บันทึกนี้เป็นเรื่องของพี่ๆน้องๆร่วมวิชาชีพพยาบาล แต่หมออย่างผมก็ได้เรียนรู้ไปด้วย

พี่ทอง เป็นพยาบาลโรงพยาบาลประจำจังหวัด ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้างมาหลายปี ตลอดเวลาที่ไม่สบาย ก็ยังทำงานปฏิบัติหน้าที่เป็นพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ และยังอุทิศเวลาส่วนหนึ่ง เป็นวิทยากรและอาสาสมัครเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของตนเองและมอบกำลังใจแก่คนไข้มะเร็งในโรงพยาบาลอีกด้วย

ครั้งนี้พี่ทองต้องมาห้องฉุกเฉินเพราะมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้น ผมไปเยี่ยมพี่เขาหลังถูกรับไว้รักษาในโรงพยาบาลแล้ว

พี่ทองต้องใช้ออกซิเจนตลอดเวลา แต่ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และพยายามทำอะไรด้วยตัวเองอย่างเข้มแข็ง โดยมีบุคคลใกล้ชิด คือ สามีและบุตรชายเฝ้าอยู่ใกล้ๆ

พี่ทองเล่าเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ธรรมดาที่บุคลากรสุขภาพอย่างพยาบาลหรือหมอต้องพบเจอเป็นประจำ ให้ผมและแพทย์ใช้ทุนฟัง

"พี่ไข้ขึ้น..."  พี่ทองเริ่ม หลังเกริ่นให้เรารู้ว่ามัน..มีเรื่อง เกิดขึ้น

พี่ทองรู้สึกครั่นเนื้อครั้นตัวเหมือนมีไข้ จึงขอปรอทมาวัดไข้ได้ ๓๗.๗ องศา ก็เลยขอยาลดไข้พาราเซตามอลจากน้องพยาบาลที่มาดูแล แต่น้องพยาบาลเห็นว่าอาการไข้ยังไม่สูงนัก จึงยังไม่ได้นำยามาให้

สักพักอาการไข้ของพี่ทองก็สูงขึ้น จนเหนื่อยหอบเหมือนทุกครั้งเวลามีไข้ ซึ่งพี่ทองบอกว่า "พี่อยู่กับมันมาหลายปี พี่รู้ดีว่าอาการมันจะเป็นอย่างไรต่อไป พี่อยากได้ยามากันเอาไว้ก่อน"

เมื่อนำปรอทมาวัดไข้อีกครั้ง คราวนี้ก็เกิน ๓๘ องศาแล้ว พี่ทองจึงเพิ่งได้ยาพาราเซตามอลตามต้องการ แต่ก็ต้องทนเหนื่อยหอบไปก่อนแล้ว

"น้องต้องฟังพี่บ้าง" คือบทสรุประหว่างพี่ๆน้องๆร่วมวิชาชีพ


หมอกับพยาบาลเราเจอเรื่องครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนเป็นไข้ของคนไข้ จนชิน และความเคยชิน ก็ทำให้เราอาจคิดว่า..ไม่สำคัญ 

แต่คนไข้ที่อยู่กับโรคมาหลายปี เฝ้าสังเกตความเป็นไปในร่างกายตนเองอยู่เป็นประจำ แม้ไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์อย่างพี่ทอง ก็พอจะบอกได้ว่า อาการแบบนี้..ผิดปกติ แล้วนะ

แนวทางการดูแลคนไข้แบบบรรเทาอาการ หรือ palliative care ที่สำคัญข้อหนึ่ง คือ การสั่งการรักษาไว้ก่อนล่วงหน้า หรือ anticipatory prescription ซึ่งหมายถึง แพทย์ควรจะประเมินหรือพยากรณ์อาการของคนไข้ไว้ก่อนล่วงหน้าว่า คนไข้แค่ละรายที่เป็นโรคหรือภาวะแบบนี้ จะมีโอกาสเกิดอาการอะไรได้บ่อยๆในอนาคต และมีการสั่งจ่ายยาเอาไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อให้คนไข้สามารถได้ยามาบรรเทาอาการนั้นได้ทันเวลา ไม่ต้องรอให้ต้อง..ทรมานสักแป็บก่อน..เหมือนพี่ทอง

พยาบาลก็คอยสอบถามอาการต่างๆว่ามีหรือไม่ ในเชิงรุกมากกว่ารอตั้งรับ ให้คนไข้เป็นมากก่อน ถึงจะมาบอก

ลองวาดภาพนะครับว่า ถ้าคนไข้ปวด กว่าจะรอให้ปวดมากจนทนไม่ไหว กว่าจะกัดฟันกล้าบอกหมอหรือพยาบาลว่าฉันปวด กว่าพยาบาลที่งานยุ่งทั้งเวรเดินมารับฟัง กว่าพยาบาลจะประเมินความปวดตามมาตรฐานวิชาชีพ กว่าพยาบาลจะตามหมอเจอเพื่อแจ้งว่าคนไข้ปวด กว่าหมอจะเดินทางมาถึง เพื่อประเมินความปวดตามมาตรฐาน กว่าหมอจะสั่งยา และ..กว่ายาจะออกฤทธิ์  คนไข้ต้องทนปวดไปก่อน..นานเท่าไร


พี่ทองก็ยังสอนผมและน้องแพทย์ใช้ทุนด้วยความเมตตาและเข้าใจพวกเรา

แว็บนึงผมคิด เอ.. ถ้าถึงวันของเรา เราจะต้องพูดประโยคนี้ มั้ยน้า