พระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย

 

อสุภะนุสสติกรรมฐาน

 

                ตะทะนันตะรัง  ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส  เทศนาแก่ข้าพเจ้าสืบต่อไปว่า  อานันทะ     ดูกรอานนท์  ตัวตนเราก็ดี   ตัวตนของผู้อื่นก็ดี  ตัวตนของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายก็ดี  ก็มีอยู่แต่กองกระดูกทั้งสิ้นด้วยกัน  เหมือนกันทุกตัวคนและตัวสัตว์ จะหาสิ่งใดเป็นแก้วเป็นแหวนเป็นแท่งเงิน แท่งทองแต่สักสิ่งสักอันก็หาไม่ได้ จะหาเอาอันใดเป็นตัวเป็นตน เป็นจิต  เป็นเจตสิกของบุคคลผู้ใดก็ไม่มีล้วนเป็นอนัตตา หาแก่นสารมิได้  บุคคลหญิงชาย  คฤหัสถ์  นักบวชทั้งหลายมาพิจารณาเห็นแจ้งชัดในรูป  นามจิต  เจตสิก  โดยเป็นอนัตตาดังนี้แล้ว  ก็จะมีอานิสงส์ไม่มีส่วนที่จะพึงประมาณได้  ท่านพิจารณาแต่คำว่า  อัฎฐิมิญชังคือเยื่อในกระดูก  เหล่านั้นท่านให้ถือเอาอัฎฐิกะสัญญา  อย่างเดียวเป็น  อารมณ์  ก็จะผ่องใสรุ่งเรืองเห็นแจ้งในร่างกายของตน  จนได้บรรลุธรรมวิเศษ เหตุถือเออัฎฐิกะสัญญาเป็นอารมณ์  เห็นอนัตตาแจ่มแจ้งด้วยประการดังนี้ 

    ดูกรอานนท์  มรณะ สัญญา  พิจารณาความตายก็ดี  อัฎฐิกะสัญญา  พิจารณากองกระดูกก็ดี  ปฏิกูลสัญญา  พิจารณาร่างกายนี้โดยเป็นของน่าเกลียดน่าสะอิดสะเอียนเต็มไปด้วยหมู่หนอนและจุลินทรีย์มีจำนวนมากตามลำไส้น้อยลำไส้ใหญ่  ตามเส้นเอ็นทั่วไปในร่างกายและเต็มไปด้วยเครื่องเน่าของเหม็น  มีอยู่ในร่างกายนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ร่างกายนี้นับว่าเป็นของเปล่า  ไม่มีอะไรเป็นของเราสักสิ่งสักอัน  เกิดมาสำคัญว่าเป็นสุข  ความจริงก็สุขไปอย่างนี้เอง. ถ้าจะให้ถูกต้องกล่าวว่า  เกิดมาเพื่อทุกข์  เกิดมาเจ็บ  เกิดมาไข้  เกิดมาเป็นพยาธิ  เจ็บปวด  เกิดมาแก่  เกิดมาตาย  เกิดมาพลัดพรากจากกัน  เกิดมาหาความสุขมิได้  ความสุขนั้นถ้าพิจารณาดูให้ละเอียดแล้วมีน้อยเหลือประมาณไม่พอแก่ความทุกข์  นอนหลับนั่นแหละนับว่าเป็นสุข  แต่เมื่อมาพิจารณาดูให้ละเอียดแล้ว  ซ้ำเป็นทุกข์ไปเสียอีก.  ถ้าผู้ใดพิจารณาเห็นตามดังเรา  ตถาคตแสดงมานี้เป็นนิมิตอันหนึ่ง  ครั้นจดจำได้แน่นอน  ในตนแล้วก็เป็นเหตุให้ได้มรรคผลนิพพานในปัจจุบัน  โดยไม่ต้องสงสัย 

     ดูกรอานน์ นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ฉลาดด้วยปัญญา  ท่านบำเพ็ญอสุภะนุสสติกรรมฐาน  ปรารถนาเอาพระนิพพานเป็นที่ตั้งนั้น  ท่านยอมถือเอา อสุภะในตัวเป็นอารมณ์ของกรรมฐาน  ถ้ายังเอาอสุภะภายนอกเป็นอารมณ์อยู่แล้วยังไม่เต็มทางปัญญา  เพราะยังอาศัย  สัญญาอยู่ เอาอสุภะในตัวเป็นอารมณ์ของกรรมฐาน  ได้จึงเป็นที่สุดแห่งทางปัญญา  เป็นตัววิปัสนาญาณได้. 

  ดูกรอานท์  บุคคลผู้ใดปรารถนาพระนิพพาน  จงยังอสุภะ  กรรมฐานในตนให้เห็นแจ้งชัดเถิด  ครั้งไม่เห็นก็ให้พิจารณา  ปฏิกูลัญญาลงในตนว่า  แม้ตัวของเรานี้ถึงยังมีชีวิตอยู่  ก็เป็นของพึงน่าเกลียด  พึงน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก  ถ้าหากว่าไม่มีหนังห่อหุ้มไว้แล้ว  ก็จะเป็นของน่าเกลียดเหมือนอสุภะแท้  เพราะมีหนังหุ้มไว้จึงพอดูได้  อันที่แท้ตัวตนแห่งเรานี้  จะตั้งอยู่ได้ก็ด้วยลมอัสสาสะ  ปัสสาสะเท่านั้น  ถ้าขาดลมหายใจเข้าออกแล้ว  ตัวตนนี้ก็จะเน่าเปื่อยผุพัง  ต่อแต่นั้นก็จะเป็นอาหารของสัตว์ทั้งหลายมีหนอนเป็นต้น  จะมาเจาะไชกิน  ส่วนลมหายใจเข้า-ออกซึ่งเป็นเจ้าชีวิตนั้นเล่า  ก็เป็นอนัตตา  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ของของตัว  เขาอยากอยู่  เขาก็อยู่  เขาอยากดับเขาก็ดับ  เราจะบังคับบัญชาเขาไม่ได้ตามปรารถนา  ถ้าหากขาดลมหายใจเข้าออกแล้ว  ความสวย  ความงานในตน  และความสวยความงามภายนอก  คือบุตรภรรยาและข้าวของเงินทอง  เครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวง  ก็ย่อมหายไปสิ้นด้วยกันทั้งนั้น  เหลียวซ้ายแลขวาจะได้เห็น  บุตรภรรยาและหลานก็หามิได้  ต้องอยู่คนเดียวในป่าช้า  หาผู้ใดจะเป็นเพื่อนสองมิได้ 

     ดูกรอานนท์  บุคคลผู้ใดพิจารณาเห็นอสุภกรรมฐาน  32  ประการ เห็นซากผีดิบในตนชื่อว่าได้ถือเอาความสุขในทางพระนิพพาน  วิธีเจริญอสุภกรรมฐานตามลำดับ  คือปลงจิตลงในเกสา (ผม) ให้เห็นเป็นอสุภะ  แล้วให้สำคัญในเกสานั้นว่าเป็นอนัตตา แล้วให้เอา   นะขา(เล็บ)  ทันตา(ฟัน)  ตั้งลงปลงจิตเป็น   อสุภะเป็นอนัตตา แล้วให้เอา ตะโจ(หนัง)ตั้งลงตามลำดับไปจนถึงมัตถะเกมัตถะลุงคัง เป็นที่สุด พิจารณาให้เห็นเป็นอสุภะเป็นอนัตตา โดยนัยเดียวกัน.

   ดูกรอานนท์เราตถาคตแสดงมานี้โดยพิสดารให้กว้างขวางทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย แท้จริงบุคคลผู้มีปัญญา ก็ให้สงเคราะห์ลงใน อนิจจัง ทุกขังอนัตตาเท่านั้น บุคคลผู้มีปัญญา  จะเจริญอสะกรรมฐาน  ท่านมิได้เจริญแต่ต้นลำดับไปจนถึงปลาย  เพราะเป็นการเนิ่นช้า  ท่านยกอาการอันใดอันหนึ่งขึ้นพิจารณาสงเคราะห์ลงใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ท่านก็ย่อมได้มามรรคผลนิพพานโดยสะดวก.

   การที่เจริญอสุภะกรรมฐานนี้ก็เพื่อจะให้เบื่อหน่ายในร่างกายของตน  อันเห็นว่าเป็นของสวยงาม  ทั้งวัตถุภายในและภายนอกให้เห็นเป็นของเปื่อยผุพัง  จะได้ยกตนให้พ้นจากกิเลส  ตัณหา  ผู้มีปัญญารู้แล้วไม่ควรชื่นชมยินดีในรูปตนและผู้อื่น  ทั้งรูปหญิงรูปชาย  ทั้งวัตถุข้าวของดีงามประณีตบรรจงอย่างใด อย่างหนึ่งเลย  เพราะว่าความรักนั้นเป็นกองกิเลสทั้งสิ้น ถ้าห้ามใจให้ห่างจากกองกิเลสได้จึงจะได้รับความสุขสบายก็เพียงชาตินี้เท่านั้น  เบื้องหน้าต่อไปไม่มีทางที่จะได้เสวยสุขมีแต่ทุกข์โดยถ่ายเดียว  ผู้มีปัญญาเมื่อได้เจริญอสุภะนุสสติกรรมฐาน  เอาทะวัตติงสาการ  32  เป็นอารมณ์   ก็ควรละกองกิเลสตัณหาให้   ขาดสูญ  เมื่อรู้แล้วปฏิบัติตามจึงจะเห็นผลเป็นกุศลต่อไป  เมื่อรู้แล้วไม่ปฏิบัติตามก็หาผลอานิสงส์มิได้เพราะละกิเลสตัณหามิได้  เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตกเข้าไปในกองเพลิงเมื่อรู้ว่าเป็นกองเพลิงก็รีบหลีกหนีออกไปจึงจะพ้นจากความร้อน.  ถ้ารู้ว่าตัวตกอยู่ในกองเพลิง แต่มิได้พยายามที่จะหลีกออก หนีออก  จะพ้นจากความร้อนความไหม้อย่างไรได้  ข้ออุปมานี้ฉันใด  บุคคลรู้แล้วว่า  สิ่งนี้เป็นโทษแต่มิได้ละเสียก็มิพ้นจากโทษเหมือนกันกับผู้ไม่พ้นจากกองเพลิงฉะนั้น.

    ดูกรอานนท์ ผู้รู้แล้วมิได้ทำตามนั้นจะนับว่าเป็นคนรู้ไม่ได้ เพราะไม่เกิดมรรคเกิดผลเลย  เราตถาคตอนุญาตตั้งศาสนธรรมคำสั่งสอนนี้ไว้ ก็เพื่อว่า เมื่อผู้รู้แล้วสิ่งใดเป็นโทษให้ละเสีย  มิใช่ตั้งไว้เพื่ออ่านเล่น ฟังเล่น พูดเล่น เท่านั้น  บุคคลทั้งหลายล้วนเสวยสุขในมนุษย์และในอบายภูมิทั้งนั้น  ไม่ใช่สิ่งอื่นเลย  เป็นเพราะกิเลส  ราคะ  ตัณหาอย่างเดียว  ถ้าบุคคลผู้ยังไม่พ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา ตราบใด.  ก็ยังไม่เป็นผู้พ้นจากอบายทุกข์ได้จนตราบนั้น  บุคคลผู้มิได้พ้นจากกิเลสราคาตัณหานั้นจะทำบุญให้ทานสร้างกุศลอย่างแข็งแรงเท่าใดก็จะเสวยความสุขในมนุษย์โลกและเทวโลกเพียงเท่านั้น.  ที่จะได้เสวยสุขในพระนิพพานนั้นเป็นอันไม่ได้เลย  ถ้าประสงค์ต่อพระนิพพานแท้ให้โกนเกล้าเข้าบวชในพระศาสนาไม่ว่า  บุรุษหญิงชาย  ถ้าทำได้อย่างนี้เชื่อว่าปฏิบัติใกล้ต่อพระนิพพาน  เพราะว่าเมืองนิพพานนั้นปราศจากกิเลสตัณหา.  ผู้มีปัญญาเมื่อปรารถนาความสุขในพระนิพพานนั้นจงออกบวชในพระพุทธศาสนาแล้วตั้งใจเจริญสมถวิปัสสนา  อย่าให้หลงโลกหลงทาง  ถ้าไม่รู้ทางพระนิพพานมีแต่ตั้งหน้าปรารถนาเอาเท่านั้นก็จะหลงขึ้นไปในอรูปพรหม  ชื่อว่าหลงโลกหลงทางไปในภพต่าง ๆ   ให้ห่างจากพระนิพพานไป.

    การทำบุญทำกุศลทั้งหลายนั้น มิใช่ว่าจะให้บุญนั้นพาไปในที่อื่น  ให้ทำเพื่อระงับดับกิเลสได้อย่างเดียว  อย่าเข้าใจว่าทำบุญทำกุศลแล้วบุญกุศลนั้นจะยกเอาตัวนำเข้าไปสู่พระนิพพานเช่นนั้นหามิได้.  ให้ทำเพื่อจะระงับดับกิเลสอย่าเข้าใจว่าทำบุญทำกุศลแล้วบุญกุศลนั้นจะยกเอาตัวนำเข้าไปสู่พระนิพพานเช่นนั้นหามิได้. ทำเพื่อระงับกิเลสตัณหา  แล้วจึงจะไปพระนิพพานได้.  กิเลสตัณหานั้นมีอยู่ในตัวของเรา  ถ้าเราไม่ทำให้ดับใครจะมาช่วยดับให้    ต้นเหง้าเค้ามูลของกิเลสตัณหาอยู่ที่เราถ้าเราดับไม่ได้ก็ไม่ถึงซึ่งความสุขในพระนิพพาน...