ถอดบทเรียนจากน้ำท่วม เรื่องเล่าผ่านมุมธรรม “จากน้ำท่วมสู่น้ำใจ” โดย อาจารย์ญาณภัทร ยอดแก้ว

เหตุการณ์มหาอุทกภัยแม้จะผ่านไป แต่ร่องรอยของความบอบช้ำที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้ย่อมถูกบันทึกไว้เป็นอีกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่เป็นบทเตือนและตอกย้ำ นำมาสู่โอกาสแห่งการร่วมกันคิดพิจารณา หามาตรการแก้ปัญหาในอนาคตแบบยั่งยืน คำถามที่ตามมา คือ จะทำอย่างไรให้เกิดการป้องกันวิกฤติอย่างยั่งยืนได้

 

คำตอบชั้นที่ ๑ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎธรรมชาติที่สรรพสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดาตามกฎไตรลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

(อนิจจตา: ไม่เที่ยง  ทุกขตา: ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  อนัตตตา: ไม่มีแก่นสารตัวตนให้ยึดมั่นถือมั่น)

 

ท่าทีของมนุษยชาติก็คือ การเข้าใจ รู้เท่าทันและยอมรับกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพื่อมีสติดำเนินชีวิตต่อไปพร้อมๆ กับการจัดการดูแลสิ่งที่เหลืออยู่ตามบทบาทหน้าที่ทั้งโดยสมมติแต่งตั้งและโดยธรรมชาติมอบหมาย 

“จะทุกข์ไปทำไม เมื่อใจต้องการสุข”

 

แม้นเกิดวิกฤติคราใด เริ่มต้นที่ทำใจให้ได้ เมื่อใจยอมรับและมีสติตื่นรู้ ปัญญาในการจัดการกับสถานการณ์ให้เหมาะสมก็จะมีประสิทธิภาพสูงสุด  แต่หากเครียด กังวล วิตกกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น  ปัญญาจัดการ  กำลังใจปฏิบัติงาน สรรพกำลังทางในทั้งมวลก็ย่อมหดหายไร้ศักยภาพ เพราะใจเสีย ผลตามมาก็คือ ต้องเสียใจ  สูญเสียและเสียศูนย์ในที่สุด 

บทเรียนแห่งอดีตมากมายที่บอกเราว่า “ความโชคร้ายที่สุดของมนุษย์ คือ การยอมรับกับความโชคร้ายไม่ได้ เพราะนั่นคือ ความโชคร้ายยกกำลังสอง”  

คนจำนวนมากกู่คืนชีวิตมาเป็นดั่งเดิมไม่ได้ เพราะทำใจไม่ได้นี่เอง ในทางกลับกันคนจำนวนมาก กลับมามีชีวิตที่ดีกว่าเดิมทวีคูณเนื่องจากผ่านประสบการณ์อันทรหดมาจนเกิดความเข้มแข็งและสติปัญญาอันแหลมคมนั่นเอง 

การสร้างความยั่งยืนของสันติสุข จึงมิได้อยู่ที่การทำทุกอย่างให้เป็นดังใจอยาก แต่คือการอยู่กับทุกอย่างที่มันเป็นเช่นนั้นให้ได้ต่างหาก 

ความยั่งยืนที่แท้จริงที่เรียกว่า “จีรัง” จึงมีอยู่อย่างจริงแท้ในใจเรานั่นแหล่ะ 

              

คำตอบชั้นที่ ๒ เมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้น นอกจากการรักษาใจให้เข้าใจสัจธรรมและยอมรับที่จะอยู่กับความเป็นจริง

 

ซึ่งเป็นเรื่องการจัดการด้านในให้ได้แล้ว หน้าที่ที่จะต้องทำก็คือ การพยายามใช้สติปัญญาจัดการสภาพแวดล้อมหรือบริบทด้านนอกให้ดีขึ้น

จากวิกฤติเป็นวิวัฒน์หรือจากหายนะเป็นพัฒนาให้ได้ เพื่อแสดงศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ อยู่เหลือล้น แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคำนึงถึงผลที่ตามมาว่าจะต้องไม่กระทบกับคำว่า “ยั่งยืน” แห่งความสุข ความสงบ ความดีงามทั้งหลายเด็ดขาด 

อันนี้คงขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์  การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ดังเช่นวิกฤติมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น หลายฝ่ายพยายามคิดหาเหตุแห่งภัยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร วิเคราะห์กันไป วิเคราะห์กันมาก็ไม่พ้น ฝีมือมนุษย์เองนี่แหล่ะที่ร่วมกันคนละน้อยบ้าง มากบ้างในการทำลายบรรยากาศแห่งความปกติของโลกไป ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ภาวะผืนป่าที่ลดน้อยลง ภาวะมลพิษมากมาย  ภาวะการขยายตัวของเมืองและประชากรร่วมถึงการสร้างบ้านและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อย่างขาดสำนึกป้องกันภัยส่วนรวม 

สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่ใช่ทั้งร้อยเสียทีเดียวที่เกิดจากฝีมือทำลายของมนุษย์ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่ามนุษย์เป็นผู้ต้องหาสำคัญที่ถูกธรรมชาติพิพากษาลงโทษอย่างหนักหนา 

การจัดป้องกันวิกฤติอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นที่จะต้องมาจัดการมนุษย์ให้เกิดความตระหนักรู้ร่วมกันในการรักษ์โลกให้ได้ 

 

ทำอย่างไรให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริ


ทำอย่างไรให้มนุษย์มีคุณธรรมจริยธรรมในการใช้ชีวิต


ทำอย่างไรให้มนุษย์มีจิตสาธาระ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวหรืออย่างน้อยก็แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ทำลายผู้อื่นและส่วนรวม


เหล่านี้ คือ คำถามที่ท้าทายนักคิด นักพัฒนา นักวิชาการ รวมไปถึงนักการเมือง  ว่าจะทำอย่างไรกัน 

 

แนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนได้เล่ามา ก็คือ การป้องกันและแก้ไขปัญหาทุกอย่างบนฐานคิดเชิงบูรณาการ ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะส่วนสำคัญ ๓ ส่วน ที่นำมาสู่หลักการ ๓ ประสานที่เรียกว่า 

 

“บรม” (แปลว่า ประเสริฐสุด) ได้แก่

 

บ้าน: ต้องมีสำนึกตระหนักรู้ร่วมกันนับตั้งแต่สถาบันครอบครัว 

 

วัด : ผู้นำทางศาสนานอกจากจะเป็นเนื้อนาบุญแล้วจักต้องเป็นผู้นำทางเมตตากรุณาและสติปัญญาอย่างแท้จริง 

 

มหาวิทยาลัย: ในฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษา เป็นแหล่งผลิตบัณฑิตหรือปัญญาชนไปรับใช้สังคม  จะต้องเป็นแกนกลางที่เข้มแข็ง  นอกจากทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตตามพันธกิจแล้ว จะต้องเชื่อมประสานทุกภาคส่วนสู่ความมั่นใจในมิติวิชาการหรือ “ความรู้” และมิติทางสังคมหรือ “ความดี”  รวมทั้งมีท่าทีที่เป็นกลางให้ได้

 

บทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมที่ผ่านมาในทัศนะของผู้เขียนซึ่งอาจด้อยประสบการณ์ในการวิจารณ์สังคม ซึ่งอาจจะมองผิดพลาดไปบ้างในบางมุมได้ แต่ในมุมธรรมนี้ เชื่อแน่ว่ามหาวิทยาลัยฯแห่งนี้กำลังเดิน “ถูกทาง” หรืออาจจะเรียกว่ามี “สัมมาปฏิปทา” ในระดับสามัญก็ว่าได้ 

ขอชื่นชมผู้บริหาร  คณาจารย์  เจ้าหน้าที่และนักศึกษาของสถาบันอันเป็นที่รัก ที่เป็นพลังสืบสานธรรมให้ดำเนินต่อ  ขอเป็นเสียงหนึ่งที่พร้อมกระจายความดีงามของมหาวิทยาลัยฯที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมเติมต่อให้สังคมได้รับรู้ เพื่อร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันและเพื่อความพร้อมที่จะรับหน้ากับอนาคตที่จะมาถึงอย่างไม่หวาดหวั่น 

ขอภาวนาให้ชาวมหาวิทยาลัยฯทุกท่านนำโดยท่านอธิการบดีมีความสุข ปราศจากภัยผอง  หากแม้นมีวิกฤติใดๆ ย่างกรายเข้ามาก็ขอให้มวลสมาชิกชาวมหาวิทยาลัยฯทั้งหลายคง “รู้รักสามัคคี” ยืนหยัดอยู่และต่อสู้ฝ่าวิกฤติให้ผ่านพ้นไปในที่สุดดังเช่นที่เคยผ่านมาตลอดไปเทอญ      

 

  อ่านรายละเอียดเนื้อหาบทความตั้งแต่เริ่มต้นได้ที่นี่ค่ะ

 

จากน้ำท่วมสู่น้ำใจ

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480096

 

น้ำใจของเนื้อนาบุญ : น้ำใจจาก “วัด”

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480098

 

น้ำใจของผู้บริหารองค์กร : น้ำใจจาก “มหาวิทยาลัย”

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480099

 

ปัจฉิมลิขิต : วิธีป้องกันวิกฤติอย่างยั่งยืน

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480100

 

เตรียมกาย เตรียมใจ รับภัยน้ำท่วม

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480086