สรรพสิ่งย่อมมีหลายด้าน ความรู้ก็เช่นเดียวกัน มีทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษ ส่วนที่เป็นโทษอย่างหนึ่ง คือ มันกลายเป็นความเชื่อที่ครอบงำ ทั้งๆ ที่ความรู้นั้นผิด แต่ก็ถอนตัวจากมายานั้นยาก เพราะ “ผู้รู้” ทั้งหลาย ต่างก็เชื่อมั่นว่าที่ยึดถือกันนั้นเป็นความรู้ที่ถูก
ดังตัวอย่างนักวิจัยรางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ แบรี่ เจ. มาร์แชลล์ เล่าให้ที่ประชุม Mahidol International Conference on Infection and Cancers 2012เมื่อเช้าวันที่ ๖ ก.พ. ๕๕ ว่าท่านส่งรายงานผลการวิจัยไปขอเสนอในที่ประชุมวิชาการ ในปี ค.ศ. 1983 ก็ได้รับคำตอบปฏิเสธดังในสไลด์ที่ผมถ่ายภาพมาให้ดู
ศ. มาร์แชลล์ เริ่มการบรรยายด้วยคำคมของ Daniel Boorstin (นักประวัติศาสตร์) ว่า “The greatest obstacle to knowledge is not ignorance, it is the illusion of knowledge”
มายาความรู้ที่รุนแรงแพร่หลายที่สุดในอดีตคือความเชื่อว่าพระอาทิตย์หมุนรอบโลกที่กาลิเลโอถูกพระสันตปาปาห้ามสอนความรู้นี้ และบังคับให้สารภาพว่าเป็นความคิดที่ผิด เพื่อไม่ถูกลงโทษเผาทั้งเป็น
ความรู้ที่เชื่อถือ หรือสอนต่อๆ กันมา มีโอกาสเป็นมายาได้เสมอ ดังนั้น แนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ที่ถามหาหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence) จึงช่วยให้เราไม่หลงงมงายอยู่กับมายาความรู้
คนที่เป็นอาจารย์ ต้องหมั่นถามตัวเอง ว่าความรู้ที่ตนนำมาสอนนั้น เชื่อถือได้เพียงใด มีข้อจำกัดไหม มีความรู้ชุดใหม่ที่แตกต่างหรือไม่ รวมทั้งต้องหมั่นตรวจสอบความรู้ชุดที่มีอยู่ ว่าใช้ได้จริงกับสภาพการณ์ต่างๆ หรือกับบริบทที่แตกต่างหลากหลายหรือไม่ การตรวจสอบนั้นเรียกว่าการวิจัย
หากคิดเช่นนี้ มหาวิทยาลัยที่ไม่ทำวิจัยย่อมไม่มี อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่ทำวิจัยย่อมไม่มี เพราะการวิจัยเป็นเครื่องช่วยลดมายาความรู้
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.พ. ๕๕

Lesson 1

จดหมายตอบปฏิเสธ oral presentation

ความคิดแบบมายา
ได้เข้าใจ มายาความรู้