อมนุษย์ครึ่งเทวดา


ผมเองเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นพวกคนทรงอะไรทำนองนั้น เขาเล่าว่า เราตัดไม้ทำลายป่ากันมากมาย เทวดาเหล่านี้ไม่มีที่อยู่อาศัย และเกิดโกรธแค้น ซึ่งสิ่งที่เทวดาเหล่านี้จะตอบแทนให้ก็จะเป็นน้ำท่วมและโรคระบาด ผมเชื่อรึเปล่า..ก็ยังเฉยๆ แต่คำพูดนั้นกระชากใจผมจริงๆ ในแทบทุกวัฒนธรรมมีเทวดาผู้รักษาสิ่งมีค่าของมวลมนุษยชาติและของโลกใบนี้ คือ "ต้นไม้" ไม่ให้มนุษทำลาย นั่นคือสิ่งที่ปู่ย่าของบอกเล่าต่อๆกันมานานตราบนานเท่านาน และถ้าหากเราไม่เชื่อ เราไม่ฟัง ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง หรือกุสโรบายก็ตามที เราจะยังสามารถรักษาโลกใบนี้เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานได้เหมือนที่ปู่ย่าตายายของเราส่งต่อให้กับเราได้อีกไหม??? กะแค่ผมตัดต้นไม้ไม่กี่ต้นในบ้านของผมเอง ยังเจอเรื่องอะไรมากมายแบบนี้ เห้อ... ไปนั่น

ใครหลงมาอ่านบันทึกตอนนี้ของผม คงต้องใช้วิจารญาณพอสมควรนะครับ เป็นเรื่องเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นการศึกษาบางเรื่องที่ผมหรือใครหลายคนไม่เคยสัมผัสหรือให้ความสนใจมาก่อน

 

ตั้งแต่ผมเริ่มต้นปลูกบ้านหลังใหม่ ซึ่งคุณป้าผมมีที่ดินสองแปลงให้เลือก แปลงหนึ่งอยู่แถวอนามัยบึงพระ อีกแปลงอยู่แถวๆโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม แปลงที่บึงพระนั้นให้เช่าปลูกผัก แปลงนั้นโล่งเพราะใช้เพาะปลูก และก็อยู่ในเขตชุมชนมีทั้งตลาดและผู้คนมากมาย อีกแปลงอยู่ในป่าเลยก็ว่าได้ แต่อยู่ริมคลองน้ำ ที่ดินก็มีแต่ป่ามะม่วงและเถาวัลย์รกชักแค่เดินเข้าไปให้ถึงแปลงที่ดินก็ยากลำบากแล้ว แต่เพราะผมชอบน้ำและอยากมีบ้านริมคลอง สุดท้ายจึงเลือกที่ดินแปลงที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

 

ตอนที่เลือกนั้น นอกจากความฝันส่วนตัวแล้ว ผมก็ยังให้เพื่อนที่เขาว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับพวกเหนือธรรมชาติดูๆให้ด้วย ซึ่งบอกตามตรงผมก็ไม่เคยสนใจหรือใส่ใจกับอะไรพวกนี้มาก่อน และมองว่ามันงมงายไร้สาระ แต่เพราะผมก็ไม่ได้ร่ำรวยมาจากไหน เป็นคนธรรมดาซึ่งคงปลูกบ้านได้หลังเดียวในชีวิตหนึ่ง มันก็ต้องมองให้รอบด้าน เพื่อนผมบอกว่า ที่ตรงนี้แรงมากมีหลายภพภูมิซ้อนทับกันอยู่ และมีสิ่งศักสิทธิ์อารักษ์ดินแดนอยู่ด้วย หากอยู่แล้วทำแต่สิ่งดีงามชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง ผมเองก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมดยกเว้นประโยคสุดท้าย เพราะตนเองนั้นยึดมั่นในกฏแห่งการกระทำ ว่าชีวิตนั้นลิขิตได้ด้วยการกระทำของตนเองเท่านั้น แต่เรื่องที่ได้ฟังก็สรุปได้ว่าที่ดินแปลงที่เลือกไม่น่าจะเลวร้ายอะไร มันก็ช่วยให้สบายใจมากขึ้น

 

แต่พอบ้านเสร็จมันเกิดเรื่องแปลกๆขึ้นหลายครั้งหลายหน ซึ่งถึงแม้มันเป็นเรื่องที่ดี ดีและน่าอัศจรรย์ใจ แต่มันก็ทำให้หลอนๆในใจผม ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะมันไม่เคลีย... ผมไม่ชอบอะไรที่ไม่เข้าใจหรือยังไม่ทราบคำตอบ และเมื่อยังหาคำตอบไม่ได้ผมก็ไม่อยากให้เรื่องแบบที่พบเจอเกิดขึ้นอีก ถึงแม้จะเป็นเรื่องดีๆก็ตามที...

 

เพราะมันแปลก เลยต้องปรึกษาคนที่เชื่อเรื่องแปลกๆถึงแม้ตัวเองจะเป็นพวกประจักษ์นิยมก็ตามที่ คนแรกได้คำตอบว่า เขาเห็นหญิงสาวสวยงามห่มสไบเฉียงสีเขียวอยู่ในบ้าน และตอนนี้เราทำลายที่อยู่เขาไปแล้ว เขาเลยมาบอกให้รับรู้ว่าเขามีอยู่ และให้ผมทำศาลให้ ผมก็บอกเขาตรงๆว่าผมไม่อยากให้บ้านมีศาลเพียงตาอยู่ในบ้านหรือไกล้ๆบ้าน มันหลอนบอกไม่ถูก เขาเลยให้จัดบายศรีทำพิธีขอคมา ก็ทำตามนั้นเพื่อความสบายใจ แต่บ้านก็ยังไม่ปกติอยู่ดี

 

คนที่สองที่ให้คำปรึกษาในเรื่องที่ไม่รู้ว่าอะไร เขาก็บอกคล้ายๆคนแรก พูดคล้ายๆกันเหมือนนัดกันมาเลย ให้แปลกใจเข้าไปอีก เค้าให้เชิญพระปฏิมาเข้ามาในบ้านก่อน ก็ทำตามนั้น แต่เรื่องแปลกๆก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งจริงแล้วมันอาจไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ แต่ว่าท้ายสุดสิ่งที่ยังทำให้รู้สึกหลอนๆมันก็ยังเกิดขึ้นก็เลยมีคนทำงานด้านแปลกๆแบบนี้เข้ามาที่บ้านเป็นคนที่สาม คราวนี้ผมก็ยืนกรานไม่เอาศาลเหมือนเคย

 

 

คนที่สามนี้ก็พูดไม่ต่างจากคนอื่นๆมากนัก เกี่ยวกับสุภาพสตรีสวมสไบเฉียงสีเขียว แต่รายนี้บอกว่าเธอชื่อ "สิริโสภา" แถมบอกว่าบ้านอยู่ในเขตอารักษ์ของพญานาคห้าเศียรชื่อ "โภชง" เห้ย... ไปกันใหญ่ล่ะ แต่ก็ฟังไว้เพื่อความสบายใจหลายๆเรื่อง โดยเค้าเล่าว่า การที่คนคนหนึ่งจะเลือกอยู่ที่ใดนั้น มักจะมีความสัมพันธ์พิเศษแต่เก่าก่อนกับอะไรบางอย่างแถวๆนั้น เขาว่านะ ว่าสตรีชื่อสิริโสภานั้น เป็นนางไม้ที่สิงสถิตอยู่บนตอไม้ใหญ่ใต้ที่ดินที่ผมปลูกบ้านอยู่ และเคยเป็นคู่ชีวิตของผมเมื่อกาลก่อน กับนาคราชนั้นเคยเป็นพ่อลูกกันมาก่อน เป็นนิยายไปเลยนะ

 

คราวนี้เค้าให้หาหุ่นนางไม้นุ่งสไบเขียวนั่งบนตอไม้มาให้เค้าอัญเชิญแม่นางสิริโสภาไปสิงสถิตย์ ผมก็จัดให้ตามนั้น เรื่องแปลกๆก็หายไป แต่ก็ยังไม่นานพอจะแน่ใจได้ว่าจะไม่เกิดเรื่องแปลกๆขึ้นอีก ซึ่งมันจะมาจากสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ถือก็ทำเพื่อความสบายใจ เพราะบ่อยครั้งที่เราก็ห้ามความกลัวจากสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นและรับรู้ได้

 

 

แปลกนะครับ ที่ชีวิตผมก็เจออะไรแปลกๆมามาก แต่ก็ยังไม่เคยจะเชื่ออะไรเหนือธรรมชาติแบบนี้ อาจเพราะว่าไม่ได้เห็นให้ประจักษ์ตาเสียที แต่หลายๆคนก็ว่ามันมีอยู่จริง ซึ่งในพระไตรปิฏกก็มีการกล่าวถึง ส่วนหนึ่งนั้นท่านพุทธทาสภิกขุท่านได้ศึกษาพระไตรปิฏกจากส่วนที่ยืนยันว่าได้บันทึกจากพระโอษฐ์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้อัฒถาธิบายไว้ว่า ศัพท์ธรรมกับศัพท์มนุษย์นั้นแตกต่างกัน และคำนิยามสำหรับอมนุษย์ในพระไตรปิฏกนั้นเป็นสภาวะธรรมของคนเราเมื่อเกิดและตายในภพชาติแห่งการเกิดของอารมณ์ ซึ่งแปรผันตามความรู้สึกที่เกิดเมื่อสิ่งกระตุ้นมากระทบอายตนะต่างๆ เช่น เมื่อมีคนมาด่าทอเรา เสียงด่าทอนั้นผ่านมากระทบหูให้เราได้ยิน เราก็เกิดความโกรธเป็นฝืนเป็นไฟขึ้น การเกิดขึ้นของอารมณ์โกรธนี้คือการเกิดในภพชาติของ "อสูรกาย" พอเราหายโกรธ ภาพชาตินั้นก็ดับสูญ หากระหว่างนั้นถ้าเราไม่ได้คิดไม่ได้รู้สึกใดๆ ก็คือการเป็น "สัมภเวสี" เป็นวิญญาณเร่ร่อนรอการเกิดใหม่ ซึ่งต่อมาเราได้ทานอาหารอร่อยถูกปาก เกิดความปิติสุขขึ้น ก็ถือว่าเราเกิดในชาติภาพของ "เทวดา" คำอธิบายของท่านพุทธทาสนี้สามารถอธิบายง่ายๆว่า ทำไมพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า การเกิดเป็นเทวดานั้นไม่อาจบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ก็เพราะเหตุนี้เอง แต่ขณะเดียวกันกับมีเรื่องเล่าในพระไตรปิฏกมากมายที่กล่าวถึงการเสด็จไปโปรดเหล่าเทวดา โดยเฉพาะพุทธมารดาบนสวรรค์ และเทวดาเหล่านั้นก็บรรลุธรรมได้ นั่นเป็นข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจศัพท์ธรรมและศัพท์ทั่วไปที่เราใช้นั้นแตกต่างกัน

 

ทีนี้มาลองศึกษาเรื่องความเชื่อในส่วนของ วัฎสงสาร คือภพภูมิที่มนุษย์ทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิดตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนากันนะครับ ท่านว่า โลกนั้นมีมิติต่างๆซ้อนทับกันอยู่ แบ่งได้เป็น 31 ภพภูมิ คือ สัตว์นรก อสูรกาย เปรต เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา (มี 6 ชั้น) รูปพรหม (มี 16 ชั้น) อรูปพรหม (มี 4 ชั้น)

 

ภพภูมิในระดับต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ขอผ่านไปในรายละเอียด แต่อธิบายสั้นๆง่ายๆคือ หากชั่วช้าต่ำทรามด้วยกายวาจาใจ ก็จะอยู่ในภพของสัตว์นรก แต่หากปล่อยให้กิเลสความโกรธแค้นเป็นอารมณ์ก็จะเกิดเป็นอสูรกาย หากชีวิตมีแต่ความอยากได้ใคร่มีอยู่ตลอดเวลา ก็จะเกิดเป็นเปรต หากไม่ได้เลวร้ายอะไรแต่ก็ทำอะไรโง่เหง้าเต่าตุ่นเสมอๆก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

 

ส่วนที่สูงกว่ามนุษย์นั้น หากรู้จักการประกอบคุณงามความดี รู้จักการให้ ความเสียสละ และมีคุณธรรมจริยะธรรม ก็เกิดเป็นเทวดาใน 6 ชั้นฟ้า แต่หากรู้จักการระวาง มีความเมตตากรุณา และสามารถวางเฉยต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบชีวิตได้ ก็จะเกิดเป็นพรหม สุดท้ายหากละทิ้งกิเลสได้สิ้นปัญญาบังเกิดมีแล้ว ก็จะหลุดพ้นออกจาก "วัฎสงสาร" 31 ภพภูมินี้ เรียกว่า "มรรคผลนิพพาน"

 

ทีนี้มาดูเรื่องราวความเชื่อของนางไม้และนาคราช ที่เค้าว่า เขาบอกว่า มาวนเวียนกับชีวิตของผมกันบ้างนะ...

 

นางไม้และนาคนั้น จัดอยู่ในกลุ่มเทวดา 6 ชั้นฟ้า ซึ่งประกอบด้วย

ชั้นที่ 1 สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา

ชั้นที่ 2 สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ชั้นที่ 3 สวรรค์ชั้นยามา

ชั้นทีี่ 4 สวรรค์ชั้นดุสิต

ชั้นที่ 5 สวรรค์ชั้นนิมมานรดี

ชั้นที่ 6 สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

(สวรรค์ชั้น 7 ไม่มีนะครับ มันเป็นศัพท์นิยามความสุขของคนที่ลุ่มหลงในกามา)

 

 

โดยนางไม้และนาคนั้นอยู่ในมิติของ สวรรค์ชั้นแรก "จาตุมหาราชิกา" โดยเชื่อกันว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ทำบุญไม่ค่อยเป็นไม่รู้หลักการทำบุญ และไม่ค่อยได้สั่งสมบุญ นานๆทำครั้งหนึ่ง เมื่อทำก็ทำน้อย หรือทำบุญเอาคุณ บุญที่ได้ก็ไม่บริสุทธิ์ ไม่สมบูรณ์ บาปในตัวก็มีอยู่ แต่ว่าบุญมากกว่า เมื่อละโลกใจนึกถึงบุญก่อนก็ไปสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่ ณ เชิงเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นรอยต่อของโลกมนุษย์กับสวรรค์ เชื่อกันว่า เป็นสวรรค์ชั้นที่มีประชากรมากที่สุด เพราะผู้คนยุคนี้ทำบุญกันไม่เป็น ใครที่ทำบุญแบบวัวๆควายๆ ทำบุญเสร็จก็ขอให้มั่งมีขอขอขอด้วยกิเลสความอยากได้ใคร่มีไม่จบสิ้น การทำบุญเพื่อสะสมความอยากมิใช่เพื่อการละวางนั้น ถือว่าทำบุญไม่เป็น สวรรค์ชั้นต่ำที่สุดยินดีต้อนรับบุคคลเหล่านี้แบบไม่อั้นครับ

 

สวรรค์ชั้นนี้จะมีความหลากหลายและดูจะสนุกสนานคลื้นเครงมากที่สุด อาจเพราะอยู่ใกล้ชิดกับโลกมนุษย์มากกว่าสวรรค์ชั้นอื่นๆ และมีบางส่วนที่มีที่อยู่ซ้อนกับภพภูมิมนุษย์ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้ เป็นที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้าชาวสวรรค์หลากหลายรูปแบบ โดยจัดกลุ่มได้ตามสถานที่อยู่อาศัยได้ 3 ประเภท

 

1. ภุมมัฏฐเทวดา อยู่บนพื้นแผ่นดิน อาศัยอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น บ้าน วัด เจดีย์ ศาลา ซุ้มประตู ภูเขา แม่น้ำ มหาสมุทร เป็นต้น เทวดาบางองค์ก็มีวิมานของตนอยู่ ณ ที่นั้น ๆ โดยเฉพาะองค์ใดไม่มีก็ถือเอาสถานที่นั้นเป็นที่อาศัย เช่น บ้าน วัด ศาลา ภูเขา แม่น้ำนั้นเป็นที่อยู่ของตน

 

2. รุกขัฏฐเทวดา อยู่บนต้นไม้ มี 2 จำพวก พวกหนึ่งมีวิมานอยู่บนต้นไม้ อีกพวกหนึ่งอยู่บนต้นไม้แต่ไม่มีวิมาน

 

3. อากาสัฏฐเทวดา อยู่ในอากาศ เทวดาจำพวกนี้มีวิมานเป็นของตนเองลอยหมุนเวียนไปรอบ ๆ เขาสิเนรุ

 

แต่หากแบ่งตามลักษณะนิสัยชีวิตความเป็นอยู่ ความเชี่ยวชาญ อาจแบ่งตามนามเรียกขานได้ เช่น พระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน สัมภเวสี รุกขเทวดา นางไม้ ยักษ์ คนธรรพ์ วิทยาธร กุมภัณฑ์ รากษส นาค ครุฑ อมนุษย์เหล่านี้ล้วนเป็นเทวดาอยู่ในจาตุมหาราชิกาภูมิทั้งสิ้น

 

เทวดาของสวรรค์ชั้นนี้ ยังมีภารกิจหน้าที่เกี่ยวพันธ์กับโลกในภพภูมิอื่นๆ ซึ่งพิเศษกว่าประชากรในภพอื่น ที่จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกัน เช่น กุมภัณฑ์ มีหน้าที่ในการลงฑัณสัตว์นรกต่างๆในยมโลก คนธรรพ์ มีหน้าที่เล่นดนตรีขับกล่อมชาวสวรรค์ชั้นเดียวกันและชั้นที่สูงขึ้นไป พระภูมิเจ้าที่ คอยดูแลอาณาบริเวณในดูแลไม่ให้สิ่งเลวร้ายเข้าไป รุกขเทวดา นางไม้ พราย รากษส คอยดูแลป่าไม้และธรรมชาติต่างๆ ยักษ์ คอยรับใช้เทวดาในชั้นปกครอง

 

เทวดาชั้นนี้นั้น มีชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดา มี รัก โลภ โกรธ หลง บางกลุ่มยังมีความดุร้ายด้วยซ้ำเช่น กุมภัณฑ์ รากษส นาค ครุฑ มีการครองคู่เช่นเดียวกับมนุษย์ จึงให้ทั้งคุณและโทษต่อผู้ที่เข้าไปข้องแวะด้วย ความหลากหลายและนิสัยใจคอเช่นนี้ ทำให้มักเกิดปัญหากับสังคมเทวดาชั้นนี้มากเป็นพิเศษ จะเห็นว่าในเทพยตำนานของฮินดู มีการกล่าวถึงปัญหาที่เกิดจากเทวดาชั้นนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องรามเกียรติ์ที่มนุษย์รบกับรากษส (ทศกัณฐ์ไม่ใช่ยักษ์นะครับ แต่เป็นพญารากษส) นนทุกยักษ์รับใช้กับพระนาราย หรือในนิยายไทยๆอย่าง "นางกากี" ที่ท้าวสามณวิวาทกับพญาครุฑ ทำให้สวรรค์ชั้นนี้ต้องมีระบบระบอบการปกครองที่เข้มงวดเป็นพิเศษ มีการแบ่งเป็นหมู่บ้าน เป็นเมือง เป็นเผ่า เรียกว่ามีการปกครองที่ซับซ้อนทั้งระดับรัฐ สาธารณะรัฐ จนถึงระดับเผ่าพันธุ์และเมืองกันเลยทีเดียว (อันนี้ผมวิเคราะห์จากข้อมูลที่ปรากฏให้ได้ค้นคว้านะครับ ผมว่าน่าเอามาประยุกต์ใช้กับความขัดแย้งของสามจังหวัดชายแดนใต้มากเลยทีเดียว) และยังแบ่งเป็นแคว้นใหญ่ๆปกครองโดยมหาเทวราชา

1. แคว้นด้านทิศตะวันออก ปกครองโดยท้าวธตรัฏฐะ หรือ ธตรฐ มีคันธัพพเทวดา(คนธรรพ์ และพวกวิทยาธร)เป็นบริวาน

2. แคว้นด้านทิศใต้ ปกครองโดยท้าววิรุฬหกะ หรือ วิรุฬหก กุมภัณโฑเทวดา หรือเทวดากุมภัณฑ์ และพวกรากษสเป็นบริวาน

3. แคว้นด้านทิศตะวันตก ปกครองโดยท้าววิรูปักขะ หรือ วิรูปักษ์ มีนาคเทวดาเป็นบริวาน

4. แคว้นด้านทิศเหนือ ปกครองโดยท้าวกุเวระ หรือ ท้าวเวสสุวัณ มียักขเทวดาเป็นบริวาน

 

ท้าวมหาราชทั้ง 4 องค์นี้ เป็นผู้รักษามนุษยโลกด้วย จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่”

 

และนางไม้ที่เขาบอกผมว่ามีอยู่ในบ้านของผม เป็นเทวดาในกลุ่ม "รุกขัฏฐเทวดา" คือมีที่อยู่อาศัยบนต้นไม้ มี 2 จำพวก พวกหนึ่งมีวิมานอยู่บนต้นไม้ ตามเรือยยอดไม้หรือคาคบไม้ จะอยู่เฉพาะไม้ใหญ่ๆบางชนิดเท่านั้น เช่น โพธิ์ ไทร(รุกขเทวดาบนต้นไทร คนไทยเรียกว่า "พระไทร") ไกร กร่าง ซึ่งถือเป็นไม้ศักสิทธิ์และต้องห้ามในการปลูกในบ้าน (ยกเว้นไทรเฮือดเพราะรสชาดยอดอ่อนอร่อยมากคนเหนือชอบทาน) คนไทยเรียกว่า "รุกขเทวดา" ซึ่งหากต้นไม้อันเป็นที่อยู่อาศัยนั้นถูกตัดโค่นไป เทวดาเหล่านี้ก็จะไปหาที่อยู่ใหม่

 

อีกพวกหนึ่งอยู่บนต้นไม้ หรือในต้นไม้ แต่ไม่มีวิมาน แบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่ยึดติดกับต้นไม้เช่นเดียวกับรุกขเทวดา และกลุ่มที่ยึดติดกับต้นไม้ ซึ่งหากต้นไม้ถูกตัดโค่นไป ก็จะยังสิงสถิตย์อยู่กับตอไม้และเนื้อไม้นั้น ไม่ว่าจะเอาไปปลูกบ้านหรือทำอะไรก็ตาม

 

นางไม้ที่เราเรียกกันนั้น เป็นเทวดาในกลุ่มสุดท้ายนี้นี่เอง แต่จากที่อ่านมาจะเห็นว่าไม่ได้มีการกล่าวถึงนางไม้เลย เพราะจริงๆแล้วนางไม้จัดอยู่ในกลุ่มของคันธัพพเทวดา ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ "คนธรรพ์" คนธรรพ์เป็นเทวดาที่มีรูปลักษ์เหมือนคน (พวกนาค ครุฑ รากษส ยักษ์ กุมภัณ พวกนี้ไม่เหมือนคน) มีกายงดงามเป็นหนุ่มเป็นสาวจนตาย มีอายุยืนยาวนาน มีชีวิตที่สนุกสนานชอบร้องรำทำเพลง สิงสถิตย์อยู่ในต้นไม้มีแก่น ที่มีเนื้อไม้หอม เปลือกหอม ใบหอม ผลหอม ดอกหอม หรืออะไรสักอย่างที่หอม

 

ดอกมณฑาสวรรค์

 

คันธัพพกายสังยุตต์ สารคันธาทิทานูปการสูตร ในพระไตรปิฏกกล่าวถึง คนธรรพ์ ว่า "พระนครสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่แก่น ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กะพี้ ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่เปลือก ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กะเทาะ ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ใบ ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ดอก ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ผล ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่รส ... สิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กลิ่น พระเจ้าข้า?

 

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เขาได้สดับมาว่า ... พวกเทวดาซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กลิ่น มีอายุยืน มีวรรณะงาม มีความสุขมาก. เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดา ซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กลิ่น. เขาจึงให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและอุปกรณ์แห่งประทีป เมื่อตายไป เขา ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กลิ่น ดูกรภิกษุ ข้อนี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กลิ่น."

 

สรุปง่ายๆคือ คนที่ทำดีด้วยกาย วาจา ใจ ที่บริสุทธิ แต่ว่ายึดติดในกามคุณรูป รส กลิ่น เสียง ก็จะเกิดเป็นเทวดาในกลุ่มคนธรรพ์นี้หล่ะครับ

 

นอกจากนี้คนธรรพ์ยังเป็นครูแห่งการดนตรีและศิลปะการแสดงแขนงต่างๆอีกด้วย แต่แปลกนะครับ เวลาเราไหว้ครูโขนครูละคร เราจะไหว้พ่อแก่ซึ่งแทนด้วยหัวโขนรูปฤษี ซึ่งเป็นเทวดาครูอีกจำพวกที่เรียกว่า "วิทยาธร" ซึ่งจริงๆเป็นครูแห่งวิทยาการ 18 สาขา จะเป็นวิทยาการพวกการแพทย์ วิทยาศาสตร์ อะไรพวกนั้น

 

คนธรรพ์ ยังแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ เป็นคนธรรพ์ชั้นสูง มีวิมานอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เช่น ปัญจสิขเทพบุตร มีเทพธิดาประจำอยู่ในวิมาน คนธรรพ์ชั้นกลาง เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ มีวิมานอยู่ในต้นไม้ และเป็นบริวารของ คนธรรพ์ชั้นสูง คนธรรพ์ชั้นล่าง อยู่บนพื้นมนุษย์ สิงอยู่ในต้นไม้จำพวกไม้หอม เช่น ตะเคียน ตานี กฤษณา เป็นต้น

 

นางไม้จึงจัดเป็นคนธรรพ์ชั้นล่างที่สุดที่ไม่มีวิมานแต่สิงในต้นไม้และเนื้อไม้นั้นๆ ซึ่งจำเพาะเฉพาะไม้ที่มีกลิ่นหอมและมีแก่นไม้เท่านั้น ยกเว้น "นางตานี" ตามความเชื่อของคนไทย ซึ่งถึงแม้ผลกล้วยตานีจะมีกลิ่นหอมมาก แต่ว่าต้นกล้วยไม่มีแก่นไม้ จึงว่ากันว่านางตานีนั้นไม่ใช่เทวดาในกลุ่มของคนธรรพ์ แต่น่าจะเป็นภูตผีมากกว่า และต้นกล้วยตานีตามความเชื่อนั้นก็ใช่จะมีผีนางตานีสิงสถิตย์อยู่ตลอดเวลานะครับ เขาว่ากันว่าจะมีอยู่เฉพาะต้นที่กำลังออกเครือ และต้องเป็นเครือที่พิการแทงออกมาจากกลางลำต้นเท่านั้น เชื่อว่าคงจะเคยเห็นกันในภาพข่าวเรื่องแปลกๆนะครับ เวลามีกล้วยแทงเครือกลางลำต้นถึงได้มีคนไปขอหวยกันนักหนา

 

ในความเชื่อของคนไทย นางไม้ประจำต้นตะเคียน หรือนางตะเคียน เป็นนางไม้มี่มีฤทธิ์มากและให้คุณให้โทษได้มากที่สุด ซึ่งไม้ตะเคียนเป็นไม้ขนาดสูงใหญ่มาก มีดอกหอม เนื้อไม้แข็งแรงมากถึงมากที่สุด เราจึงมักพบไม้ตะเคียนที่ล้มมานานนับร้อยปีโดยยังไม่ผุพัง ไม้ตะเคียนนั้นนิยมนำมาขุดทำเรือ ซึ่งการนำตะเคียนมาใช้นั้นโบราณให้ต้องทำพิธีตั้งแต่การขอคมาก่อนโค่น อัญเชิญนางตะเคียนมาสิงในศาลที่สร้างไว้ และต้องนำไม้ตะเคียนมาทำในวัดเท่านั้น และและหากนำไม้มาทำเรือเมื่อขุดเรือเสร็จแล้ว ก็จะอัญเชิญนางตะเคียนกลับมาสิงในเรือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจของคนเรือ และจะมีการไหว้บูชานางตะเคียนเสมอๆ เราเรียกนางตะเคียนที่สิงสถิตย์ในเรือนี้ว่า "แม่ย่านาง" ต่อมาพอคนเลิกสัญจรทางเรือมาขับรถยนต์ เราก็เอารถไปเจิมแล้วเชิญแม่ย่านางมาประจำที่รถ เราจึงนำมาลัยดอกไม้มาห้อยไว้หน้ารถเพื่อบูชาแม่ย่านางหรือนางตะเคียนนั่นเอง

 

ผมเองยอมรับว่าไม่ได้ใส่ใจกับอะไรพวกนี้หรอก แต่ชอบอ่านชอบศึกษาเพราะมันอ่านแล้วสนุกดี ความเชื่อเรื่องนางไม้นี่เป็นสากลนะครับ มีแทบทุกวัฒนธรรมทุกทวีปเลยก็ว่าได้ ยิ่งพอต้องไปทำอะไรแปลกๆแบบนี้ ได้เห็นหุ่นนางไม้ที่ขายกันตามร้านสังฆภัณฑ์มากมาย ยิ่งเข้าใจว่าความเชื่อหรือเรื่องแปลกๆแบบนี้มันสะพัดไปทั่วจริงๆ

 

 

ผมเองเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นพวกคนทรงอะไรทำนองนั้น เขาเล่าว่า เราตัดไม้ทำลายป่ากันมากมาย เทวดาเหล่านี้ไม่มีที่อยู่อาศัย และเกิดโกรธแค้น ซึ่งสิ่งที่เทวดาเหล่านี้จะตอบแทนให้ก็จะเป็นน้ำท่วมและโรคระบาด ผมเชื่อรึเปล่า..ก็ยังเฉยๆ แต่คำพูดนั้นกระชากใจผมจริงๆ ในแทบทุกวัฒนธรรมมีเทวดาผู้รักษาสิ่งมีค่าของมวลมนุษยชาติและของโลกใบนี้ คือ "ต้นไม้" ไม่ให้มนุษทำลาย นั่นคือสิ่งที่ปู่ย่าของบอกเล่าต่อๆกันมานานตราบนานเท่านาน และถ้าหากเราไม่เชื่อ เราไม่ฟัง ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง หรือกุสโรบายก็ตามที เราจะยังสามารถรักษาโลกใบนี้เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานได้เหมือนที่ปู่ย่าตายายของเราส่งต่อให้กับเราได้อีกไหม??? กะแค่ผมตัดต้นไม้ไม่กี่ต้นในบ้านของผมเอง ยังเจอเรื่องอะไรมากมายแบบนี้ เห้อ... ไปนั่น

 

 


ความเห็น (10)

สิ่งทั้งหลายที่กล่าวไว้

อาจจะมีหรือไม่มี...เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้

มีที่อยู่ และมีพื้นที่ในสังคมเราเสมอ

สบายดีนะครับ

โห.....ยังไม่เคยอ่านภพภูมิชั้นเทวดาละเอียดแบบนี้มาก ๆ เลยค่ะ

จะตั้งใจปลูกต้นไม้ทดแทนละกัน .... ทำบ้านไม้ไงคะ

สรุปว่า....ไม่มีอะไรกวนแล้วใช่ไหม

ต้องติดตามต่อไปเน้าะ

 

 

สบายดีครับคุณทิมดาบ ผมก็ไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากหรอกครับ แต่บ้านผมมันเปลี่ยวเลยชวนให้กลัวอะไรที่มองไม่เห็น และเพื่อความสบายใจของคนในบ้าน

หวัดดีครับคุณหมอ ก็ปลูกต้นไม้จนบ้านจะเป็นป่าในอีกไม่นานนี้หล่ะครับ แฮะๆ เรื่องแปลกยังไม่เกิดตอนนี้ ก็หวังอย่าให้เกิดอีกเลย

  • หวัดดีคุณนกขมิ้น
  • มีรูปเรือไม้ตะเคียนทั้งต้นอายุนับร้อยปีมากฝากจ้ะ
  • ความเชื่อ...ทำให้ทั่วลำเรือมีแต่แป้งฝุ่นขาวไปหมด
  • อิ อิ

หวัดดีคุณมะเดื่อ ผมก็ถ่ายเรือตะเคียนที่วัดมาเหมือนกัน แต่ไม่รู้เอาภาพไปเก็บไว้ไหนหาไม่เจอ หัวเรือมันวับเลยครับ คนมาสีหาเลขกัน

เชื่อร้อย %  ตอนบวชอยู่ หลวงตาพาไปดูต้นตะเคียนยักษ์ที่ลอยมา

ผู้คนไปขัดไปขอหวยเป็นจำนวนมาก

ผมในขณะเป็นพระภิกษุ  เห็นเป็นตัวเลขออกมาเหมือนคนเอาชอลก์มาเขียนไว้เลยครับ

ถ้าไม่เห็นด้วยตัวเองก็คงจะไม่เชื่อ

ดูชื่อเรื่องแล้วน่าสนใจมากกกก ลึกลับดี แนวผีๆ ตื่นเต้นอ่ะ.... เดี๋ยวพรุ่งนี้ ค่อยอ่าน ง้วง ง่วง

...สวัสดี..คุณ นกขมิ้น..สาวในสไบเขียว..ถูกตา..ยาย..อ้ะะ..แล้ว..คุณนกขมิ้น..ว่าไง..ตามมาได้เพียง..แค่..คุณ..ตุ๊กตา...(ยายธี)

เชื่อเถอะค่ะ...บางครั้งมีอะไรที่นอกเหนือจากการเห็นด้วยตาเปล่า... ต้องสัมผัสด้วยจิตที่เป็นสมาธิ...เท่านั้น...เคยประสบมาเหมือนกัน ภพภูมิต่าง ๆ มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก....เกจิอาจารย์หลายท่านก็สัมผัสได้ จนท่านเห็นเป็นเรื่องปกติ...มีแต่เรา ๆ ท่าน ๆ ...ที่ไม่เชื่อเพราะสมาธิของเรา ยังไม่กล้าแกร่งพอที่จะสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้...มีบางคนสัมผัสได้...เช่นคุณนกขมิ้น ถือว่าเป็นคนมีบุญบารมีมาแต่อดีตชาติ...โปรดเอื้อาทรต่อจิตวิญญาณที่คุณสัมผัสได้ เป็นการสร้างกุศลต่อยอดในภพนี้....อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

ท้าวสามนกับพญาครุฑเกี่ยวข้องอะไรกับนางกากีครับ..โดยเฉพาะท้าวพรหมทัต

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี