"ถ้าหนูซื่อสัตย์ อาจารย์จะให้ 4 หรือเปล่า อาจารย์ดูแค่ทำได้กี่ข้อ ไม่ใช่ซื่อสัตย์กี่ข้อ เพราะฉะนั้น ถ้าถามเด็กว่าทำไมลอกข้อสอบ ก็ต้องถามกลับว่าแล้วทำไมผู้ใหญ่ถามหนูว่าได้เกรดเท่าไหร่

ขณะที่คนทั่วไปมองชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยว่าเป็นสังคมของปัญญาชน แต่ก็มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งคนทั่วไปอาจคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเกินตัว ปัญหายาเสพติด ปัญหาทางเพศ รวมถึงการโกงทุกรูปแบบ ซึ่งขยายขอบเขตเป็นขบวนการที่มีอิทธิพลในปัจจุบัน "เห็นนักศึกษาแววตาแห้งผาก การเรียนเป็นทุกขเวทนา ไม่คิดหาความรู้ คิดว่าการโกงง่ายกว่าเยอะ เราต้องเปลี่ยนวิธีการสร้างคนในมหาวิทยาลัย ต้องทำให้การเรียนมีชีวิตชีวาขึ้น" ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ กล่าวถึงที่มาของงานวิจัยเรื่อง 'เรียนอย่างเซียน' ซึ่งเกิดจากการเก็บข้อมูลของนิสิตปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่มีใครล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ดีกว่าตัวนักศึกษาเอง งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งได้รับการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงสามารถตีแผ่เล่ห์กลของคนที่เรียกตัวเองว่า 'นิสิตนักศึกษา' ได้อย่างน่าสนใจ ไม่เพียงแค่การลอกข้อสอบเท่านั้น แต่เด็กไทยปัจจุบัน ยังแสดงศักยภาพในการทำตัวเหลาะแหละทางการศึกษาอื่นๆอีก นั่นคือ การไม่เข้าห้องเรียนและการไม่ทำรายงานด้วยเหตุผลนานาประการ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุด คือ ขี้เกียจ แล้วเขาก็ใช้สมองก้อนเดิมของเขานั่นแหละที่จะหาวิธีช่วยตัวเองให้รอดไปได้" บางส่วนจากบทนำของงานวิจัยชิ้นนี้
นักศึกษาหกคน ได้เก็บข้อมูลเทคนิคการเรียนของบรรดาเซียนเหล่านี้ และสรุปกลวิธีในการลอกข้อสอบไว้มากมาย เริ่มตั้งแต่วิธีการพื้นๆ อย่างการแอบจดข้อมูลต่างๆ เข้าไปในห้องสอบ โดยซ่อนไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย แอบไว้ในอุปกรณ์เครื่องเขียน การลอกเพื่อนด้วยการแอบมอง สลับกระดาษคำตอบกัน ส่งโพยให้กัน การส่งสัญลักษณ์ หรือที่เรียกกันว่า
'การส่งซิก' เช่น ข้อ ก.ลูบหัว ข.จับหู ค.จับคอ ง.บิดตัว เป็นต้น
"จากการพูดคุยกับนักศึกษาสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งบอกว่า เคยทำการทุจริตการสอบบ่อยมากและลองมาหลายวิธีแล้ว ส่วนใหญ่จะทำการจดโพยควบคู่ไปกับการส่งซิกกับเพื่อน โดยอาจแบ่งกันท่องจำตามหัวข้อที่ต้องสอบ เช่น คนที่ 1 จำบทที่ 1 คนที่ 2 จำบทที่ 2 เป็นต้น และแต่ละคนก็จะรับผิดชอบหน้าที่ของตนไป"
งานวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ครูอาจารย์หรือผู้คุมสอบไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เซียนที่เป็นลูกศิษย์ของท่านกำลังส่งซิกกันอยู่ เพราะทุกคนจะมีการซักซ้อมมาอย่างดี พวกเขามักจะมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีพิรุธใดๆ แน่นอน...กลโกง แบบนี้ใช่ว่าเพิ่งเคยเกิดขึ้น อาจเรียกว่าเป็นวิธีคลาสสิกที่สืบทอดกันมาหลายต่อหลายรุ่น และครูบาอาจารย์เองก็พยายามหาวิธีแก้ปัญหา เช่น การใช้ข้อสอบอัตนัย (แทนกากบาท) หรือมีข้อสอบหลายชุดคละกัน แต่ดูเหมือนเด็กๆ เหล่านี้ก็ไม่ย่อท้อที่จะหาทางโกงการสอบ การขโมยข้อสอบ ก็เป็นหนึ่งในวิธีสุ่มเสี่ยงและต้องใช้การวางแผนอย่างดี แต่หลายกลุ่มเลือกที่จะทำ "เริ่มแรกเซียนจะทำทีเป็นเข้าไปตีซี้กับอาจารย์วิชาที่ตนต้องการจะได้ข้อสอบ หลังจากนั้นเริ่มสังเกตการณ์ว่าอาจารย์จะอยู่ห้องพักวันใดบ้าง และในห้องพักอาจารย์มีอะไรไว้ตรงไหน เมื่อสบโอกาสก็จะขโมย"
นอกจากนี้ในยุคของเทคโนโลยี บรรดาเซียนเหล่านี้ก็ได้อาศัยอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยในการโกงด้วย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ แสงเลเซอร์ หรือเครื่องคิดเลข สมกับคำขวัญวันเด็กในปีนี้ว่า 'เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี' แต่ในกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีการที่กล่าวมาแล้วได้ บางครั้งพวกเขาก็อาศัยช่องโหว่ของการคุมสอบ และห้องสอบที่มีผู้เข้าสอบเป็นจำนวนมาก ส่งคนอื่นเข้าสอบแทน ซึ่งโอกาสที่ถูกจับได้จะมีมาก แต่บางคนก็เลือกที่จะเสี่ยง ไม่เฉพาะในการสอบเท่านั้น ไหนๆ ความรู้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจากรั้วมหาวิทยาลัย การเช็คชื่อเข้าห้องเรียน และการทำรายงาน ก็มีการโกงเช่นเดียวกัน

วิธีง่ายๆ ก็คือให้เพื่อนเซ็นชื่อแทน หรือเช็คชื่อแล้วแอบออกมาจากห้องเรียน เวลาทำรายงานก็จ้างคนอื่นทำให้ ซึ่งในที่สุด ความขี้เกียจของคนกลุ่มหนึ่ง ก็เป็นรายได้ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ปัจจุบัน ช่องทางในการใช้ทางลัดในการเรียนมีมากขึ้นเรื่อยๆ ขอเพียงแต่มีเงินพอจะจ่ายเท่านั้น งานวิจัยชิ้นนี้เปิดเผยถึงขบวนการซื้อเกรด ขโมยเกรด ซึ่งเป็นขบวนการที่เรียกว่าเป็น 'อาชญากรรมทางการศึกษา' ก็ไม่ผิดนัก
สถาบันสอนพิเศษบางแห่ง เปิดตัวเป็นโรงเรียนกวดวิชาบังหน้า แต่เบื้องหลังกลับหากินด้วยการช่วยเหลือนักศึกษาในการทุจริตการสอบ แบบง่ายๆ ก็คือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีวิธีการที่แตกต่างกันไปตามแบบข้อสอบและสถานการณ์ โดยจะคิดค่าบริการแตกต่างกันไปตามความยากง่าย ตั้งแต่ 4,000 บาท ไปจนถึง 20,000 บาท เลยทีเดียว นัก
ศึกษารายหนึ่ง ซึ่งเคยใช้บริการนี้มาถึง 4 ครั้ง ให้ข้อมูลว่า "ก็ไปคุยกับเขาว่าจะซื้อเกรด ตกลงแล้วก็จ่ายเงินก่อน เพราะถ้าไม่จ่ายเงิน เขาก็จะไม่บอกรายละเอียดอะไร จ่ายเงินแล้วก็จะมีการนัดไปซ้อมใช้เพจ ไม่รู้ว่าตอนนี้มีอะไรใหม่ๆ มาใช้หรือเปล่านะ ค่อนข้างเสี่ยง แต่ก็รอดมาได้"

วิธีการก็คือซ่อนเพจเจอร์ไว้ที่ขาอ่อน หรือในชุดชั้นใน แล้วทางพี่ติวจะเพจมาเองตามที่ซักซ้อมไว้ แต่ถ้าเป็นวิชาที่ต้องสอบข้อเขียนอาจใช้อุปกรณ์ช่วยฟัง ซึ่งคนในแวดวงนี้เรียกว่า 'ชิบ' ติดไว้ข้างหู แล้วคนของสถาบันติวซึ่งเข้าไปสอบด้วย แต่ออกมาจากห้องสอบก่อน จะบอกคำตอบผ่านทางหูฟังอีกที "ก็กลัวนิดหน่อย เพราะถ้าโดนจับก็พักการเรียน แต่เขายืนยันว่าชัวร์นะ อาจารย์คุมสอบเขาไม่ค่อยสนใจหรอก เพราะเราดูเหมือนได้สิทธิพิเศษแล้วล่ะ..." นักศึกษารายเดิม ทิ้งนัยไว้เบื้องหลัง เมื่อมีคนจำนวนมากต้องการใช้บริการ และคนอีกจำนวนหนึ่งหวังเพียงเงินรายได้ โดยไม่มีจริยธรรม ความเลวร้ายของขบวนการดังกล่าว จึงไม่ได้ยุติเพียงเท่านี้

การขโมยเกรด เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ไม่เพียงแสดงถึงความมักง่ายของผู้เรียน ยังส่งผลกระทบกับคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง เก็บข้อมูลของนิสิตนักศึกษาด้วยระบบคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการตรวจสอบผลการเรียน ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น "บางคนที่เคยเรียนและสอบในวิชานั้นผ่านแล้ว แต่เมื่อมาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งปรากฏว่าผลการเรียนของตน ไม่ผ่าน หลายคนพยายามหาคำตอบและเหตุผล แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ จึงต้องยอมจำนน เพราะเกรดของเรา ได้โดนย้ายไปเป็นของคนอื่นเสียแล้ว" ผู้ทำวิจัยเปิดเผย เพราะเป็นวิธีการที่ง่ายและเสี่ยงต่อการโดนจับน้อย วิธีการนี้จึงเริ่มเป็นที่นิยมและให้ผลลัพธ์ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง นักศึกษาผู้เก็บข้อมูลเรื่องนี้แนะนำว่า ทุกครั้งที่เข้าสอบนักศึกษาควรเขียนชื่อและรหัสประจำตัวของตนให้ชัดเจน ด้วยปากกา ทุกหน้ากระดาษที่กำหนด เมื่อประกาศผล ควรเก็บใบเกรดไว้ทุกครั้งเพื่อยืนยัน และพยายามตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของตนเองบ่อยๆ เพื่อป้องกันการสูญหาย

"เหตุการณ์เหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งเตือนใจและสะท้อนช่องโหว่ของระบบการศึกษาไทย ที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างมาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อได้เปิดโปงการทุจริตในแบบต่างๆ ที่ได้เสนอมาแล้ว เราน่าจะได้ทราบวิธีที่ปราบเซียนโคตรโกงใหม่ๆ ที่สามารถทำลายวิธีทุจริตของคนเหล่านี้ได้" บทสรุปจากผู้วิจัย