การเดินทางของคนธรรมดา
การเดินทางของคนธรรมดา
"มนุษย์" กับการเดินทาง..หรือ "ชีวิต" กับการเดินทาง..เป็นของคู่กัน ดังนั้น หากมนุษย์ยังคงมีชีวิตก็ยังคงจำเป็นที่ต้องเดินทางต่อไปเรื่อย..จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางจริงๆๆๆๆ...
จุดหมายปลายทางของใคร เขาว่ากันว่า แล้วแต่ใครจะเลือกเดิน ในเมื่อไม่สามารถเลือกเกิดมาได้แล้ว..อย่างไรเสีย เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ต้องดิ้น..กันไป.
จริงจริงแล้ว อะไรคือจุดหมายปลายทางชีวิตของมนุษย์จริง ..
สิ่งใดที่มนุษย์ควรต้องเเสวงหา
และคุ้มค่าเพียงใดกับการแสวงหาสิ่งนั้น..
..
คำถามต่างๆ เหล่านี้ อาจดูเหมือนล้วนว่า...เป็นคำถามทางศาสนาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม คำตอบต่อคำถามดังกล่าวนี มีการแสวงหา และมีการตอบคำถามกันมาอย่างยาวนานยิ่งก็ว่า..ได้ไม่ว่าจะเป็นปรัชญา หรือ ทางศาสนา..
ที่สุดของคำถามอยู่ที่ใด..
คำตอบของบุคคลอื่น นั้นอาจไม่สำคัญมากเพียงใด..แต่อาจขึ้นอยู่กับว่า "ตัวของเรา" "จิตใจของเรา" นั้น ได้คำตอบที่ตนเองต้องการหรือยัง..
หรือคำตอบนั้น เป็นคำตอบสำหรับชีวิตของตนเองแล้ว..
ในท่ามกลางสังคมปัจจุบันจะหาคำตอบเช่นนี้อย่างไร
ชีวิตในท่ามกลางสังคม อาจเรียกว่า หลากหลายทั้งชีวิต วิถีชีวิต วิทยาการ หรือศาสตร์ให่ม่เกิดขึ้นมากมาย..ความเเปรเปลี่ยน..ไม่แนนอนเปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งเเวดล้อมจึงดูเสมือนว่า มีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการคิด เปลี่ยนวิถีดำเนินชีวิต ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็น "ความเป็นธรรมดา"
ความเป็นธรรมดาจึงอาจกลายเป็น "ความชาชิน" ที่ไม่รู้ว่า ชีวิตนั้นคืออะไร การมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร..
การอยู่เพื่อตัวเองจึงกลายเป็นทางออกของทุกสิ่ง หากแต่เมื่อค้นลงไปจริงๆ แล้ว การอยู่เพื่อตนเองดังกล่าวนั้น เป็นไปจริงหรือไม่..
ส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่แน่ใจนัก...
การเปลี่ยนตนเองไปกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ นิยมชมชอบ หรือคนจำนวนคนมากนิยมกันจึงเป็นการปกป้องตนเอง ด่านแรกที่สำคัญ
ฉะนั้นแล้ว การเดินทางของคนธรรมดานั้นมีจุดหมายปลายทางที่ใด
และจริงจริงแล้ว
จุดหมายปลายทางดังกล่าวนั้น
เป็นจุดหมายปลายทางจริงจริงหรือไม่
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
" สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
ความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นความสุข"
(ที.มหา.เล่ม10/ข้อ272/หน้า204.มจร.)
สิ่งที่พระพุทธองค์ ทรงแสดงให้เห็นคือความจริงนั้นย่อมมีการแปรแปลี่ยน หากแต่การแปรเปลี่ยนไปของสิ่งทั้งหลายนั้น มิใช่ปราศจากเสียซึ่งประโยชน์ หากบุคคลได้พิจารณาสิ่งดังกล่าวที่เเปรเปลี่ยนไปต่างๆ ตามสิ่งที่เป็นไป
สิ่งที่เป็นไปมิใช่เพียงสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวบุคคลเท่านั้น
หากแต่ให้พิจารณา ใคร่ครวญ ในสิ่งที่แปรเปลี่ยน
เปลี่ยนแปลงของจิตภายในของตนเองว่า เป็นเช่นไร..
ตามติดในความรู้สึก ความคิดนึก อารมณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้น กำลังเป็นอยู่ และเปลี่ยนไป ..เช่นไร
ในพระปัจฉิมวาจา พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำเพื่อให้บุคคลได้เป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาทไว้ว่า
"สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด"
(ที.มหา.เล่ม10/ข้อ218/หน้า166.มจร.)
กัลยาณธรรม
นมัสการค่ะ
อ่านบทความนี้แล้วได้หยุดคิด..
จริงจริงแล้ว อะไรคือจุดหมายปลายทางชีวิตของเราจริง ..
สิ่งใดที่เราควรต้องเเสวงหา
และคุ้มค่าเพียงใดกับการแสวงหาสิ่งนั้น..
มีผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิญญาณ ในทีมดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย
กล่าวว่ามีเพียง 5% เท่านั้นที่ลงท้ายอย่างอิ่มเอม ขอบคุณ ที่ได้เกิดมา
ส่วนที่เหลือ ยังคงดิ้นรน ค้างคา
การหาคำตอบสำหรับตนเอง ดังที่พระคุณเจ้าเสนอมา
จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน จากไปอย่างสงบ..
แวะมาทักทาย หมายหัตถ์ นมัสการ
สาธุ ..... การหยุดเพื่อได้ยิน ....ได้เห็นอย่างแจ่มชัด... ในวิถีที่เป็นไป อาจเป็นการเข้าใจ ที่คุ้มค่าบ้างก็เป็นไปได้ .... คงมิใช่เพียงจะเทียมเท่า หรือเท่าเทียม อันเกิดแต่การเปรียบ ให้เทียมเท่า ตลอดไป...
เมตตา.