พี่น้องไทผาเก

ในที่สุดคณะเราก็พร้อมที่จะไปพบพี่น้องชาวไทผาเก ที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ตามความปรารถนา ได้เตรียมตัวเตรียมการกันมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่ติดต่อหาข้อมูลการเดินทาง ทำความรู้จักกับชาวไทผาเก แล้วรู้สึกว่าเขามีความดีใจและเต็มใจที่จะต้อนรับคณะของเราอย่างจริงใจ  มันเป็นบุญของคณะเราด้วยที่จะได้ไปอย่างราบรื่น จึงได้รู้จักกับท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นแฟนชาวไทยผาเก และสนับสนุนอย่างเต็มที่ ก็ขออนุญาติบันทึกกราบขอบพระคุณอย่างสูงต่อท่านผู้นั้นไว้ ณ ตรงนี้ด้วยคะ

       จุดประสงค์ของการไปหมู่บ้านไทผาเก ก็ไม่มีอะไรที่เป็นธุระสำคัญ ไม่ใช่ไปค้นคว้าวิจัยใขปริศณา ไม่ได้ไปทำฐานข้อมูลอะไรทั้งนั้น  มีแต่ความอยากไปพบเจอผู้คนที่เราเชื่อว่าเป็นเผ่าชาติเดียวกัน จากกันไปเป็นร้อยๆ ปี  เดี๋ยวนี้เทคโนโลยี ก้าวหน้า ย่อโลกให้เล็กลงได้ จึงทำให้การไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น ก็คิดอยากไปหาเพื่อให้เห็นกับตา ได้ยินกับหู ตัวจริงเสียงจริงสักที

            เริ่มต้นด้วยการทำวีซาประเทศอินเดีย ที่ Glass Hous สุขุมวิท ซอย 23 เสียค่าวีซ่า 1800 บาท แล้วก็ รีบจองตั๋วสายการบินประหยัด ไปกลับ กทม – กัลกัตตา – กทม   ต้องค้างหนึ่งคืนที่ กัลกัตตา เพราะว่าเครื่องไปถึง ไม่ทันเครื่องที่ต้องบินต่อไปที่เมือง Dibrugarh ตรงนี้เราต้องใช้สายการบินภายในประเทศซึ่งก็มีให้เลือกหลายสาย   เราเลือกสายการบินที่ไปถึงจุดหมายปลายทางไม่มืดค่ำนัก  เพื่อสดวกสำหรับผู้มารับ  สาย Indigo จึงถูกเลือกเพราะราคาก็ประหยัดด้วย

เตรียมเสื้อผ้าให้ถูกต้องกับดินฟ้าอากาศ  คณะเราไปหน้าหนาวพอดี จึงต้องพาเสื้อผ้าหนักๆ ติดตัวไปด้วย มันไม่ค่อยจะคล่องตัวนักแต่ก็จำเป็น แม้กระนั้นตอนโดนหนาวสุดๆ ที่ดาจีลิงค์ ยังต้องหาหมวก ถุงมือและถุงเท้าช่วย ลูกคณะถึงกับต้องใส่เสื้อฝนพลาสติกสองตัวซ้อน เวลานอนหนาว “ถึงจะเอาอยู่”

 

ออกจากสุวรรณภูมิ วันที่ 14 มค 2555 เครื่องใช้เวลาบินประมาน 2 ชั่วโมงกับ 50 นาฑี ถึงเมืองกัลกัตตา  บินผ่านจังหวัดกาณจนบุรี ผ่านทะเลอันดามันเข้าอ่าวเบ็งคอล ที่ว่ามานี้ จำมาจากที่กัปตันเขาประกาศ

การจองโรงแรมที่กัลกัตตา ต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ใกล้ๆ สนามบินเพื่อความสดวกในวันรุ่งขึ้น หรือจะไปพักในตัวเมืองซึ่งห่างออกไปประมาน 20 กม กว่าๆ  เพราะว่าไมมีอะไรจะดูแถวๆ สนามบินเลย  เรากลัวรถจะติดแบบที่คุ้นๆ กันอยู่ ก็เลยขอพักแถวๆ สนามบิน  บทเรียนวันแรกที่นี่ ก็คือ จ่ายค่าแท็กซี่ 500 รูปี (คนพื้นเมืองก็ ร้อยเดียว)  ค่าโรงแรมห้องธรรมดา มีน้ำร้อน อาบ มี อาหารเช้า กาแฟขนมปังปิ้ง แล้วก็มีรถไปส่งเราที่สนามบินด้วย  2500 รูปี คณะเราก็ยอมจ่ายโดยดีเพราะว่าไม่อยากตระเวรไปหาที่อื่นพร้อมสัมภาระเต็มมือ

วันรุ่งขึ้นเราต้องไปขึ้นเครื่องที่ตึกการบินภายในประเทศ  โอ้ โฮ ผิดกัน ไกลลิบเลยกับตึกการบินนอกประเทศ ที่เรามากันวานนี้ ซึ่งลูกคณะถึงกับออกปากว่า “เอ..สนามบินนี้คงไม่ค่อยจะมีเครื่องบินขึ้นลงมากนักนะ”   แต่ที่นี่คนแยะแน่นขนัด ยังกับว่ามีการจราจล หรือต้องอพยพหนีสงครามอะไรแบบนั้น  ไม่น่าเชื่อปริมานคนเบียดเสียดกันแทบตัวจะแบน ระบบ”แสคน” ระบบเช็คอิน รับผู้โดยสารไม่ไหว ไม่พอ  แต่ถึงอย่างไรเราก็ทะลุทะลวงเข้าไปจนได้  ไปเสียท่าเขาตอนสุดท้าย กระเป๋าสะพายไม่มี ใบของสายการบินที่จะไปติดอยู่ด้วย  จึงต้องออกไปอีกเพื่อขอ “Tag” เขามาห้อยที่กระเป๋าจึงขึ้นเครื่องได้  บทเรียนตรงนี้ก็คือ กระเป๋าสะพายจะต้องมี “Tag” ของสายการบินนั้นเสมอ

เครื่องบินถึง Dibrugarh เวลาท้องถิ่นประมานบ่ายสอง  พอผ่าน ต.ม. ก็คอยกระเป๋าของเรา ซึ่งคงจะอยู่ท้ายๆ จึงรอนานหน่อย  เมื่อออกมาพ้นตัวอาคารสนามบิน ก็เห็นมีสุภาพบุรุษ สองท่าน มือถือผ้าคล้องคอสีสดุดตา คอยอยู่  ไม่ต้องชะเง้อชะแง้  ต่าง รี่ตรงเข้าหากันทันที เหมือนคนที่จากกันไปนานๆ เมื่อได้ผ้าคล้องคอกันเป็นที่เอิกเกริก  จนคนรอบข้างมองเป็นตาเดียวกันแล้ว  ผ.อ. โรงเรียน และท่านหัวหน้าไทผาเก ก็นำเราขึ้นรถ ออกจากสนามบิน เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านชุมชนไทผาเก ซึ่งระยะทางประมาน 65 กม

ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านชุมชนเล็กๆ ทุ่งนา ไร่ชา พืชผักต่างๆ  มีวัวมีคนอยู่อาศัย ไม่ขาดสายตา  บางตอนถนนแคบและขรุขระบ้าง ได้คำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งนั้นสิ่งนี้จากท่านหัวหน้า จึงได้ทราบว่ามีชาวบังคลาเทศ เข้ามาจับจองทำกินแถวนี้กันมาก คงจะไม่เป็นที่พอใจของคนท้องถิ่นสักเท่าไรนัก  ท่านหัวหน้าเล่าว่าแต่ก่อนนี้ เนื้อที่ทำกินของไทผาเกกว้างกว่านี้ แต่เดียวนี้ลดน้อยลงไปมาก จึงสรุบเอาเองว่ามีคนนอกที่มาอยู่มากขึ้นและขยายอย่างรวดเร็วด้วย พอเราเข้าเขตไทผาเกเท่านั้น บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที  สองข้างทางถนนมีต้นไม้เรียงรายให้ร่มเงา  ที่แออัดวุ่นวายด้วยคนกับรถ วัวและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ก็ดูบางตาลง  บ้านก็ดูดีขึ้น ห่างๆ กันหน่อย  สีผิวของชาวบ้านก็ดูเจือจางไปด้วย  ทำให้เรารู้สึกว่า ที่ตรงนี้เป็นดินแดนไทผาเก มิใช่อินเดีย

เราถูกนำไปบ้าน ผ.อ. ก่อนเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น แล้วจึงจะเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งก็ไม่ไกลกันนัก  เรารีบๆ ทำธุระส่วนตัวแล้วก็บอกลาคุณแม่บ้านของ ท่าน ผ.อ. ซึ่งก็เป็นแพทย์หญิง มีคลีนิกของตนเองอยู่แถวๆ ตลาดร้านค้าใกล้ๆบ้าน

ถึงหน้าหมู่บ้านลงจากรถก็ตกตลึงพรึงเพริด เสียดายเราถ่ายรูปไม่ได้ เพราะเป็นคนสำคัญ ณ ตรงนั้นซะแล้ว  ขบวนต้อนรับ ก็มีหนูน้อย แต่งตัวสวยๆ นำช่อดอกไม้มามอบให้ แล้วมีนางเซิ้งตัวจิ๋วๆ นุ่งซิ่นงดงาม ห่มสะใบ มารำนำหน้าเรา มีหนุ่มนุ่งผ้านุ่งประจำเผ่าชาวผาเก ทอเป็นตาๆ สีม่วงสดใส เดินนำอีกที โดยมีฆ้อง และกลองประโคมด้วย  มองสองข้างทางมีแต่คนยืนเรียงรายแน่นเป็นแถว ผู้เฒ่าผู้แก่ ทั้งหญิงชาย ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ลวดลายคล้ายคลึงกัน ห่มสะใบสีขาว พนมมือต้อนรับคณะเรา  ตัวฉันเองนั้นน้ำตาซึมพูดแทบไม่ออก คำที่ท่องมาว่า “จูมหลง จูมใจ” พูดได้ตะกุกตะกัก  ยิ่งเห็นแม่เฒ่าแก่ๆ คนหนึ่งอุตส่าห์ถือไม้เท้ามายืนรับด้วย ทำเอาเข่าฉันอ่อนทรุดลงไปกราบเลย  อะไรจะปานนั้น ตั้งแต่เกิดมาท้องพ่อท้องแม่ ก็ไม่เคยได้รับการต้อนรับสูงส่งและอบอุ่นขนาดนี้  ก่อให้เกิดความรู้สึกได้สองอย่าง  อย่างแรกคือมีความรู้สึกพากพูมใจคับอก รู้สึกเขื่องน้อยๆ และแล้วบัดดล ก็ได้สติมีความรู้สึกว่าตัวเรานี้เป็นธุลีแท้ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับการที่ได้รับเกียร์ติ ถึงขนาดนี้

สถานที่ต้อนรับก็คือในวัดไทน้ำผาเก เราไหว้พระพร้อมๆ กันและท่านเจ้าอาวาสก็ให้พรแก่เรา  ที่น่าพิศวงก็คือความพร้อมเพรียงของชาวบ้าน ช่างให้ความสำคัญกับเรามากมาย มานั่งกันแน่นขนัดในศาลาวัด ฉันมีโอกาสกล่าวขอบคุณ ทุกๆท่านแล้วก็ตื้นตัน ต้องเช็ดน้ำตากันอีกรอบ  ท่านหัวหน้าไทผาเก ก็ได้กล่าวแนะนำเราด้วย  ฉันมอบ งอบ ให้ท่านเป็นที่ละรึก ท่านใส่แล้วก็พากันหัวเราะสนุกสนานเลย  ออกจากวัดก็ได้เวลาโพล้เพล้พอดี

ทีนี้ก็ไปบ้านที่เราจะพักนอนกัน ซึ่งเป็นเรือนยกพื้นสูง ทำด้วยไม้ใผ่แทบทั้งหลัง ทั้งพื้นและฝา  มุงหลังคาด้วยใบลาน ก็เห็นมีต้นลานขึ้นอยู่ทั่วไปแทบทุกแห่ง  บ้านพักแห่งนี้ไม่ธรรมดา เห็นรูปสมเด็จพระเทพ ฯ ในอิริยะบททรงเป็นกันเอง แขวนอยู่ที่ผนังห้อง  เคยเป็นเรือนรับรองท่านผู้หลักผู้ใหญ่มาแล้ว เราก็ได้นอนห้องที่เคยมีบุคคลสำคัญๆ นอนมาก่อนแล้ว บนฟูกนุ่มสบาย มีผ้านวมให้ห่ม 5 ผืน กางมุ้งด้วย  แม่เฒ่าผู้ใจดีร้องเพลงเก่งเป็นเจ้าบ้าน ชื่อว่า  Ngyan  Kheit  ให้การดูแลเราเป็นเลิศ    ได้เวลาลิ้มรสอาหารไทผาเกแล้ว.

“ข้าวห่อตอง” เป็นตัวนำมาก่อน   เป็นข้าวที่หุงสุกแล้วมีลักษณะเหนียวนิดๆ ก่อนเสิร์ฟ ก็คดมาห่อด้วยใบไม้ที่ดูๆ เหมือนใบขิงใบข่า แต่กว้างกว่า  ข้าวก็จะถูกตะล่อมเป็นก้อนแล้วห่อ  เวลาเปิดข้าวห่อรับประทานก็ได้กลิ่นหอมๆ จากใบที่ห่อนั้น  กับข้าวก็ทำจากใบผักอะไรก็สุดจะเดา เพราะว่าเขาหั่นสั้นๆ แล้วต้มจนนิ่ม ตักใส่ถ้วยเล็กๆ  คนละสองสามอย่าง สำรับใครสำรับมัน มีช้อนกลางทุกถ้วย ที่สังเกตุคือทุกครั้งในการรับประทานอาหาร จะมีคนคอยตักให้ตลอด แทบจะทุกบ้าน โดยมากจะเป็นเด็กสาวๆ หรือเจ้าของบ้าน  แทบจะไม่ต้องเอื้อมมือเองเลย  เนื้อหมูย่าง เขาจะเอาทั้งหนังและมันหั่นชิ้นเล็กๆ คลุกเกลือเสียบไม้ใผ่แล้วย่างไฟ ย่างจนเกรียม เค็มๆ แต่ช่วยชูรสดีมาก  กับข้าวส่วนใหญ่จะเป็นผักเสียมากกว่า  ไม่ต้องไปตลาดชื้อหา เข้าสวนหลังบ้าน เด็ดโน่นเด็ดนี่ ได้ตระกร้าหนึ่ง แล้วก็เนรมิตออกมาเป็นกับข้าวอร่อยๆ ได้ทุกมื้อ

เรื่องอาหารนี่ เรารับประทานกันไม่ซ้ำบ้านเลยนะ  อาหารกลางวันที่บ้านนี้ อาหารเย็นที่บ้านโน้น หมุนเวียนทุกวัน ตอนกลับยังมีบ้านที่เชิญเราไป แต่เรารับความกรุณาของท่านผู้นั้นไม่ได้แล้ว เพราะได้กำหนดกลับพอดี  ไม่มีบ้านที่ใหนที่อาหารไม่อร่อย  เอร็ดอร่อยทุกมื้อ จริงๆ

ระหว่างที่พักอยู่ 3 วัน วันที่สองก็มีรายการแสดงฟ้อนรำตามประเพณี มีเด็กตัวน้อยๆ ออกมาร่ายรำอย่างมั่นใจ ไม่ประหม่า มีหนุ่มสาวหลายคนออกมาแสดงความสามารถ ฟ้อนได้สวยงาม ทุกคนก็ดูเหมือนจะร่วมกันสนุกสนาน เชิญแขกผู้มีเกียร์ติออกไปฟ้อนด้วย ไม่ผิดหวัง ฉันก็ออกไปเดินกางแขนเดินตามผู้นำ ได้รสชาติประทับใจ ดังนั้น หลังจากนั้นแล้ว ทุกบ้านที่เราไปรับประทานอาหาร เขาจะขอให้เราร้องเพลง ก็อาศัยเพลงลอยกระทง และเพลงยวนยาเหล พอเอาตัวรอดไปได้คะ

นอกจากนี้ ก่อนวันสุดท้ายเราไปที่หมู่บ้านทีปัม  ก็ไทผาเกเหมือนกัน แต่คนละแห่ง ห่างจากหมู่บ้านน้ำไทผาเก สักประมาน 6-7 กมได้  ไปเยี่ยมบ้านนั้นบ้านนี้  ที่นั่นมีวัดด้วย   คนที่พาเราไปก็คือ ผ.อ.โรงเรียนนั่นเอง ที่ขาดไม่ได้ก็คือมีขบวนต้อนรับอบอุ่น มีแม่เฒ่าแม่นาง มานั่งคอยรับ มีหนูๆเด็กๆ แต่งตัวสวยๆ ผู้บริหารที่พักแบบโฮมสะเต พาไปดูบ้านพัก ชมห้องนอน ห้องน้ำ นับว่าสอาดน่าอยู่ แล้วก็เลี้ยงข้าวกลางวันเราด้วยคะ

ทีปัมน่าสนใจมากสำหรับผู้ที่ต้องการธรรมชาติแท้ๆ  เป็นการท่องเที่ยวแบบ Eco Tourism เหมือนในบ้านเรา แต่ของเขายังดิบมาก จัดรายการท่องเที่ยวสำหรับหลายรสนิยม ดูนก ส่องสัตว์ เดินป่า ฯ  ที่ตรงนี้ขนาบด้วยอุทยานแห่งชาติสองแห่ง อยู่ไม่ไกลนัก จึงเหมาะกับการชมธรรมชาติจริงๆ หากสนใจติดต่อโดยตรงได้เลยคะ ที่  [email protected] หรือเข้าชมที่ url:http://www.wix.com/tpetctipam/tpetc หรือ http://rainforestofassam.blogspot.coma  

 

หลังอาหารแล้ว เราก็เดินชมหมู่บ้าน สร้างแบบคล้ายๆ กัน ยกพื้นสูงทั้งหมด  บ้านใหญ่และกว้าง น่าอยู่  แวะเข้าชมบ้านหนึ่ง ที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน  มีห้องหอ ซับซ้อนหลายห้อง จนจำไม่ได้  เขาบอกว่าก่อนนี้ ลูกหลานอยู่ด้วยกัน แต่เดี๋ยวนี้เขาคงออกไปทำงานข้างนอกกันหมดแล้ว  จึงมีแต่ห้องว่างๆ  แวะดูการทอผ้าและทอ ย่ามที่สพายบ่า สวยงามประณีตมาก ใช้เวลานานในการทำ  เราไม่ได้ซื้อ แต่เขามอบเป็นของขวัญให้  รู้สึกเกรงใจอย่างมาก จะควักเงินให้ก็กลัวจะผิดมารยาท นอกจากไหว้ขอบพระคุณเขาด้วยความจริงใจ  ที่ตรงนี้ฉันได้พบแม่เฒ่าคนหนึ่ง เกิดใช้ชื่อพ้องกันกับฉันพอดี ทีแรกนึกว่าเขาพูดเล่น  แต่เขาบอกว่าจริงๆ  มีแม่เฒ่าสูงอายุกว่าฉัน มาผูกข้อมือให้ฉันด้วย  คำให้พรพอจะฟังรู้เรื่องทีเดียว  ฉันรู้สึกขนลุกเกรียวๆ

กลับจากทีปัมอิ่มกันแทบจุก  แถมยังแวะบ้านน้องภรรยา ผ.อ. ซึ่งฉันคุ้นเคยกันทางเฟสบุคแล้ว  ก็คุยกันสนุกสนาน คุณพ่อของเขาให้เกียร์ติออกมาคุยด้วย ดื่มชากินขนมหวานกันชิ้นสองชิ้นกระเพาะก็อึดอัด  แทบเป็นลมเมื่อ ผ.อ. บอกว่าต้องไปรับประทานข้าวเย็นอีกบ้านหนึ่ง เขาคอยอยู่แล้ว  เราก็ทำหน้าขอความสงสารจากผ.อ.  แต่ยังไงก็ต้องไป  อาหารเย็นวันนั้นได้รับความกรุณาพิเศษจากเจ้าภาพ โดยอนุญาติไห้เราแบ่งข้าวออกบ้าง รัปประทานน้อยหน่อย  และไม่ถูกขะยั้นขะยอมาก คงเป็นเพราะ ผ.อ.ช่วยพูดอธิบายให้เจ้าบ้านท่านทราบว่าเรารับประทานอาหารกันมามากแล้ว  คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่เรานอนหมู่บ้านไทผาเก

รุ่งขึ้นตอนเช้าเราเตรียมตัวจัดกระเป๋า ซึ่งเราคาดกันว่าจะเบาลงมากเพราะว่าได้ระบายสิ่งของที่นำไปให้เขาออกหมดแล้ว  แต่ไม่ใช่  มันกลับเต็มเหมือนเดิมเพราะว่าบ้านโน้นบ้านนี้ ต่างก็บอบของที่ละรึกให้ มีผ้าซิ่น ผ้าพันคอ ผ้าโพกศรีษะ กระเป๋าถือ ย่าม และผ้าเช้ดหน้า ทั้งหมดนี้ ทำเอง ทอเองทั้งนั้น  เป็นของมีค่าทางใจสำหรับฉันมาก จะเก็บไว้ตลอดไป

จัดกระเป๋ายังไม่ทันเสร็จดี ท่านหัวหน้าไทผาเกก็มารับ ไปบ้านของท่าน  เราร่ำลาแม่เฒ่าเจ้าบ้านอย่างอ้อยอิ่ง แทบไม่อยากจากไป  เสียดายความสุขที่ตรงนั้น  ท่านหัวหน้าก็พาท่านหัวหน้าอีกคนหนึ่ง อยู่ฝ่ายด้านศาสนะกิจ เป็นผู้จัดการบริหารวัด  พาเราแวะบ้านท่านหัวหน้าคนนี้ด้วย  ได้พบกับแม่เฒ่าอีกหลายคน  จากนั้นก็พากันไปขอต้นตะไคร้เขา เพื่อลูกคณะเราจะแสดงวิธีทำต้มยำที่บ้านท่านหัวหน้าเผ่า  แถวนี้ไม่มีมะกรูด เราใช้ใบมะนาวแทน  วันก่อนที่บ้านเราพักอยู่ ก็ทำหนหนึ่งแล้วไปขอตะไคร้เขา แต่เราไม่ได้ไปด้วย เขาตัดเอาแต่ใบมาให้ กุ๊กเราก็ทำได้ใช้ใบตะไคร้ทุบๆ เอาแต่กลิ่น แต่มะกรูดไม่มีใครรู้จักเลย  วันนั้นเราได้ไปดูตลาดขายปลาสดๆ ผักต่างๆ  หลังจากได้เครื่องต้มยำแล้ว เราก็กลับไปบ้านท่านหัวหน้า กุ๊กเราลงมือแสดงทันที  สังเกตุว่าชาวไทผาเกไม่ค่อยจะรับประทานรสเปรี้ยวสักเท่าไรนัก รสเผ็ดก็น้อย  อาหารหนักไปทางเค็มมากกว่า

ก่อนรัปประทานอาหาร ท่านหัวหน้าให้เกียร์ตินำเอาของอันล้ำค่าออกมาให้เราชม คือจดหมายเหตุประวัติของชาวไทผาเก การอพยพ การสร้างเมือง มีหัวหน้าประดุจผู้ครองเมือง มีราชวงศ์ หลายสายด้วยกัน ฟังท่านพูด แต่จำไม่ได้หมด สรุบแล้วท่านหัวหน้าผู้นี้ สมัยก่อน ก็จะมีฐานะเป็นเจ้าครองเมืองทีเดียว  จดหมายเหตุนี้เขียนด้วยลายมือเป็นอักษรไทสมัยก่อน ซึ่งท่านอธิบายว่าเคยเปลี่ยนการใช้อักษรมาแล้วด้วย แสดงว่าไม่ใช่อักษรดั้งเดิม  อันนี้ทราบพอคร่าวๆ เท่านั้น  หากต้องการอ้างอิงคงจะต้องศึกษาลึกซึ้งขึ้นไปอีก

การจากกำลังจะมาถึง เราร่ำลาภิริยาท่านหัวหน้า  ผ.อ.เช่ารถมาคันหนึ่ง มีคนขับพร้อม  ท่านหัวหน้าเอง  ท่านหัวหน้าฝ่ายศาสนากิจ และ ผ.อ. มาส่งเราถึงสถานีรถไฟ ที่ Dibrugarh  ระยะทาง 65 กม แต่เป็นทางที่ขับเร็วไม่ได้ เพราะมีอุปสรรคหลายอย่าง รถไฟออกดึกมาก 23.30 นาฬิกา ท่านสุภาพบุรุษทั้งสามคนยืนหยัดจะคอยจนรถไฟออก  เราไม่ยอมเพราะทำให้ท่านทั้งสามลำบากมามากแล้ว พรุ่งนี้ท่านก็ต้องทำงานกัน อ้อนวอนให้กลับ ก็ไม่ยอมกลับ ขอร้องก็แล้วชี้แจงก็แล้ว ไม่ยอมท่าเดียว  ผลสุดท้าย ผ.อ. เจอคนสนิทรู้จักกัน ทำงานที่สถานีรถไฟพอดี เลยพามาให้เรารู้จัก เขาบอกไม่ต้องห่วง เขาจะหาตู้รถไฟให้เอง  นั่นแหละถึงยอมกลับ ก็ดึกแล้วเหมือนกัน  เราจึงโล่งใจไปได้  ซาบซึ้งในความเมตตาของเขาที่เป็นห่วงเรา ผู้หญิงสองคน

ต่อจากนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเดินทาง ของเราทั้งสอง เรามีจุดหมายปลายทางที่ ดาร์จีลิง ก่อนที่จะไปพุทธคยา ตอนนี้เราต้องช่วยตัวเองแล้วไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าเราจะต้องทำได้  ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้..อยากกลับไปไทผาเกอีก คิดถึงจริงๆ ค่ะ