"การวิเคระห์ข้อมูลจากท้องถิ่น เพื่อไห้เกิดการพัฒนาชุมชน"
        “ Case study  and Comparative Research   เป็นหัวข้อที่ท่าน  ดร. จิติผล  ภักดีวาณิช  มาคุยกับนักศึกษาเพื่อให้มีความเข้าใจในประเด็นการทำวิจัย  โดยใช้”Case Study”  อาจารย์ยกตัวอย่าง  การศึกษากรณี  “บทบาทของเกษตรกรกับนโยบายภาครัฐ  จุดเน้นอยู่ที่การมีส่วนร่วมของชุมชนกับนโยบายรัฐ   กรณีที่น่าสนใจคือกรณีกลุ่มเพาะชำไม้ดอกของอำเภอวาริน           ซึ่งโดยนโยบายของรัฐแล้วจะมีการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกัน  เพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองกับตลาด  ขายสินค้าได้ราคา  และที่สำคัญจะได้รับการสบับสนุนจากภาครัฐ  ถ้าใครไม่มีกลุ่ม  หรือไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ   เช่น  แจกเมล็ดพันธ์  ได้สิทธิ์เข้าร่วมการอบรม  มีตลาดที่กรุงเทพรองรับ  ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นไปด้วยดี   แต่ทำไมมีเกษตรกรบางคนไม่ยอมเข้าร่วม  และสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ดีกว่าการเข้าร่วมกลุ่มโดยเขาให้เหตุผลว่า  เขาได้ค้นพบจากประสบการณ์จริง  โดยการเข้าไปสัมผัสข้อมูลจริง  หลังจากที่เขาเข้าไปเรียนรู้  เขาพบว่าถ้าเขาเข้าร่วมกลุ่มเขาจะประสบความสำเร็จน้อยกว่าที่เขาลงมือทำด้วยตนเอง  ดอกไม้ดอกเดียวถ้าอยู่ในระบบกลุ่ม  เขาจะขายได้มูลค่าน้อยกว่าที่เขานำมาบริหารเอง  จะเห็นได้ว่าเกษตรกรคนนี้ ได้นำความรู้หลายด้าน  มาพบกัน  แล้วนำมาใส่ดอกไม้  ให้มีคุณค่าและมูลค่ามากกว่าเดิม   เช่นแทนที่จะส่งดอกไม้ เป็นดอกผ่านกลุ่มเพื่อส่งไปขายที่กรุงเทพแต่เขาก็เอาความรู้มาใส่ดอกไม้  เช่น   ความรู้เรื่องการร้อยมาลัย    ความรู้ในการตลอด  เมื่อไรตลาดต้องการมาก   ลักษณะรูปแบบของมาลัย  ที่ลูกค้าต้องการ  เขาสามารถบริหารและการจัดการตัวเขาเอง  ให้เกิดมูลค่า  และคุณค่ามากมาย  โดยไม่ต้องพึ่งนโยบายรัฐ
           เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ทำให้เราสามารถมีมุมมองใหม่  ๆ  ที่ต่างไปจากจากมุมมองเดิมๆ  ซึ่งผู้ค้นพบเป็นชาวบ้านธรรมดาจากข้อมูลพื้นฐาน (ดิบ  ๆ )  ไม่ได้ผ่านการตีความ  ก็สามารถก่อประโยชน์ให้กับผู้ที่ใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลา  ซึ่งแนวคิดของคนในท้องถิ่นเช่านี้น่าจะมีประโยชน์มากกว่าแนวคิดของภาครัฐที่ใช้วิธีการเดียวกับทุกพื้นที่  ด้วยเหตุผลของความแตกต่างแต่ละชุมชน  แต่ละท้องถิ่น  สภาพของพื้นที่  ทุนทางความรู้  ทุนทางสังคม  คือ    บทบาทของภาครัฐควรเป็นเพียงเพื่อส่งเสริมให้ท้องถิ่นได้ดำเนินการตามแนวคิดและวิธีการของเขาเอง  น่าจะทำให้ถ้องถิ่น  หรือสังคมนั้นเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  ทุกคนเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองทำ   ทำในสิ่งที่ตนชอบและถนัด   กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ก็จะเป็นเกรียวแห่งการเรียนรู้  ที่หมุนและพัฒนาสูงขึ้นไปเรื่อย ๆทั้งคนและชุมชน  ก็จะเกิดปัญญาและสามารถพัฒนาตนเอง  พัฒนาสังคมไปสู่การพึ่งพาตนเอง      มีความพอเพียงอย่างยั่งยืนตลอดไป