วารสาร Science ฉบับวันที่ ๑๗ ก.พ. ๕๕ ลงบทความเกี่ยวกับโรคหวัดนก H5N1 หลายบทความพร้อมกัน ได้แก่
- H5N1 Debates : Hung Up on the wrong Questionsโดย Daniel R. Perez
- Life Sciences at a Crossroads : Respiratory Transmissible H5N1โดย Michael T. Osterholm and Donald A. Henderson
- The Obligation to Prevent the Next Dual-Use Controversyโดย Ruth R. Faden และ Ruth A. Karron
ต้นเหตุเกิดจากความสำเร็จในการวิจัยสร้างเชื้อไวรัส H5N1 ในห้องทดลองที่มีความสามารถติดต่อทางการหายใจไอจามในสัตว์ทดลอง ferrets ที่เชื่อว่าน่าจะติดต่อระหว่างคนได้ด้วย นักวิจัย ๒ กลุ่มทำงานวิจัยนี้เป็นผลสำเร็จพร้อมกัน และต่างก็ได้รับทุนจาก NIH เมื่อนักวิจัยส่งผลงานไปลงพิมพ์ในวารสาร Science และ Nature วารสารทั้งสองก็ขอความเห็นจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (NSABB) และได้รับคำแนะนำให้พิมพ์เผยแพร่เพียงบางส่วน ด้วยเหตุผลว่าแค่นั้นก็ได้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ และทางสาธารณสุขเพียงพอ เหตุที่ต้องกั๊กความรู้ไว้บางส่วนก็เพื่อป้องกันคนไม่ดีเอาไปทำอาวุธชีวภาพ
จะเห็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง ความรู้ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป คนชั่วสามารถนำเอาความรู้ไปใช้ในทางทำลายได้ด้วย
ข้อโต้แย้งทั้ง ๓ ข้างบนนั้นต่างก็มีเหตุผล โดยที่มองเน้นที่ประโยชน์และโทษแตกต่างกัน ต่อการตีพิมพ์ต้นฉบับที่ครบถ้วน
ต่อมาก็มีบทความลงในวารสาร Science ฉบับต่อมา (วันที่ ๒๔ ก.พ. ๕๕) เรื่อง WHO Group: H5N1 Papers Should Be Published in Full บทความนี้เขาไม่ให้เข้าไปอ่านฟรี แต่ก็อ่านข่าวได้ที่นี่และอ่านข่าวโต้แย้งเรื่องการเปิดเผยข้อมูล H5N1 ที่ติดต่อง่ายที่นี่
บทความสุดท้ายนี้บอกว่ามีการประชุมผู้เกี่ยวข้องที่องค์การอนามัยโลก เจนีวา และได้ข้อยุติว่าควรตีพิมพ์ต้นฉบับที่ครบถ้วน แต่ควรชะลอไว้ให้ผลงานนี้ออกมาครบ ๖ เดือน จึงตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งก็คือตอนสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ โดยที่ในระหว่างนี้จะมีการเผยแพร่ให้คนทั่วไปรับรู้ เพื่อไม่ให้มีการตีความผิดๆ และแตกตื่น
ข้อโต้แย้งสำคัญอยู่ที่การให้น้ำหนักผลของการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจะช่วยให้การตรวจตราการเปลี่ยนแปลงของเชื้อหวัด H5N1 แบบที่จะนำไปสู่การติดต่อโดยตรงจากคนสู่คน ทำได้ง่ายขึ้น เพราะข้อมูลการตรวจตราในปัจจุบันพบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก และในไม่ช้าสายพันธุ์ที่ติดต่อจากคนสู่คนได้ ก็จะเกิดขึ้นเองในธรรมชาติ ความรู้ที่ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองกลุ่ม จะช่วยให้การตรวจตราทำได้ตรงเป้าหมาย และตรวจเชื้อร้ายที่ติดจากคนสู่คนได้อย่างทันกาล
ในปัจจุบัน คนที่เป็นหวัดชนิด H5N1 มีอัตราตายร้อยละ ๓๐ - ๘๐ (เฉลี่ย ๖๐) แต่ยังไม่มีสายพันธุ์ที่ติดต่อจากคนสู่คนได้ ทางการหายใจ
ข้อมูลเพิ่มเติม
วารสาร Science ฉบับวันที่ ๙ มี.ค. ๕๕ ลงเรื่อง Surprising Twist in Debate Over Lab-Made H5N1บอกว่าจริงๆ แล้วไวรัส H5N1 ที่สร้างขึ้นในห้อง แลบ ไม่ก่อโรคร้ายแรงอย่างที่เข้าใจกัน บทความนี้ชี้ว่า นักวิจัยเจ้าของผลงานที่ชื่อ Ron Fouchier เปิดเผยว่า พังพอน (ferret) ที่ติดเชื้อไม่ตาย และการติดต่อทางหายใจก็ไม่ง่ายอย่างที่เคยเป็นที่เข้าใจกัน เมื่อ “ความจริง” เปิดเผยมากขึ้น NSABB ของสหรัฐอเมริกาจะประชุมใหม่ เพื่อปรับข้อเสนอแนะต่อการตีพิมพ์ผลงานวิจัยทั้งสอง ว่าระดับการปกปิดข้อมูลควรเป็นอย่างไร
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.พ. ๕๕ ปรับปรุง ๑๐ มี.ค. ๕๕