ปัจจุบัน สงครามของข้อมูลข่าวสาร ถือเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของกระบวนการทางความคิด
ว่า
ตัวของเราถูกจับเหวี่ยงให้ไปติดในโมหะ* หรือ จะสลัดให้หลุดออกมาเพื่อพัฒนาสู่อิสรภาพทางความคิดที่เสพติดในสัมมาทิฏฐิ
“กองทัพของข้อมูลข่าวสาร มิอาจต้านทานพลังแห่งปัญญาที่มีธรรมะศาสตราเป็นอาวุธ
*ข้อพึงสังเกต : กิเลสทั้ง ๓ (โลภะ โทสะ และโมหะ) มีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ
๑. ความโลภ (โลภะ) : ท่านว่า มีโทษน้อยแต่คลายช้า เป็นไปในลักษณะที่ว่าเมื่อความโลภก่อเกิดขึ้นมาในจิตใจโทษของมันจะมีไม่มากนัก ส่วนมากจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องทรัพย์สินและของมีค่าแต่ทว่าเมื่อความโลภเข้าครอบงำแล้วก็จะตั้งมั่นแน่วแน่อยู่นานในจิตใจกว่าที่ไฟ (โลภะ)จะดับไปได้ เช่น เมื่อมีความโลภอยากได้เงินทองหรือทรัพย์สินมาก ๆ หากแม้ได้มาสมใจปรารถนาแล้วก็พอใจในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ความต้องการก็จะทะยานต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...ดังคำที่ท่านว่า “ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อหรือมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำฉันใด คนโลภนั้นไซร้ก็ไม่เคยอิ่มด้วยอามิสฉันนั้น”
๒. ความโกรธ (โทสะ) : ท่านว่า มีโทษมากแต่คลายเร็ว เป็นไปในลักษณะที่ว่าเมื่อโทสะก่อเกิดขึ้นมาในจิตใจโทษของมันจะมีมากมายทั้งเกี่ยวเนื่องจากเรื่องทรัพย์สินและของมีค่ารวมถึงชีวิต แต่ทว่าเมื่อโทสะเข้ามาครอบงำแล้วก็จะตั้งมั่นอยู่ได้ไม่นานนักก็จะดับไปจากจิตใจ เช่น เมื่อมีความโกรธหรืออาฆาตก็อาจจะทำให้ควบคุมสติและอารมณ์ของตนเองไม่ได้ทำให้เกิดการทำลายทรัพย์สินของมีค่าและร้ายแรงสุดอาจถึงกับชีวิตแต่พอได้ระบายออกแล้วอารมณ์ร้ายก็จะคลายลง ดังข่าวสารที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้นเอง
๓. ความหลง (โมหะ) : ท่านว่า มีโทษมากและคลายช้า เป็นไปในลักษณะที่ว่าเมื่อโมหะก่อเกิดขึ้นมาในจิตใจ โทษของมันจะมีมากมายทั้งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องทรัพย์สินและของมีค่ารวมถึงชีวิตและที่สำคัญโมหะนั้นเมื่อเข้ามาครอบงำนำทางแล้วก็จะตั้งมั่นอยู่นานกว่าที่จะดับไปจากจิตใจ เกี่ยวเนื่องจาก โมหะ (ความหลง) ถือเป็นเชื้อโดยตรงที่ส่งเสริมและเกื้อหนุนโลภะและโทสะนั่นเอง เช่น เมื่อมีความหลง (โมหะ) ที่เชื่อว่า บาป – บุญ คุณ – โทษ ไม่มีจริงก็จะยิ่งทำให้เกิดการกระทำที่ล่วงล้ำละเมิดศีลธรรมนำไปสู่ความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตที่เกิดจากการปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน เป็นต้น
โดยสรุป : โลภะ คือความชอบใจ ติดใจ อยากได้นี่ อยากได้นั่นเป็นรากฐานแห่งโทสะเป็นบ่อเกิดของโทสะ เช่น เกิดชอบใจอยากได้สิ่งใดก็ตามเมื่อไม่ได้ดังใจชอบก็เสียใจ น้อยใจ คือเกิดโทสะขึ้น หรือติดใจชอบใจในสิ่งใดอยู่สิ่งนั้นกลับมีอันเป็นให้พลัดพรากจาก สูญไป ก็เสียดาย เสียใจ กลุ้มใจ เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นถ้าไม่มีโลภะซึ่งเป็นต้นเหตุแล้วโทสะอันเป็นปลายเหตุก็ย่อมไม่มีเป็นธรรมดา ส่วนโมหะนั้นย่อมต้องเกิดพร้อมกับโลภะหรือโทสะโดยมีโลภะหรือโทสะเป็นตัวนำโมหะเป็นตัวสนับสนุน เมื่อไม่มีโลภะตัวนำแล้วโมหะตัวสนับสนุนก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งที่จะสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันนั่นเอง