บัวสี่เหล่า

 

พระไตรปิฏกได้บัญญัติว่า พลันที่ พพจ. ทรงตรัสรู้ ได้ดำริเริ่มต้นว่า จะไม่สอนใคร แต่จะไปเสวยสุขบนสวรรค์  แต่ทรงรำพึงริมหนองบัว ว่า มนุษย์เราเปรียบบัวสี่เหล่า ดังนั้นทรงละทิฐิที่จะไม่สอนใคร เพราะเห็นว่าอย่างน้อยก็มีบัวบางเหล่าคงพอจะเข้าใจบ้างหรอก

 

ข้าพเจ้าเห็นว่า บัญญัติท่อนนี้ น่าจะเป็นของปลอม เสียมากกว่า ...ที่แทรกเข้ามาทีหลังเพื่อสร้างมนต์ขลังให้พุทธศาสนา

 

ทั้งนี้ตามหลัก “มหาปเทส “  ที่ให้ตรวจสอบความถูกต้องของคัมภีร์ด้วยการเทียบเคียงกับเนื้อความส่วนใหญ่

 

ก็เนื้อความส่วนใหญ่นั้น เช่น

 

1)      ทรงสอนแม้กระทั่งคนโง่ที่สุด (บัวเหล่าสี่)  ก็ให้เอาผ้าไปถูพื้น จนบรรลุธรรมได้

2)      ทรงสำรวจตรวจดูสรรพสัตว์ว่าวันนี้ใครจะมีดวงตาเห็นธรรมแล้วเสด็จไปโปรด (ซึ่งตรงนี้ก็อาจเป็น “การเสริมบารมี” ที่แทรกเข้ามาภายหลัง)

3)      ทรงสอนเองว่า ความเป็นพุทธะมีอยู่ในทุกคนแล้ว เพียงแต่กิเลสที่จรมามาปิดบังแสงแห่งพุทธะไว้ (จิตประภัสร)

 

นอกจากนี้โดยบริบททั่วไป

4)      ทรงเป็นสรรพัญญู รู้แจ้งเจนจบจักรวาล  จะไม่รู้เลยหรือว่าคนสามารถบรรลุธรรมได้

5)      ทรงมีเมตตาต่อมวลมนุษย์ปานนั้น จะไม่สงสาร แล้วหนีไปเสวยวิมุติสุขบนสวรรค์คนเดียวหรือ  อย่างนี้เรียกว่ามี “อัตตา” แล้วหละ

6)      ฯลฯ

 

ท่านพุทธทาสภิกขุบอกว่า พระไตรฯ นั้น มีของที่แทรกมาภายหลังถึง ๕๐% ...ซึ่งผมเชื่อ

 

...คนถางทาง (๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕)