เมื่อก่อนผมก็เหมือนกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่เกลียดนายปรีดี (หาว่าเป็น คอมฯ ปลงพระชนม์ในหลวง ร. ๘ )

 

 

ประมาณ พศ. ๒๕๓๕ ผมอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้วเริ่มเอะใจอะไรบางอย่างในตัวนายปรีดี พนมยงค์ ที่คนอื่นไม่ตระหนัก หรือ อาจตระหนักไปทางตรงข้ามด้วยซ้ำ

 

คือก่อนหน้านี้ผมเกลียดนายปรีดีมาก แต่พอศึกษาไปมา ผมกลับหลงรักท่านปรีดี ...หาใช่ว่าชอบในความเป็น ปชต. ของท่านแบบนักวิชาการทึ่มๆ ตามกระแสหรอกนะ แต่ผมรักในความเป็น “เผด็จการ” ของท่านต่างหากเล่า

 

เมื่อก่อนผมก็เหมือนกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่เกลียดนายปรีดี (หาว่าเป็น คอมฯ ปลงพระชนม์ในหลวง ร. ๘ ) แต่สุดท้ายลงเอยผมก็เหมือน อ.สุลักษณ์  ที่หลงรักท่านปรีดี เอามากๆ  ผมเชื่อว่าจุดร่วมของผมกะอ.สุลักษณ์ ก็คือ ท่านพุทธทาสภิกขุ  (ที่นายปรีดีเคารพอย่างยิ่ง) ... คนเก่ง ดี ฉลาด อย่างท่านปรีดี คงไม่อาจกระทำการเลวอย่างที่คนบางกลุ่มยัดเยียดให้อย่างแน่นอน ... แม้แต่มิตรที่กลายเป็นศัตรูอย่างจอมพล ป. ก็มาสารภาพตอนใกล้ตายว่า นายปรีดีไม่ได้ฆ่าในหลวงอย่างที่ทุกคนเข้าใจหรอก

 

 

ในภาพรวม ผมนับถือนายปรีดี ว่าเป็นคนดีมาก เก่งมาก และมี “ธรรม” มาก (ขนาดเชิญท่านพุทธทาสภิกขุมาเทศน์ให้ฟังที่วังท่าช้างบ่อยๆ)

 

ผมรู้สึกเสียดายการพยายามปฏิวัติที่เรียกกันว่า “กบฏวังหลวง” ที่ทหารเรือ ในพศ. ๒๔๙๒   ทำการยึดอำนาจร่วมกับ นายปรีดี พนมยงค์ ...คราวนั้นถ้าทำรัฐประหารสำเร็จ ผมเชื่อว่า วันนี้ประเทศไทยจะเจริญทัดเทียมญี่ปุ่นไปแล้ว

 

...การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แบบนี้ คงมีคนบ้าบวมอย่างผมเท่านั้นแหละครับที่ทำการขุดคุ้ย ถ้าไม่กลัวหลุดตกโลก  ก็เชิญตามาอ่านต่อสิครับ

 

พวกนักวิชาการ ทั้งฝ่ายซ้ายและขวา ที่นิยมท่านปรีดี ชูกันจังว่าเป็นนักปชต. แต่นักปชต. ทำไมมาก่อการรัฐประหารด้วยกำลังเล่า  ...จุดนี้เป็นจุดบอดของท่านปรีดีที่พวกนักวิชาการไม่พยายามเปิดเผยให้คนรู้กันบ้างเลย ทั้งที่จริงๆแล้ว ผมว่า มันเป็น “จุดเด่น” ของท่านด้วยซ้ำไป แต่นักวิชาการโง่ๆ มันคิดกันไม่ออก อิอิ ( ขอเหน็บหน่อยนะ คงไม่ว่ากัน เพราะมันอั้นมานานแว้ว)

 

ผมเห็นว่านายปรีดีฯ เป็นผู้นำคนเดียวที่มีวิสัยทัศน์ทั้งด้านการศึกษา การอุตสาหกรรม และธรรมะ  ...คนส่วนใหญ่รู้แต่ว่านายปรีดีมีจิตเป็นปชต. จึงก่อการคณะราษฏร์เมื่อพศ.  ๒๔๗๕ และก่อตั้งม.ธรรมศาสตร์ ... แต่ผมวิเคราะห์ว่าลึกๆ แล้วนายปรีดี เป็น “เผด็จการ” 

 

นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ไม่รู้กันเลยว่า อีกมิติหนึ่งของนายปรีดีคือ วิสัยทัศน์ด้านอุตสาหกรรม  ในยุคที่ท่านมีอำนาจทางการเมือง ได้ก่อตั้งอุตสาหกรรมหลายแห่ง โดยให้ทหารเรือเป็นฝ่ายเทคนิคในการจัดตั้ง ถือเป็น “ปรีดี restoration” เทียบกับ Meiji restoration ที่นำญุ่ปุ่นสู่ความเจริญก็ยังได้  เช่น โรงงานอาหารกระป๋อง  (อสร.  โห..อุตสาหกรรมการเกษตรเลยนะเนี่ย วิสัยทัศน์กระฉูดจริงๆ)  โรงงานไม้อัด  โรงงานแก้ว โรงงานกระดาษ โรงงานแบตเตอรี่ โรงงานฟอกหนัง องค์การเชื้อเพลิง (กลายสภาพมาเป็นปตท.ในวันนี้ก็ว่าได้)

 

อนิจจาโรงงานฟอกหนัง และ แบตเตอรี่ ถูกรัฐบาลไทย พศ. ๒๕๕๐ มีมติสั่งยุบเฉย อย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีข่าว หรือการวิพากษ์วิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์แต่ประการใด  คิดแล้วมันเศร้าจริงๆ โรงงานรากฐานไทยเดิมแท้ๆ สั่งยุบ ส่วนโรงงานนายทุนฝรั่งมันส่งเสิรมด้วย BOI (บ๋อย)

 

การที่ท่านปรีดี ตัดสินใจ ทำปฏิวัติรัฐประหาร (ร่วมกับทหารเรือ และเสรีไทย) นั้น ผมว่า ท่านคงเหลืออดจริงๆ และคิดว่าหากไม่กระทำการ ประเทศไทยคงไปสู่ความถดถอยอย่างมหันต์เป็นแน่แท้ เพราะคณะปกครองโง่ และขี้โกง และจะครองอำนาจไปชั่วกาลนาน ...ซึ่งมันก็จริงเสียด้วยสิ เพราะจากนั้นมา พวกทหารบก  ป.พิบูลฯ  สฤษดิ์  ถนอม-ประภาส  ก็ครองประเทศผ่านระบอบเผด็จการทหารที่เหนี่ยวรั้งประเทศไทยไว้ให้ผอมโซดังเดิมเป็นเวลานานถึง 30 ปี  ...เสียดายโอกาสช่วงนั้นจริงๆ

 

ท่านปรีดีเลยยอมสละ “อุดมการณ์อันสูงส่งแห่งความเป็นนักปชต. ของท่าน” เพื่อทำการ “รัฐประหาร” ร่วมกับทหารเรือ และ เสรีไทย

 

นี่ถ้าท่านปรีดีทำการ กบถวังหลวง สำเร็จ ป่านนี้จะเป็นอย่างไรหนอ ..ผมว่ามีโอกาสถึงกับเป็น แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง นั่นเทียว ...เป็นต้นแบบให้กับชาติทั้งหลายในสากลโลก ดังที่ผมเพ้อฝันมานาน

 

...คนถางทาง (๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)