ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาดิฉันติดตามข่าวคราวการเกิดน้ำท่วมที่จังหวัดบ้านเกิด (ลำปาง) อย่างใกล้ชิด รวมทั้งบ้านที่เคยอยู่เป็นบ้านที่สองกว่า 10 ปี (เชียงใหม่) ทั้งสองแห่งอยู่ในสภาวะเดียวกันคือน้ำท่วมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติและโดนซ้ำเติมด้วยการระบายน้ำของเขื่อน ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันฝนแล้งเหมือนกัน ที่เชียงใหม่ เขื่อนขนาดเล็กพังทลาย ทำความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย ที่ลำปาง เขื่อนกิ่วลม ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ไม่สามารถรับน้ำที่เกินพิกัดรับน้ำได้ ก็ปล่อยน้ำออกมาจากเขื่อนประมาณคลื่นขนาดใหญ่ 650-900 ลบ.ม. ต่อวินาที (ไม่อยากคิดเลยว่าจะขนาดไหน) ในสายตาของคนใกล้ชิดของทั้ง 2 จังหวัด ดิฉันพบว่า การจัดการเรื่องการดูแลให้ความช่วยเหลือของเชียงใหม่รวดเร็วกว่าลำปางมาก (จากข่าวและจากคนในพื้นที่) เนื่องมาจาก เชียงใหม่ประสบปัญหานี้ติดต่อกันหลายครั้ง ประสบการณ์ช่วยทำให้เกิดการระวังระไวมากขึ้น แต่ก็ไม่วายเสียหาย เนื่องจากความวางใจในข่าวสารที่บอกว่า น้ำจะไม่มากเกินกว่าเดิม (แหล่งข่าวของราชการ ที่ออกมายอมรับว่าคาดการณ์ผิดพลาด) และที่สำคัญ คนที่ลำปางบอกว่า ในรอบ 30 ปี ครั้งนี้น้ำท่วมลำปางหนักมาก แต่ดูจากข่าวสาร ดิฉันพบว่าข่าวเหตุการณ์ที่ลำปางมีน้อยกว่าเชียงใหม่มากมายนัก การจัดการเรื่องความเดือดร้อนและความช่วยเหลือก็ขาดแคลนไปหมด ดีนะที่มีข่าว ช้าง 2 เชือกไปช่วยเหลือ มีจุดขายดี เลยพลอยให่มีข่าวเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง

จากเหตุการณ์น้ำท่วม 2 จังหวัดนี้ ดิฉันพบว่า

1.  ประสบการณ์ของคนเก่าๆ ช่วยทำให้เราแก้ปัญหาได้ (แม้จะผิดพลาดไปบ้างก็ยังพออภัยได้)

2.  จุดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยกว่า ต้องเจียมตัวและหัดช่วยเหลือตนเองเข้าไว้ เพราะการช่วยเหลือจะน้อยกว่า ช้ากว่า และการนำเสนอความเดือดร้อนก็น้อยกว่าด้วย สรุปคือได้รับโอกาสน้อยกว่าเสมอๆ (ในการบริหารแต่ละหน่วยงาน เขาคิดกันแบบนี้รึเปล่านะ)

3.  คนไทย (บางส่วน) ยังมีน้ำใจล้นเหลือต่อกันในทุกเหตุการณ์ร้ายๆ แต่อยากให้มีน้ำใจต่อกันสม่ำเสมอน่าจะดีกว่ามั๊ย (ช่วยกันซะก่อนที่จะเดือดร้อนน่าจะดีนะ)

4. ข้อนี้ดิฉันบอกตัวเองดังๆ ว่า เทคโนโลยี มีดีมีร้าย และอย่าประมาทกับการนำมาใช้ในชีวิตเป็นอันขาด เพราะถึงอย่างไร ธรรมชาติก็ยุติธรรมเสมอ แต่เทคโนโลยีท่ามกลางผลประโยชน์ดูเลวร้ายกว่าความเป็นจริงมากมายนัก