที่สำคัญเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นเสมือนสะพานที่โรยด้วยกลีบกุหลาบทอดราบไปสู่ความทุกข์ได้ง่าย ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของภูมิคุ้มกันทางกิเลส (ความอยาก) ของแต่ละคนว่ามีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าหากว่ามี ภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง แล้ว ก็เปรียบเสมือนเป็นการเหยียบคันเร่งให้ก้าวเข้าสู่วังวนแห่งความทุกข์ได้ง่ายขึ้น