ผมตั้งคำถามว่า สุภาษิตไทยยังจะมีประโยชน์ต่อชีวิตของคนไทยหรือไม่ หลังจากได้พูดคุยกับเพื่อนหลายๆคนจากสถาบันการศึกษาหลายแห่งโดยเฉพาะ ม.ราชภัฏบางแห่ง ผมก็พบคำตอบว่า สุภาษิตไทยยังมีประโยชน์ต่อบุคลากรของม.ราชภัฏ วันนี้จึงมาทบทวนกันเล็กน้อย
สุภาษิตที่ ๑ "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"
สิ่งที่ต้องยอมรับคือ โอกาสที่ มรภ.จะออกนอกระบบนั้น (เป็นอิสระเีสียที) ดูค่อนข้างจะครุมเครือ บางกระแสเริ่มหันกลับมาทบทวนแล้วว่า เราคงต้องกลับมายืนที่เดิมนั้นคือ เข้าสู่โลกของ "ข้าราชการ" เพราะไม่สามารถจะเลี้่ยงตัวเองได้ (ลูกแหง่) หากปล่อยให้เลี้ยงตัวเองมีหวังคงตายกันเป็นแถว เพราะอะไรนะหรือ เราจะผ่านประเด็นนี้ไปก่อน เพราะหากยาวออกไป หัวข้อจะยืดเยื้อยิ่งขึ้น ที่ยกเรื่องนี้เข้ามาเพราะต้องการให้เห็นระบบคิดของคนที่เป็น "ข้าราชการ" จำนวนหนึ่ง และคนที่ตามหลังมาก็ต้องซึมซับสิ่งทีุ่รุ่นพี่ได้วางแผนไว้ให้ เรามักจะเรียกสิ่งนี้ว่า "วัฒนธรรมองค์กร"
ในระบบราชการ เราต้องฟังขุน (หมากรุก) ดังนั้น ขุนจึงมีผลต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของบรรดาเบี้ยและเม็ดทั้งหลาย ผนวกกับกิเลสของคน เมื่อเราถืออำนาจไว้ เราจะเข้าใจว่าเรามีอำนาจ ดังนั้น ถ้าใครก้าวล้ำอำนาจ ผู้นั้นจะได้รับผลบางประการ เหมือนกับ ความเชื่อสมัยบรรพกาลที่เทพเจ้ามีผลดี-ร้ายกับมนุษย์ฉะนั้น แม้ว่า ระบบสิทธิมนุษยชนจะเข้ามามีบทบาททางการศึกษาและกฎหมาย แต่ดูเหมือนระบบดังกล่าวยังเข้ามาไม่เต็มพื้นที่ของความคิด
การอยู่ในหน่วยงานของรัฐอย่างมรภ.บางแห่ง ภาษิตนี้จะมีผลดีเป็นอย่างยิ่งนั้นคือ "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"
เราลองพิจารณาดูระหว่างเบี้ยและทอง อะไรมีค่าในการตีราคามากกว่ากัน หากให้เราเลือก เราต้องเลือกทองหนึ่งตำลึงมากกว่าเบี้ยสองไพแน่นอน เพราะทองนำไปแลกเป็นปัจจัยสี่ได้มากกว่าเบี้ยสองไพ
ระบบการบริหารในปัจจุบัน เราน่าจะให้ความสำคัญเรื่องการพูดมากกว่าการนิ่ง เพราะการพูดเหมือนถึงการแสดงความคิดเห็น ทั้งดีและร้ายล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ส่วนการนิ่งเสียนั้น เราลองเปรียบเทียบดู เรามีลูกสองคน คนหนึ่งพูดมาก ต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนั้น ฯลฯ แต่อีกคนนิ่งเฉย แน่นอน คนที่เลี้ยงง่ายคือคนนิ่งเฉย และแน่นอนอีกเช่นกัน เราจะจนปัญญากับคนนิ่งเฉยมากกว่าคนที่เรื่องมาก เพราะกับคนที่เรื่องมาก เราต้องคิดตลอดเวลา หาเหตุผลสนองตอบตลอดเวลา คนที่นิ่งเฉยเป็นเรื่องที่ดี แต่องค์กรเคลื่อนไหว เคลื่อนตัว และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจะนิ่งเฉยโดยที่อยู่แบบ "อะไรก็ได้" อย่างนี้หรือ ความเป็นอยู่ของบุคคล หาก "อะไรก็ได้" มันควรแล้ว แต่สถานภาพขององค์กร จะ "อะไรก็ได้" คงไม่ได้ เพราะโลกภายนอกกำลังประเมินองค์กรอยู่ว่าใครมีกิเลส (อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้) มากกว่ากัน หมายถึง ยิ่งกิเลสเพื่อองค์กรมาก ยิ่งก้าวหน้าในทางโลกมาก
ในวิถีราชการเดิม ที่ให้ความสำคัญกับผู้นำองค์กร โดยแตะต้องไม่ได้ ปัญหาที่ตามมาในปัจจุบันคือ ถ้าแตะต้องไม่ได้ เรื่องอะไรจะไปแตะต้องให้ส่งผลร้ายกับตัวเอง สู้นิ่งดีกว่า ดังนั้น ในองค์กรบางแห่ง ผู้นิ่งเสียจึงมักได้ตำลึงทอง แตกต่างจากผู้พูดมาก บางทีแม้แต่เบี้ยสองไพก็ไม่ได้รับ มิหนำซ้ำ กลายเป็น รอยด่างบนหนังโคไปก็มี สุดท้าย "องค์กรถูกลอยแพ" เพราะในเมื่อฝ่ายที่มีอำนาจในการบริหารไม่เป็นความสำคัญกับฝ่ายที่พูดมาก ทางที่ดีคือต่างคนต่างอยู่ จึงกลายเป็นความขัดแย้งในองค์กร และส่งผลไปถึงความไม่เป็นสุขในการทำงาน ต่างฝ่ายต่างคอยเสาะหาโทษของอีกฝ่ายหนึ่ง แทนที่จะหาความดีของต่างฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่ออะไรๆยังไม่สมบูรณ์ และความคิดของคนที่มีการสืบทอดมาเป็นสายพันธุ์ยังรักษาไว้ซึ่งความคิดแบบเดิม สิ่งที่เราควรจะทำในองค์กรนั้นคือ การนิ่งเสีย แต่เชื่อว่า การนิ่งเสียจะไม่มีประโยชน์ในการพัฒนาให้องค์กรก้าวหน้าเลย ผมเห็นว่า สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรคือ การพูดเพื่อความก้าวหน้า