๔ ปีนรกในเขมร

ยาสึโกะ นะอิโต เขียน

ผุสดี นาวาวิจิต แปล

บันทึก สารคดี

ที่มาของรูป : http://mybookshelf.exteen.com/20100830/entry-1

“นี่เป็นความจริงที่โหดร้ายที่สุด น่าเศร้า และไม่น่าเชื่อ”

คำโปรย ๔ ปีนรกในเขมร

กลางทศวรรษที่ 1960 ภาวะสงครามเย็นมีความรุนแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเวียดนาม รัฐบาลกัมพูชาถูร้องขอจากฝ่ายเวียดนามเหนือขอให้กองทัพเวียดนามเหนือใช้ดินแดนกัมพูชาเป็นเส้นทางลำเรียงยุทธปัจจัย อิทธิพลคอมมิวนิสต์ก็เข้ามาสู่กัมพูชาด้วย กัมพูชาจึงตกเป็นเป้าที่เวียดนามใต้เข้าโจมตี สีหนุจึงเจรจากับจีนคอมมูนิตส์และสหประชาชาติให้มีการถอนทหารทั้งเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ออกจากกัมพูชา แต่การเจรจาไม่เป็นผล

นายพลลอนนอลฝ่ายขวาทำรัฐประหารขับไล่สีหนุออกจากตำแหน่ง รัฐบาลลอนนอลดำเนินนโยบายเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เรียกร้องให้เวียดนามเหนือถอนกำลังออกไป เมื่อได้รับการปฏิเสธ สงครามจึงเกิดขึ้น อเมริกาหนุนเวียดนามใต้ทั้งการเงินและการทหาร ส่งกำลังทำลายฐานที่มั่นของเวียดนามเหนือในกัมพูชาอย่างหนัก มีการกวดล้างพวกคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา กรุงพนมเปญเกิดความวุ่นวาย สีหนุหลบหนีจากกัมพูชาไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากเขมรแดง ประกาศจัดตั้งแนวร่วมแห่งชาติของกัมพูชาในเดือนตุลาคม ๑๙๖๐ ทำการต่อต้านรัฐบาลของนายพลลอนนอล

สงครามเวียดนามดำเนินขึ้นหลายครั้งสร้างความเสียหายให้กับประเทศเวียดนามและประเทศใกล้เคียงมหาศาล การที่อเมริกาเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม เป็นการประกาศสงครามกับคอมมินิสต์อย่างโจ่งแจ้ง โดยที่อเมริกาเข้ามารบด้วยตนเอง สร้างความโกรธแค้นในชาวเวียดนามและสร้างความโกรธแค้นให้กับพวกนิยมคอมมิวนิสต์อีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มเขมรที่นิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งกลัวจะศูนย์เสียอำนาจของตนไป

อเมริกากับเวียดนามมีการลงนามสงบศึกในสนธิสัญญาที่กรุงปารีส ในวันที่ ๒๗ มกราคม เป็นการยุติสงครามเวียดนาม เป็นความพ่ายแพ้ของเมริกาและฝ่ายเสรีนิยม คอมมิวนิสต์อย่างพวกเขมรแดงก็เริ่มได้ใจ เขมรแดงกลับเข้าปีอำนาจในกัมพูชา

จนในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๘ กองทัพเขมรแดงเคลื่อนผลเข้าสู่กรุงพนมเปญ ชาวต่างชาติพาหลบหนี แต่ ยาสึโกะ นะอิโต ชาวญี่ปุ่นผู้ดีในตระกูลขุนนางซามูไรผู้สูงศักดิ ได้รับการศึกษาสูงและเป็นภรรยานักการทูตในกัมพูชา เธอได้รับหนังสือจากสถานทูตญี่ปุ่นให้หลบหนี แต่เธอไม่อาจหลบหนีไปได้ เพราะเธอมีสามีเป็นชาวกัมพูชา และลูกสองคน เป็นชาวกัมพูชา เธอจึงเสมอชาวกัมพูชา

เสียงปืนแตกนับตั้งแต่กลางเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ เธอและครอบครัวถูกบังคับให้ออกจากบ้าน เพื่อเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า คอมมิวนิสต์ นี่คือจุดเริ่มต้นของ ๔ ปีนรกในเขมร หนังสือที่จะทำให้คุณน้ำตาซึมและเข้าไปถึงแก่นแท้จิตใจของการเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่หลงใหลในอำนาจและมนุษย์ที่เรียกหาอิสรเสรีภาพ

ระหว่างเป็นที่เธอและเป็นแรงงาน เธอและทุก ๆ คนมีสิทธิเท่าเทียมกัน การกิน การอยู่ การได้รับเครื่องนุ่งห่มของใช้เท่าเทียมกันกับชาวกัมพูชา จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับการทำงานหนักอย่างที่เธอไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต สามีและลูก ๆ ของเธอก็เช่นกัน เวลาผ่านไป สามีและลูก ๆ ของเธอต้องตายไปทีละคน จนเหลือเธอคนเดียว เธอยืนหยัดและอยู่สู้มาได้แม้ร่างกายจะเจ็บปวดรวดร้าวรุนแรงจิตใจเหลวแหลกแตกซ่าน มันคือการตกนรกทั้งเป็น เธอรอดมาได้อย่างไร

เธอบอกว่า

“ฉันเชื่อว่าสามีและลูกสองคนที่ตายไปช่วยคุ้มครองฉันไว้ วิญญาณของฉันคงคอยดูแลฉันให้รอดปลอดภัย”

ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ เธอได้เขียนจดหมายฉับหนึ่งเพื่อขอร้องให้คนช่วยเหลือเธอได้ออกจากนรกแห่งนี้ จดมาหยถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมาอยู่ในมือของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ โนริโต โมริ ในจดหมายความว่า

“9 พฤษภาคม 2522 “ฉันชื่อยาสึกโกะ นะอิโต เกิดวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. 2476 เป็นชาวโตเกียว ขณะนี้อยู่ที่ศรีโสภณ ลูกและสามีตายหมดแล้ว ต้องอยู่คนเดียวในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด อยากจะเดินทางกลับประเทสญี่ปุ่นโดยเร็วที่สุด ขอให้ผู้ที่ได้รับจดหมายฉบับนี้โปรดช่วยให้ได้เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นด้วย...”

เธอเขียนบันทึกถึงความโหดร้ายที่เธอได้รับจากรัฐบาลทหารและระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ตลอดระยะเวลา ๔ ปี คือ พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๒ ความโหดร้ายที่โลกภายนอกไม่เคยรับรู้ว่ามีอยู่จริง ผู้อ่านรวมถึงผู้ศึกษาถึงระบบคอมมิวนิสต์จะได้ทราบว่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร โหดร้ายมากน้อยแค่ไหน จริงหรือที่ชาวอเมริกันและชาวโลกเสรีเกลียดชังระบบนี้เข้าใส้ มากจนถึงกับทุ่มเทงบมหาศาลเพื่อทำการสกัดกั้นระบบคอมมิวนิสต์ไม่ให้เข้ามาใกล้สหรัฐอเมริกา หรือเข้าใกล้ประเทศที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์กัมพูชาไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะกัมพูชาไม่ใช่มีแค่ปราสาทหินที่น่าหลงใหล ประวัติศาสตร์ความโหดร้ายรุ่นแรงก็น่าหลงใหลไม่แพ้กัน หากเรานำมันใช้ประโยชน์ในทางบวกได้

นี้คือหนังสือ (แปล) ดี ๑๐๐ เล่มที่ผมแนะนำให้เยวชนไทยควรอ่าน

วาทิน ศานติ์ สันติ

๘ กุทภาพันธ์ ๒๕๕๕

ห้องสมุด มหาวิทยาลัยรามคำแหง