พระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย

คิริมานนทสูตร

(สูตรต่อสู้กับโรงภัยไข้เจ็บ)


กถามุข

 คิริมานนทสูตร : นับเป็นยอดพระสูตรหนึ่งที่มี สารัตถะ  สำหรับมนุษย์ผู้มีสังขารไม่เที่ยง      ทนทุกข์ต่อโรคภัยไข้เจ็บ ที่คอยเบียดเบียนไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของชีวิต   พระพุทธองค์   ตรัสพระสูตรนี้แก่พระอานนท์ เพื่อนำไปแสดงแก่คิริมานนท์ซึ่งกำลังอาพาธหนักจนไม่สามารถมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้.   คิริมานนท์จึงขอให้พระอานนท์ ช่วยกราบบังคมทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ เพื่อทรงพระกรุณาสงเคราะห์ให้ทุกขเวทนาเจ็บปวดซึ่งเบียดเบียนอยู่ให้ระงับอันตรธานหายเถิด           พระพุทธเจ้าทรงเมตตาแสดง สัญญา ๒ ประการ คือ รูปสัญญา นามสัญญา และอื่นๆ  เมื่อพระคิริมานนท์กำหนดตามพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุอรหัตผล ในขณะที่วางธุระในรูปนาม โรคภัยของคิริมานนท์เจ็บปวดได้อันตรานหายไปในขณะนั้น.

   คิริมานนท์สูตร จึงเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของผู้ที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ แม้ว่าการเจ็บป่วยนั้นจะร้ายแรงถึงขั้นที่ไม่อาจรักษาจนหายได้ก็ตาม  พระสูตรนี้ยังช่วยให้บุคคลทั่วไปที่มีทุกข์ได้คลายความทุกข์ความวิตกกังวลได้บ้าง ซึ้งถ้าผู้ที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์สามารถที่จะกำหนดตามได้ว่าชีวิตเป็นของอนิจจัง คงภาพเดิมอยู่ไม่ได้จะต้องมีการเปลี่ยนเปลงและดับลงในที่สุด อันเป็นธรรมชาติ จึงช่วยให้ผู้เจ็บป่วย สามารถระงับจิตให้สงบวางเฉยลงได้ เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง วิญญาณก็จะละกายสังขารไปอย่างสงบ สู่สุคติภูมิ...

 

ปฐมเหตุ 

เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา  สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน  อะนาถะปิณฑิกัสสะ    อาราเม  ตัตระโข อายัสมา คิริมานันโท อาพาธิโก โหตีติ

 

    บัดนี้จะแสดงพระสูตรอันหนึ่ง อันโบราณอาจารย์เจ้า กล่าวไว้ว่า คิริมานนทสูตร ได้อ้างเนื้อความแต่ละครั้ง ปฐมสังคายนา.   พระมหาสังคาหกเถรเจ้าทั้งหลาย 500 องค์ เปิดโอกาสไว้ให้พระอานนท์องค์หนึ่ง ได้เข้ามาสู่ที่ประชุมพร้อมกันแล้ว คอยพระอานนท์องค์เดียวกำลังเจริญสมถวิปัสสนาอยู่ ยังไม่ทันได้สำเร็จพระอรหันต์ ครั้นพระอานนท์เถรเจ้าได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ก็เข้าจตุตถฌานเอาปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ไปปรากฏบนอาสนะ ท่ามกลางสงฆ์ให้พระสงฆ์สิ้นความสงสัยในอรหัตตคุณ ที่ถ้าสัตตบัณณคูหา ปฏิญาณตนในอเสขภูมิด้วยประการฉะนี้แล้ว.  พระมหาสังคาหกเถรเจ้าทั้งหลาย มีพระมหากัสสปะเป็นประธานจึงได้อาราธนาเชื้อเชิญให้พระอานนท์ขึ้นนั่งเหนือธรรมาสน์แสดงสุตตันตปิฎก ยกคิริมานนทสูตรนี้ขึ้นเป็นหัวข้อ.  พระมหากัสสปะเถรเจ้าจึงถามพระอานนท์ว่า  ดูกรอานนท์พระสูตรมีชื่อว่าคิริมานนทสูตรนั้น พระพุทธเจ้า แสดงแก่บุคคลใด และตรัสเทศนา ณ ที่ไหน ปรารภอะไร ให้เป็นเหตุ แล้วได้ตรัสรู้มีความพิสดารอย่างไร ขอให้พระอานนท์เจ้าจงแสดงต่อไปในกาลบัดนี้.

      

     อะถะโข อยัสมา อานันโท ลำดับนั้น      พระอานนท์เถรเจ้า  ผู้นั่งอยู่บนธรรมาสน์ได้ขอโอกาสแต่พระสงฆ์แล้วจึง วิสัชนาพระสูตรนี้   มีคำปฏิญญาในเบื้องต้นว่า เอวัมเม สุตัง ดังนี้.  ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าอานนท์หากได้สดับมาแต่     อบแก้ว มีใจความว่า เอกังสะมะยัง สมัยกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าสำราญพระอริยบทอยู่  ณ พระเชทวันวิหาร อันเป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี สร้างถวายใกล้กุรงสาวัตถี. ในกาลนั้นพระผู้เป็นเจ้าชื่อว่าคิริมานนท เถระผู้มีอายุ อาพาธิโก เกิดอาพาธหนักเหลือที่จะอดกลั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงให้เชิญข้าพเจ้าเข้าไปยังสำนักของตนแล้วจึงกล่าวว่า อานนทะ. ดูก่อนท่านอานนท์ ข้าพเจ้าผู้ชื่อคิริมานนท์นี้ บังเกิดอาพาธหนักเหลือกำลังที่จะอดกลั้นไม่สามารถจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ขอนิมนต์ท่านอานนท์นำเอาอาการอาพาธอันร้ายแรงของข้าพเจ้าไปกราบทูลให้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ เพื่อทรงให้พระมหากรุณาสงเคราะห์ให้ทุกขเวทนาเจ็บปวด ซึ่งเบียดเบียนอยู่ในร่างกายของข้าพเจ้านี้ ระงับอันตรธานหายไปเถิด ข้าพเจ้าอานนท์รับเถรวาทีแล้ว ก็ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลอาการอาพาธและทุกขเวทนาตามคำสั่งของพระคิริมานนท์ให้ทรงทราบทุกประการ.

    อะถะ โข ในกาลครั้งนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงทราบอาการของพระผู้เป็นเจ้าคิริมานนท์แล้วตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า อานนทะ   ดูกรอานนท์ ท่านจงกลับไปคืนไปสู้สำนักของท่านคิริมานนท์โดยเร็ว แล้วพระองค์ตรัสต่อไปว่า.


รูปสัญญา นามสัญญา 

วิสุทธะจิตเต อานันทะ ทเว สัญญา สุตวา โส อาพาโธ ฐานะโส ปฏิปัสสัมเภยยะ ดังนี้ 

    ดูกรอานนท์  เมื่อท่านไปถึงสำนักพระคิริมานนท์แล้วท่านจงบอกว่าสัญญา 2 ประการคือ รูปสัญญา 1 และนามสัญญา 1 คือ รูปร่างกายตัวตนทิ้งสิ้นดี และนามได้แก่จิตเจตสิกทั้งหลายก็ดี ก็ให้ปลงธุระเสีย อย่าได้ถือว่ารูปร่างกายจิตเจตสิกเป็นตัวตน และอย่าเข้าใจว่าเป็นของของตน ทุกสิ่งทุกอย่างความจริงแล้วเป็นของภายนอกทั้งสิ้นทั้งนั้น.    ดูกรอานนท์  ถ้าหากว่าร่างกายเป็นตัวตนเราแท้จริงเมื่อล่วงเข้าสู่ความแก่เฒ่าชรา  ตาฝ้า หูหนวก เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง ฟันโยกคลอน เจ็บปวด เหล่านั้น เราก็จักบังคับได้ตามประสงค์ ว่าอย่าเป็นอย่างนั้นเลย อย่าเป็นอย่างนี้เลย นี่เราบังคับไม่ได้ตามความประสงค์ของเรา เขาอยากจะเจ็บ จะไข้ จะแก่ จะตาย เขาก็เป็นไปตามหน้าที่ของเขา เราหมดอำนาจที่จะบังคับบัญชาเขาได้.     ครั้นเมื่อตายเราจะพาเอาไปสักสิ่งสักอันก็ไม่ได้ ถ้าหากว่าเป็นตัวตนของเราแล้วเราจะพาเอาไปได้ตามปรารถนา ดูกรอานนท์ ถึงเจตสิกก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของตน ถ้าหากว่าจิตเจตสิกเป็นของเรา หรือเป็นของของเรา เราก็จักบังคับได้ตามประสงค์ว่า จิตของเราจงเป็นอยางนี้ จงเป็นอย่างนั้น จงมีสุขสำราญทุกเมื่อ อย่าทุกข์อย่าร้อนเลยดังนี้ ก็จะพึงได้ตามความปรารถนา. นี่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เขาจะคิดอะไรเขาก็คิดไป เขาจะอยู่จะไปก็เป็นตามเรื่องตามราวของเขา เพราะเหตุร่างกายจิตใจเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของของตน  ให้ปลงธุระเสีย อย่าเข้าใจถือว่าเป็นตัวตนและของของตนเถิด.

    ดูกรอานนท์ ท่านจงไปบอกซึ่งสัญญาทั้ง 2 ประการ คือรูปและนามนี้ โดยเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนแลไม่ใช่ของของตน ให้พระคิริมานนท์แจ้งทุกประการเมื่อพระคิริมานนท์แจ้งแล้ว การอาพาธความเจ็บปวดและทุกขเวทนาก็จะหายจากร่างกายของพระคิริมานนท์จนหมดสิ้นและหายจากอาพาธโดยรวดเร็วด้วย ภนุเตอริยกัสสะปะ ข้าแต่อริยกัสสะปะ ผู้เป็นประธานในสงฆ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ข้าพเจ้า ด้วยประการดังนี้แลฯ...