ครูคือครู การทำผิดเกิดขึ้นได้ทั้งเจตนาและไม่เจตนา

          วันหนึ่งในวงสนทนาในร้านน้ำชาระห่างครูต่างวัย  กลุ่มหนึ่งเกษียณอายุฝ่ายหนึ่งเพิ่งจะเป็นครูได้คนละ 2- 5 ปี 

           การสนทนานี้เกิดขึ้นในตอนเช้าวันอาทิตย์แรกของเดือนมีนา หลังจากมีการเสวนาปาฐกกันหลากหลายประเด็น    ก็มีครูหนุ่มคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วขออนุญาตที่จะขอความคิดเห็นในกรณีที่เขาประสบกับเหตุการณ์ที่มีความสงสัยในอารมณ์ว่ามันน่าจะเป็นไปในลักษณะใดถึงจะถูกต้องตามทำนองครองธรรม      

           พอผู้อาวุโสหัวโต๊ะพยักหน้าอนุญาต  ครูหนุ่มก็สาธยายความตามเรื่องราวที่ประสบมา

            ประตูฟุตบอลเล็ก ๆ ที่นักเรียนใช้ในการเล่นฟุตบอลในพื้นที่แคบ ๆ    ที่จำกัดของโรงเรียน  กว้าง ยาว สูง ด้านละ 1 เมตร หุ้มด้วยตาข่ายของนักเรียนชั้น ม.3 ซึ่งเก็บไว้บนเวที  ถูกทำให้หักเสียหาย   ผู้ที่จะใช้ประโยชน์ก็ออกสอบถามกับนักเรียนในโรงเรียน  พบนักเรียน 2 คน รับว่าเห็นคนที่ทำลายและก็เป็นครูผู้หญิงในโรงเรียน   เจ้าของประตูฟุตบอลก็พาพยานแห่กันไปพบครูคนที่ถูกอ้างถึง

             ครูคนที่พยานมาชี้ตัวด้วยความที่ไม่รู้เรื่องใด ๆ และอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็น เพราะครูไม่ได้ทำ ก็เกิดอารมณ์โมโหไปก่อนที่สติจะหยุดไว้ได้  ก็ใช้กำปั้นทุบบริเวณไหล่พยานคนหนึ่งไปหลายที  พยานก็ร้องไห้  ครูก็สาธยายคำไม่พอใจอันค่อนข้างจะไม่น่าฟังไปหลายประโยคเช่นกันแต่ก็มีครูอาวุโสได้ท้วงติงให้เลิกรากันไปก่อนเนื่องจากวันนี้ไม่สามารถจะตัดสินได้เนื่องจากผู้มีอำนาจในการตัดสินคดีความของโรงรียนเดินทางไปต่างประเทศ

              วันรุ่งขึ้นก็มีครูอาวุโสอีกท่านเห็นว่าถ้ารอไปนานอาจมีการเข้าใจผิดกันได้เนื่องจากทราบว่าผู้ปกครองไม่พอใจเมื่อทราบว่าลูกของตนมาเป็นพยานแต่ถูกครูทำร้ายร่างกาย  ก็เลยเรียกนักเรียนทั้งสองคนที่เป็นพยานมาสอบถามพร้อมกับเขียนบันการให้ปากคำโดยสอบถามทีละคนแต่ไม่พร้อมกัน

               จากการให้ปากคำของพยานทั้งสองคนขัดแย้งกัน

                คนที่ 1 บอกว่าครูคนดังกล่าวใช้ให้เด็กประถม จับประตูฟุตบอลลงเวทีคอนกรีตโยนลงมาด้านล่างแล้วครูก็เหยียบทำลาย

               พยานคนที่ 2  ให้การว่า ครูได้ใช้ให้เด็กประถมศึกษาคนหนึ่งหิ้วพาเดินลงบันไดเวทีลงมาวางบนพื้นแล้วครูเหยียบทำลาย

               ครูอาวุโสท่านนั้นได้สรุปบันทึกไว้ในตอนท้ายว่าครูผู้หญิงที่พยานบอกว่าเห็นทำลายนั้น ให้ปากคำไม่ตรงกัน  ก็ถือได้ว่าครูคนดังกล่าวไม่มีความผิด

               หลังจากนั้นก็ได้แจ้งให้ครูที่ถูกกล่าวหาว่าการทุบตีพยานด้วยสันมือและพูดจาอันไม่ควรพูดไปหลายคำในเรื่องนี้น่าจะถือว่าผิดเพราะไม่อดกลั้นอดทน  แสดงออกต่อศิษย์ที่ไม่เหมาะสมก็ควรจะขอโทษผู้ปกครองเพื่อจะให้สบายใจว่าครูยอมรับในการใช้อารมณ์ในการพูดที่ครูไม่ควรพูด  ครูก็รับคำจะไปขอโทษพ่อแม่ของพยาน

                ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันถัดคือผู้ปกครองได้มาที่โรงเรียนและจะให้ครูของโทษลูกของเขาต่อหน้านักเรียน  ม. 3 ทั้งหมด เพราะวันที่เกิดการทุบตีกันก็บริเวณที่นักเรียน ม.3 กำลังเรียนและได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

                ประเด็นที่จะให้วงเสวนาให้ความเห็นก็คือ  การให้ครูไปขอโทษผู้ปกครองที่บ้านกับ ครูขอโทษนักเรียนที่โรงเรียนต่อหน้านักเรียน ม.3 ประเด็นไหนจะเหมาะสมกว่า  ดีไม่ดีอย่างไร หรือใช้วิธีอื่น ๆ

             ท่านผู้อาวุโส  ไม่อาวุโสทั้งหลายโปรดให้ความเห็นตามวิสัยแห่งเหตุผลของแต่ละท่านได้ตามสมควรต่อไป