ถ้าเราฝึกเทคนิคการอ่านให้เก่งๆ เราก็จะโกยคะแนนในส่วนนี้ได้มากกว่าคนอื่น

เทคนิคการทำข้อสอบ Reading

ส่วนต่อมาของข้อสอบ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก คือ Reading comprehension (ความเข้าใจในการอ่าน) ครูให้ความสำคัญกับการอ่าน ครูขออธิบายแบบสั้นๆ นะคะ เพราะความจริงแล้วเทคนิคการอ่านมีมากมายจริงๆ ถ้าเราฝึกเทคนิคการอ่านให้เก่งๆ เราก็จะโกยคะแนนในส่วนนี้ได้มากกว่าคนอื่น (ซึ่งมักจะคิดว่า Reading คือ ต้องเดาเสมอ) ใน Reading Part จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่เป็นการอ่านสื่อต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ข้อความจากหนังสือพิมพ์ , พจนานุกรม , แผนภูมิ , ตาราง ,การพยากรณ์อากาศ , ฉลากยา เป็นต้น การอ่านข้อความประเภทนี้ ต้องใช้ทักษะการอ่านแบบ skim คือ การกวาดตาอย่างเร็วๆ เพื่อดูข้อมูลทั่วๆไป และ scan คือการกวาดตาอย่างเร็วๆ เพื่อหาจุดมุ่งหมายที่ต้องการ

ส่วนที่สอง เป็นการอ่านเนื้อเรื่องความยาวประมาณ 10-20 บรรทัด แต่ละเรื่องจะมีคำถามเรื่องละ 6-9 ข้อ ขึ้นอยู่กับความยาวและความยากง่ายของเนื้อเรื่อง คำถามที่จะปรากฏอยู่ในข้อสอบอ่าน จะมีคำถามหลักดังนี้

1. ถาม title หรือ topic (ชื่อเรื่อง) , main idea (ความคิดหลักของเรื่อง) วิธีการตอบคำถามประเภทนี้สามารถใช้เทคนิคในกรหาคำตอบได้ดังนี้                        

- ใช้วิธี skim และ scan คือการกวาดตาอย่างรวดเร็ว เพื่อหาคำซ้ำๆ ในเรื่อง ซึ่งเป็นคำที่ซ้ำๆ ที่อยู่ในกลุ่มคำที่น่าจะสัมพันธ์กัน นำมาประมวลรวมกันเพื่อรวมเป็นหัวเรื่องหรือแนวคิดหลักของเรื่อง
- ถ้าเนื้องเรื่องที่อ่านมีเพียง 1-2 ย่อหน้า ให้อ่านประโยคแรกและประโยคสุดท้ายของย่อหน้าแรก เพราะปะโยคแรกและประโยคสุดท้ายของแต่ละย่อหน้า มักจะเป็นประโยคที่มี main idea แล้วนำประโยคที่อ่านมาประมวลความคิด เพื่อหาความคิดหลักของเรื่อง

ถ้าเนื้อเรื่องที่อ่านมีตั้งแต่ 3 ย่อหน้าขึ้นไป ให้อ่านย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้าย เพราะย่อหน้าแรกมักจะเป็นคำนำ และย่อหน้าสุดท้ายมักจะเป็นสรุป ซึ่งจะทำให้เราสามารถจับใจความหลักของเนื้อเรื่องที่เราอ่านได้

ครูขอให้จำไว้เสมอว่า title , topic หรือ main idea ของเรื่องจะต้องไม่กว้างมากเกินไปหรือไม่แคบเกินไป ถ้าครูจะเปรียบความคิดหลักของเรื่องก็คล้ายๆ กับฝาชี เรามีฝาชีไว้ครอบจานอาหาร ฝาชีนั้นต้องครอบอาหารได้ทุกจาน ไม่มีจานใดจานหนึ่งเล็ดลอดออกมา ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใหญ่จนเกินไป เช่น ถ้าเราจับได้ว่าคำซ้ำๆ กันในเนื้อเรื่องคือ tiger , leopard , zebra , hare, snake ดังนั้น title หรือ topic ก็ควรจะเป็น wild animals ถ้าเราเลือก animal เฉยๆ ก็มักจะกว้างเกินไป จริงไหมคะ

2. ถาม pronoun reference นั่นก็คือคำถามประเภท “it” line…..refers to…. คิดว่าคงเคยเจอบ่อยๆ เลยใช่ไหมคะ เทคนิคการทำข้อสอบประเภทนี้มี 2 วิธีค่ะ คือ

- ถ้าข้อสอบถามถึงคำประเภท เช่น he , she , they , we , this , that , there , these , those , one , such , the above เราต้องใช้วิธีการ backward คือ ถอยหลังกลับไปอ่านในประโยคก่อนหน้านี้ 1-2 ประโยค ถ้าไม่เจออาจจะถอยไปประโยคที่ 3 แต่โอกาสที่จะถอยไป 3 ประโยค หรือเกินกว่านี้มีน้อยมากค่ะ เพราะตามหลักของการเขียนจะไม่อ้างอิงหลายประโยค เพราะอาจทำให้ผู้อ่านสับสน  

ส่วนต่อมาของข้อสอบ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก คือ Reading comprehension (ความเข้าใจในการอ่าน) ครูให้ความสำคัญกับการอ่าน ครูขออธิบายแบบสั้นๆ นะคะ เพราะความจริงแล้วเทคนิคการอ่านมีมากมายจริงๆ ถ้าเราฝึกเทคนิคการอ่านให้เก่งๆ เราก็จะโกยคะแนนในส่วนนี้ได้มากกว่าคนอื่น (ซึ่งมักจะคิดว่า Reading คือ ต้องเดาเสมอ) ใน Reading Part จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่เป็นการอ่านสื่อต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ข้อความจากหนังสือพิมพ์ , พจนานุกรม , แผนภูมิ , ตาราง ,การพยากรณ์อากาศ , ฉลากยา เป็นต้น การอ่านข้อความประเภทนี้ ต้องใช้ทักษะการอ่านแบบ skim คือ การกวาดตาอย่างเร็วๆ เพื่อดูข้อมูลทั่วๆไป และ scan คือการกวาดตาอย่างเร็วๆ เพื่อหาจุดมุ่งหมายที่ต้องการ

ส่วนที่สอง เป็นการอ่านเนื้อเรื่องความยาวประมาณ 10-20 บรรทัด แต่ละเรื่องจะมีคำถามเรื่องละ 6-9 ข้อ ขึ้นอยู่กับความยาวและความยากง่ายของเนื้อเรื่อง คำถามที่จะปรากฏอยู่ในข้อสอบอ่าน จะมีคำถามหลักดังนี้

1. ถาม title หรือ topic (ชื่อเรื่อง) , main idea (ความคิดหลักของเรื่อง) วิธีการตอบคำถามประเภทนี้สามารถใช้เทคนิคในกรหาคำตอบได้ดังนี้                        

- ใช้วิธี skim และ scan คือการกวาดตาอย่างรวดเร็ว เพื่อหาคำซ้ำๆ ในเรื่อง ซึ่งเป็นคำที่ซ้ำๆ ที่อยู่ในกลุ่มคำที่น่าจะสัมพันธ์กัน นำมาประมวลรวมกันเพื่อรวมเป็นหัวเรื่องหรือแนวคิดหลักของเรื่อง
- ถ้าเนื้องเรื่องที่อ่านมีเพียง 1-2 ย่อหน้า ให้อ่านประโยคแรกและประโยคสุดท้ายของย่อหน้าแรก เพราะปะโยคแรกและประโยคสุดท้ายของแต่ละย่อหน้า มักจะเป็นประโยคที่มี main idea แล้วนำประโยคที่อ่านมาประมวลความคิด เพื่อหาความคิดหลักของเรื่อง

ถ้าเนื้อเรื่องที่อ่านมีตั้งแต่ 3 ย่อหน้าขึ้นไป ให้อ่านย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้าย เพราะย่อหน้าแรกมักจะเป็นคำนำ และย่อหน้าสุดท้ายมักจะเป็นสรุป ซึ่งจะทำให้เราสามารถจับใจความหลักของเนื้อเรื่องที่เราอ่านได้

ครูขอให้จำไว้เสมอว่า title , topic หรือ main idea ของเรื่องจะต้องไม่กว้างมากเกินไปหรือไม่แคบเกินไป ถ้าครูจะเปรียบความคิดหลักของเรื่องก็คล้ายๆ กับฝาชี เรามีฝาชีไว้ครอบจานอาหาร ฝาชีนั้นต้องครอบอาหารได้ทุกจาน ไม่มีจานใดจานหนึ่งเล็ดลอดออกมา ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใหญ่จนเกินไป เช่น ถ้าเราจับได้ว่าคำซ้ำๆ กันในเนื้อเรื่องคือ tiger , leopard , zebra , hare, snake ดังนั้น title หรือ topic ก็ควรจะเป็น wild animals ถ้าเราเลือก animal เฉยๆ ก็มักจะกว้างเกินไป จริงไหมคะ

2. ถาม pronoun reference นั่นก็คือคำถามประเภท “it” line…..refers to…. คิดว่าคงเคยเจอบ่อยๆ เลยใช่ไหมคะ เทคนิคการทำข้อสอบประเภทนี้มี 2 วิธีค่ะ คือ

- ถ้าข้อสอบถามถึงคำประเภท เช่น he , she , they , we , this , that , there , these , those , one , such , the above เราต้องใช้วิธีการ backward คือ ถอยหลังกลับไปอ่านในประโยคก่อนหน้านี้ 1-2 ประโยค ถ้าไม่เจออาจจะถอยไปประโยคที่ 3 แต่โอกาสที่จะถอยไป 3 ประโยค หรือเกินกว่านี้มีน้อยมากค่ะ เพราะตามหลักของการเขียนจะไม่อ้างอิงหลายประโยค เพราะอาจทำให้ผู้อ่านสับสน