Archanwell
รศ.ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ประชาคมวิจัยเพื่อศึกษาการจัดการประชากรในอาเซียน : จะแก้ไขความไม่ลงตัวของงานของนักศึกษาปริญญาเอกที่เข้าร่วมอย่างไรดี ?


หลายปีมาแล้วที่เราสามคน อันประกอบด้วย (๑) อ.แหวว (๒) ผศ.ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ และ (๓) อ.ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน หรือ อ.โด่ง เห็นชอบและลงแรงใจแรงกาย โดยเฉพาะแรงสมอง ที่จะผลักดันการวิจัยเพื่อการจัดการประชากรในอาเซียน และมีมวลมิตรมากมายโดยเฉพาะนักศึกษาปริญญาเอก ๔ ท่านที่เข้ามาร่วมในประชาคมวิจัยของเรา กล่าวคือ (๑) อ.บอย ไพรัช ธีระชัยมหิทธิ์ (๒) อ.ปุ๋ม ลักคณา พบร่มเย็น (๓) อ.ด๋าว ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล และ (๔) อ.โก๋ อิทธิพล ปรีติประสงค์

เรามีการประชุมวิจัยและการลงพื้นที่ ตลอดจนกิจกรรมทางวิชาการอื่นมาหลายครั้ง มีความคืบหน้าในทางวิชาการอันเป็นรายงานการวิจัยหรือการพัฒนาปรากฏมาแล้วบ้าง

แต่ในวันนี้ อ.แหววคิดว่า มีปัญหาความไม่ลงตัวของการมีส่วนร่วมของนักศึกษาปริญญาเอกที่คณาจารย์ทั้ง ๓ คนสังเกตเห็น ๓ ประการ กล่าวคือ

ในประการแรก เราสังเกตเห็นว่า นักศึกษาปริญญาเอกไม่ค่อยมีการแลกเปลี่ยนในการประชุมวิจัย ตอนนี้ น่าจะเป็นประชมคมวิจัยของอาจารย์ เพราะมีคนเป็นอาจารย์มาแลกเปลี่ยนกัน มิใช่ประชาคมวิจัยของนักศึกษาเสียแล้ว ต้องระวังนะคะในวันประชุมกับท่านอื่นๆ นักศึกษาจะแลกเปลี่ยนได้ไหม ? หรือบรรยากาศจะเป็นอย่างที่เป็น ถ้าพวกเขาเห็นด้วย ไม่โต้แย้ง ก็เงียบกันไป แต่ถ้าพวกเขามีข้อโต้แย้งล่ะ นักศึกษาจะเปลี่ยนไปตามพวกเขาอีกด้วยไหมคะ ? ลองคิดล่วงหน้าไปดู อ.แหววตั้งคำถามกับตนเองมากว่า บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาไม่เกิดขึ้นเลย หรือเพียงเพราะเราไม่เห็นการแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษา ส่วนการแลกเปลี่ยนระหว่างคณาจารย์กับนักศึกษาก็เกิดขึ้นในลักษณะของการเสนองาน หรือการถามของอาจารย์ หรือการตอบของนักศึกษา แต่การสนทนาในประเด็นที่ฝ่ายหนึ่งตั้งฝ่ายหนึ่งตอบในลักษณะของ dialogue ไม่เกิดขึ้นหรือแทบจะไม่เกิดขึ้น ความงอกงามทางวิชาการย่อมเกิดจากการสนทนาในลักษณะนี้มิใช่หรือ

ในประการที่สอง เราสังเกตเห็นว่า การทำงานของนักศึกษามีลักษณะไม่ต่อเนื่องในประเด็นที่อาจารย์ตั้งขึ้นต่อนักศึกษาแต่ละคนในการประชุมเสนอรายงานการศึกษาที่เกิดขึ้น นักศึกษาอาจตั้งประเด็นจากตัวรายงานการศึกษา แต่เมื่อคณาจารย์โต้ตอบประเด็นของนักศึกษา การพัฒนาการสนทนาทางวิชาการที่น่าจะต่อยอดความคิดกันและกัน เป็นเหตุให้ความชัดเจนและการลงตัวระหว่างกันไม่มีความละเอียดมากขึ้นและลงลึก ยกตัวอย่าง ประเด็นเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยที่ อ.แหววตั้งขึ้นมา ในช่วงหลัง ยังไม่ได้รับการโต้ตอบว่า อ.โก๋จะมีข้อวิเคราะห์เกี่ยวกับพัฒนาการของทฤษฎีอำนาจอธิปไตยของรัฐในปรากฏการณ์ของ online social network อย่างไร ? สำหรับ อ.แหววคิดว่า คำตอบนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์ทุกประเด็นในโจทย์วิจัยที่ อ.โก๋เสนอเขียนวิทยานิพนธ์

ในประการที่สาม เราสังเกตว่า นักศึกษาไม่เกาะติดภารกิจที่ต้องทำ ก็คือ เมื่อต้องเตรียมตัวสำหรับ "การสอบคุณสมบัติอันเป็นการสอบความรู้ขั้นพื้นฐานในการทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อที่เสนอ" นักศึกษาก็จะกระโดดข้ามไปทำ “ขอบเขตและเค้าโครงการศึกษา” ในช่วงหนึ่ง และต่อมา ในช่วงนี้ เราก็สังเกตพบว่า นักศึกษามีภารกิจที่ต้องเชื่อมโยงระหว่าง "แนวคิด/ก้อนความคิดที่สำคัญในวิทยานิพนธ์" และ "หัวข้อของวิทยานิพนธ์"

ยกตัวอย่าง ในการประชุมประชาคมวิจัยเพื่อฟัง “การซ้อมเสนอรายงานการสอบคุณสมบัติ” ของ อ.โก๋ อิทธิพลนั้น เราก็พบว่า อ.โก๋มิได้เชื่อมโยง “แนวคิดสำคัญอันเป็น conceptual framework ของการทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อที่เสนอ” กับ “หัวข้อที่เสนอทำวิทยานิพนธ์” ดังนั้น เมื่ออ่านและฟังรายงานการทำงานเพื่อสอบคุณสมบัติของ อ.โก๋ แล้ว ก็ทำให้ อ.แหววมองไม่เห็นความต่างระหว่าง online social network กับ websites จนทำให้คิดไปว่า อ.โก๋กำลังพูดถึงกิจกรรมะที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตทั้งหมด มาถึงการทำงาน ณ จุดนี้ อยากแนะนำให้ อ.โก๋ ลองมีบทนิยามทางกฎหมายของ online social network อันจะนำไปสู่นัยยะทางกฎหมายของสิ่งนี้ ซึ่งนัยยะทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ย่อมจะต้องมีความเหมือนและต่างจากแนวคิดในการจัดการกิจกรรมอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต ตอนนี้ อ.แหววก็พยายามทำการบ้านทางความคิดตรงนี้ และก็มีบทวิเคราะห์อย่างที่วิเคราะห์ให้ อ.โก๋ฟังเมื่อวานไงคะ หัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ อ.โก๋ นั้น มิใช่เรื่องทั้งหมดของ e-society แต่เป็นเพียง “แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดการ online social network” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคนี้ของประชาคมโลก

ประเด็นสุดท้ายที่น่าจะยาก ก็คือ การเสนอรายงานการศึกษาทางวาจาในเวลาตามสมควร ที่นิยม ก็คือ ไม่เกิน ๓๐ นาที เพื่อให้กรรมการสอบที่ไม่เคยคลุกคลีกับการทำงานของเรามองเห็น “ตัวเรา” และ “งานของเรา” ตัวช่วยที่ดีที่สุด ก็คือ รายงานการศึกษาที่เป็นตัวอักษร ในการประชุมประชาคมวิจัยแต่ละครั้ง ก็จะเป็นโอกาสในการพัฒนาความสมบูรณ์และงดงามของรายงานการศึกษาทั้งสองรูปแบบ เราอาจเปรียบเทียบการสอบเหมือนการแสดงบนเวทีของ Super Star ต้องมีแนวคิดที่ชัดเจน เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน และกระชับ เพื่อประกันความสำเร็จของงาน จึงต้องซ้อมค่ะ อยากให้นักศึกษาทุกท่านไตร่ตรองว่า ซ้อมเพื่ออะไร ? ควรซ้อมอย่างไร ?

การจัดการปัญหาความไม่ลงตัวครั้งนี้คงต้องมาช่วยกันก้าวข้ามให้ได้ค่ะ เรามาลองดูการประชุมประชาคมวิจัยครั้งต่อไปในวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ เพื่อฟังการซ้อมการเสนอรายงานการศึกษาเพื่อสอบคุณสมบัติของ อ.ปุ๋ม ลักคณา และ อ.ด๋าว ดรุณี เอาใจช่วยทุกท่านค่ะ

ส่วน อ.บอยนั้น ก็อยากให้รีบสรุปจังหวะก้าวของตนเองค่ะ

หรือ อ.แม๊ก วิศรุต หรือเชอรี่ที่จะเริ่มต้นเสนอผลงานการศึกษาต่อไปนั้น ก็อยากให้เรียนรู้ปัญหาของรุ่นก่อนๆ เพื่อจัดการแผนการศึกษาให้ได้อย่างดีที่สุด

หมายเลขบันทึก: 481250เขียนเมื่อ 7 มีนาคม 2012 14:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 20:26 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี