Athena
เจนณิพัฒน์ ยะอนันต์

case II Need based perspectives on motivatation : Solution


ทำไมกรีนถึงไม่มีความสุขกับงานที่ทำ และอะไรคือความต้องการของกรีน
  1. การแก้ไขปัญหา (Solution)

1.1.   สร้างแรงจูงใจให้ Greene ทำงานที่ทำอยู่อย่างมืออาชีพ  โดยเริ่มต้นจากการนำทฤษฏีของ Maslow มาวิเคราะห์ถึงความต้องการที่อยู่ภายในจิตใจของ Greene อย่างแท้จริง จากนั้นนำความต้องการที่ได้มาหาตัวผลักดันให้เกิดแรงจูงใจโดยการอาศัยทฤษฏีของ Victor Vroom ซึ่งหาก Albert สามารถสร้างแรงจูงใจให้ Greene แสดงความรู้ความสามารถ และสร้างแรงจูงใจให้ Greene เชื่อได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีคุณค่าสำหรับ Greene เพียงใด Greene ก็จะสามารถแสดงความรู้ความสามารถได้ออกมาอย่างเต็มที่ และมีความสุขอยู่เสมอกับพฤติกรรมที่แสดงออกมา จากนั้นสร้างความเป็นมืออาชีพในการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นด้วยการอาศัยทฤษฏีความพึงพอใจในงาน ของ Frederick Herzberg สร้อยตระกูล อรรถมานะ : 2541  

1.2.   ปรับทัศนติ มุมมองความคิดของ Greene ให้ตอบสนองได้อย่างถูกต้องกับสภาพควาเบื่อหน่ายที่ Greene กำลังเผชิญอยู่ โดยแม้จะต้องทำงานที่ไม่ชอบหรือน่าเบื่อก แต่งานนั้นๆ ก็สร้างความสบายใจให้ได้ในบางแง่มุม โดยวิธีการปรับนั้นต้องอาศัยทฤษฏีของ Maslow เป็นต้วค้นหาความคิด ความต้องการที่แท้จริงของ Greene และจากนั้นค่อยใช้ทฤษฏีการทฤษฎีคุณลักษณะของงาน (Job - Characteristics Theory) ของ J.Richard Hackman และ G.R. Oldham ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวของ Greene ให้ Greene ทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน

1.3.   ปรับโครงสร้างองค์กรให้ Greene โดยเพิ่มส่วนงานการพัฒนาศักยภาพของบุคคลากร โดยการอาศัยทฤษฏีของ McKinsey 7s Framework เป็นการนำปัจจัย 7 ประการ ในการประเมินองค์การ ที่ได้รับการยอมรับและนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์องค์การ เป็นกรอบการทำงาน 7s ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ทั้ง 7 ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น 1) กลยุทธ์ขององค์การ (strategy) 2) โครงสร้างองค์การ (structure) 3) ระบบการปฏิบัติงาน (system) 4) บุคลากร (staff) 5) ทักษะ (skill) 6) รูปแบบการบริหารจัดการ (style) 7) ค่านิยมร่วม (shared values)

  1. การเลือกแนวทางการแก้ไขพร้อมแนวคิดและทฤษฏีที่เรียนมา

เลือกทางเลือกที่ 1 : สร้างแรงจูงใจให้ Greene ทำงานที่ทำอยู่อย่างมืออาชีพ  โดยขั้นตอนการแก้ไขทางเลือกนั้นอาศัยทฤษฏีต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. ทำความเข้าใจกับความต้องการของ Greene โดยอาศัยทฤษฏีของ Abraham Maslow

                       

จากทฤษฏีความต้องการของ Maslow ทำให้ Albert สามารถอธิบายความต้องการของ Greene ได้ดังนี้

  • ระดับความต้องการของ Greene นั้นไม่ใช่ระดับ Physiologibal Needs ดังสังเกตได้จากประโยคที่ว่า “He wasn’t thinking about his bank account” นอกจากนี้ระดับความต้องการขั้นที่ 2 – 4 สำหรับ Greene นั้นถือว่าได้รับอย่างครบถ้วน ดังนั้นสำหรับ Greene แล้วความต้องการของ Greene นั้นอยู่ในระดับ “Self Actualization Needs หมายความว่า Greene ต้องการประสบความสำเร็จด้วยวิธีการใช้ความรู้ ความสามารถที่ Greene เรียนมา ถ่ายทอดให้กับผู้ที่ต้องการความรู้ ความสามารถที่ Greene มีจริงๆ และความรู้ที่ Greene ถ่ายทอดให้นั้นช่วยให้บุคคลเหล่านั้นพัฒนาศักยภาพของตนเองเพิ่มขึ้น โดยดูจากประโยคที่ว่า “They don’t need me” และ “Greene agreed to a reduced salary and began offering English classes on the factoy floor”

 

  1. สร้างแรงจูงใจด้วยทฤษฏีความคาดหวังพัฒนา “Vroom’s Expectancy Theory” ของ Victor Vroom  ซึ่งถือว่าเป็นทฤษฏีที่ศึกษาปัจจัยชักนำพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้น จากสมมติฐาน “ที่ว่าก่อนที่บุคคลจะได้รับการจูงใจให้กระทำสิ่งใด เขาจะต้องได้รับการพิจารณาถึงความสามารถผนวกกับความพยายามของเขาก่อนว่าจะทำให้ได้ผลตามที่พึงปรารถนาหรือไม่” โดยการจูงใจให้ทำงานเป็นความคาดหวังที่ยึดถือของแต่ละบุคคล สามารถอธิบายแผนภาพได้ดังนี้

 

จากแผนภาพแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความคาดหวังกับปัจจัยต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ประการคือ

  • Effort-to-Performance Expectancy คือการคาดหวังว่าถ้าพยายามทำแล้วจะทำได้  หมายถึงการที่บุคคลคาดหวังไว้เป็นการล่วงหน้าว่า ถ้าหากตนเองลงมือแสดงพฤติกรรมอย่างเต็มที่ สุดความสามารถแล้วจะมีโอกาสหรือความน่าจะเป็นสูงมากหรือน้อยเพียงใดที่จะกระทำสิ่งนั้นสำเร็จ กล่าวคือ ถ้า Greene นั้นคิดไว้ล่วงหน้าว่าสิ่งที่ Greene พยายามถ่ายทอดหรือทำนั้นไม่สามารถสำเร็จตามเป้าหมายที่ Greene ต้องการ Greene จะเลือกไม่ลงมือกระทำ แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของ Greene ถือว่าเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง ดังนั้น Greene จึงรู้อยู่เสมอว่าสิ่งที่ Greene ถ่ายทอดให้กับคนอื่นนั้น ผู้รับการอบรมสามารถนำไปประโยชน์ได้อย่างเต็มที สามารถพัฒนาศักยภาพของเขาได้ Greene ก็จะลงมือทำอย่างตั้งใจ อย่างในประโยคที่กล่าวว่า “Greene was serious about what he was doing and didn’t treat the workers like kids in a remedial class” 
  •  Perfomance-to-Outcome Expectancy คือการคาดหวังว่ากระทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี หมายถึงการที่บุคคลคาดหวังไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมว่า ถ้าหากเขากระทำพฤติกรรมนั้นแล้ว เขาจะได้รับผลลัพธ์ที่จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อตัวเขาอย่างไร สิ่งที่ Greene คาดการว่าผลลัพธ์ที่เขาพยายามถ่ายทอดสู่พนักงานฝ่ายผลิตนั้นสามารถช่วยให้พนักงานฝ่ายผลิตนำไปใช้ในงาน และเพิ่มผลิต (Productivities) ของพวกเขาได้ ซึ่งผลลัพธ์นั้น Greene ได้รับรู้และมีการคาดการไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วจึงตัดสินใจลงมือทำ สามารถสังเกตได้จากประโยคที่ว่า “Green’s desire to be needed was not fulfilled”
  • Valence of Outcomes คือค่าของผลลัพธ์ หมายถึงคุณค่าหรือความต้องใจที่ผลลัพธ์มีให้แก่บุคคลที่จะต้องแสดงพฤติกรรมออกไป เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ ซึ่งแต่ละบุคคลก็จะมีการรับรู้ต่อผลลัพธ์เดียวกันที่แตกต่างกันไป ซึ่งในที่นี้ Greene รู้ดีว่า Class ภาษาที่ Greene ตั้งใจทำให้พนักงานฝ่ายผลิตนั้นจะทำให้พนักงานฝ่ายผลิตได้รับผลลัพธ์ในการทักษะทางภาษาที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่ง Greene เองอาจรู้ถึงผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่งล่วงหน้าคือ เมื่อผลงานของพนักงานฝ่ายผลิตดีขึ้น National Home จะได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาทักษะของพนักงานฝ่ายผลิตด้วยเช่นกัน ดังประโยคที่ว่า “Some of the floor workers had begun to apply for supervisory positons” และผลลัพธ์ที่ได้กับกลุ่มคนอื่นคือ Vice President of Produciton ดังเห็นได้จากประโยคที่ว่า “Greene’s course took workers off the job for a couple of hours a week, productivity had actually improved sine his course began, employee turnvover had dropped”

ดังนั้น Albert ต้องสร้างแรงจูงใจในตัว Greene อย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลประโยคต่อผลลัพธ์ที่ได้ในภาพกว้างของ National Home และงานมีความสุขกับงานที่ได้รับมอบหมายอยู่ตลอดเวลา

  1. การสร้างความเป็นมืออาชีพใน Greene ที่มีต่องานที่ทำ หลังจากสร้างแรงจูงใจในตัว Greene ให้เกิดขึ้นแล้ว แรงจูงใจจะช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจของ Greene ทำให้ Greene นั้นทัศนคติที่ดี มีความพึงพอใจในงาน โดยทฤษฏีของ Frederick Herzberg และสร้อยตระกูล  อรรถมานะ : 2541 ได้กล่าวไว้ว่า “การจูงใจที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารจะต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรม และรู้ความต้องการของบุคคลให้สิ่งจูงใจที่สามารถสนองความต้องการของเขา ตามปกติพฤติกรรมของบุคคลมีความหมาย เพื่อบรรลุเป้าหมายตามความต้องการของตน ซึ่งตามทฤษฎีระดับความต้องการของมาสโลว์เชื่อว่าคนมีความต้องการตลอดเวลาตามลำดับความต้องการระดับต่ำไปหาสูงความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นแรงจูงใจอีกต่อไป”  ดังนั้น Albert ต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมของ Greene และรู้ถึงความต้องการของ Greene อย่างแท้จริงเพื่อ Greene นั้นสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง อันจะส่งผลให้ Greene นั้นทำงานอย่างมืออาชีพ และมีความสุขกับงานที่ทำโดยมีขั้นตอนดังนี้
  • รู้จักตนเอง  Greene ต้องรู้จักตนเองทั้งสถานภาพ ความต้องการจุดอ่อน จุดแข็ง จะช่วยให้สามารถตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง และเป็นไปได้และช่วยในการพัฒนาตนเองโดยการขจัดจุดอ่อนนั้นออกไปเสีย ซึ่งจุดอ่อนของ Greene ที่เห็นได้เด่นชัดคือ การแสดงออกซึ่งการไม่มีความสุขที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับระดับ Excutive ซึ่งเขาคิดเสมอว่าคนเรานั้นมีความรู้ความสามารถดีอยู่แล้ว ดังนั้นการขจัดจุดอ่อนข้อนี้ออกไปได้จะช่วยให้ Greene มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น สามารถสอนได้กับคนทุกระดับโดยไม่มีข้อขัดแย้งทางความคิดของตนเอง
  • กล้าเสี่ยงทำสิ่งที่ท้าทาย การทำอะไรที่คุ้นเคย ไม่ทำให้เกิดความตื่นตัว การได้ทำอะไรที่ท้าทายใหม่ ๆ ทำให้เกิดความตื่นตัวกระตือรือร้นมากขึ้น สำหรับข้อนี้ Greene ควรคิดว่าความท้าทายของเขาคือ การถ่ายทอดความรู้ให้กับ Excutive ที่รู้อยู่แล้ว ทำให้เขารู้มากยิ่งขึ้น ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด อันส่งผลดีต่อ National Home และ Greene ด้วยเช่นกัน
  • Greene ต้องพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตัว บุคลิกภาพที่ช่วยจูงใจให้มีความพึงพอใจในงาน ได้แก่
    • Greene ต้องสร้างความกระตือรือร้นให้กับตนเอง อันประกอบด้วยความอยากรู้อยากเห็นความเชื่อมั่น ความคาดหวังผลสำเร็จ และการมองโลกในแง่ดี ความกระตือรือร้น จะช่วยลดระดับความเครียด มองปัญหาเป็นความท้าทาย พยายามหาทางแก้ปัญหา ช่วยให้แก้ปัญหาได้รวดเร็ว ความกระตือรือร้นจึงเป็นสิ่งจูงใจที่ดีที่สุดของชีวิต
    • Greene ต้องสร้างความคิดสร้างสรร ใช้ความคิดสร้างสรรอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย จะช่วยให้มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว วิธีการสร้างความคิดสร้างสรรที่ดีโดยการเปิดตัวเองกับความคิดใหม่ ๆ ตลอดเวลาเช่น Excutive อาจไม่รู้อะไรเลยเหมือนอย่างที่ Greene เข้าใจก็เป็นไปได้ เรียนรู้โดยการมีส่วนร่วม ฟังอย่างมีประสิทธิภาพ คบหาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่มีความคิดสร้างสรร
    • Greene ต้องสร้างความยืดหยุ่น ไม่ยึดติดว่าต้องเป็นแค่ระดับ Work Floor เท่านั้นที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ Greene พยายามถ่ายทอดให้ ชีวิตมีความไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ถ้าบุคคลกลัวหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงชีวิตจะไม่เจริญ
    • Greene ต้องสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง อุปสรรคของความสำเร็จในการทำงานคือ ความไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ความเชื่อมั่นในตนเองทำให้บุคคลสามารถเผชิญปัญหา ความเครียด มีความพยายาม จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ไม่โทษผู้อื่น

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองทำได้โดย

  1. Greene ต้องการมองตนเองในแง่ดี ความรู้ที่ Greene สร้างประโยชน์ให้กับคนทุกระดับ
  2. Greene ต้องสร้างภาพลักษณ์ และการแสดงออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า Greene คือมืออาชีพ  การรู้สึกว่าเราดูดี จะช่วยให้มีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น การแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อที่บุคคลอื่นจะตอบสนองตามที่เราต้องการได้
  3. การย้ำและสร้างภาพให้เป็นจริง Greene ต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่า Greene มีความสุขในงานที่ทำ โดยไม่มีข้อแม้ในด้านทัศนคติ หรืออารมณ์แต่อย่างใด การพูดกับตนเองในด้านดีพร้อมกับกระทำให้เป็นจริงตามที่พูด เช่น ฉันดูดีในแบบของฉัน ฉันมีความรับผิดชอบ ไว้วางใจได้
  4. การหาตัวแบบหรือพี่เลี้ยง ในฐานะที่ Albert เป็นหัวหน้างานของ Greene  Albert ต้องแสดงตัวเป็นพี่เลี้ยงหรือแบบอย่างทำให้ Greene ถือเป็นแบบอย่างในการพัฒนาความเป็นมืออาชีพในงาน
  • การตั้งเป้าหมาย เพื่อค้นหาสิ่งที่บุคคลต้องการ เป้าหมายที่ตั้งขึ้นควรจะเขียนขึ้นมาและจัดลำดับความสำคัญ มีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจง แสดงถึงการกระทำและวัดได้ เป็นจริงและเป็นไปได้ ยืดหยุ่นได้ สำหรับเป้าหมายข้อนี้ Greene ต้องสามารถยืดหยุ่นได้ว่า หากไม่ได้ทำการถ่ายทอดแค่เพียงคนกลุ่ม Worker Floor แล้วเป้าหมายต้องถูกปรับเปลี่ยนทัศนคติตามกลุ่มอื่นๆ ที่ Greene ต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้
  • สร้างแผนการปฏิบัติงาน    เขียนขั้นตอนที่จะทำเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย ขั้นตอนนี้เป็นแผนปฏิบัติงาน ควรจะเป็นจริงและจำกัดเวลา บอกวัตถุประสงค์ระยะสั้นและระยะยาว ในที่นี้ Greene สามารถสร้างแผนการปฏิบัติงานของ Greene ว่าการถ่ายทอดความรู้ให้แต่ละกลุ่มคนนั้น มีวัตถุประสงค์ของการถ่ายทอดที่แตกต่างกัน วิธีการหรือเทคนิคในการถ่ายทอดย่อมแตกต่างกัน เนื้อหาที่ใช้ในการถ่ายทอดปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มได้ด้วยเช่นกัน
  • รับผิดชอบการปฏิบัติงาน ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ข้อนี้ถือว่ามีความสำคัญที่สุด เนื่องจาก Greene ต้องมีความรับผิดชอบในงานที่ทำ ไม่ว่างานเหล่านั้นจะเป็นงานที่เราทำแล้วรู้สึกเบื่อหรือไม่ก็ตาม Greene ต้องอาศัยแรงจูงใจในตัวเองสร้างความพึงพอใจกับงานที่ปฏิบัติ และรับผิดชอบงานเหล่านั้นให้เต็มที่ และต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญของความเป็นมืออาชีพในการถ่ายทอดความรู้ให้กับบุคคลอื่นๆ
หมายเลขบันทึก: 482468เขียนเมื่อ 19 มีนาคม 2012 05:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 มิถุนายน 2012 14:45 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี