ที่ฝรั่งเขาขว้างของทิ้งนั้นก็เพราะเขา”ประหยัด” นั่นเอง ไม่ใช่ว่าเขาฟุ่มเฟือย เพราะการขว้างทิ้งมันประหยัดเงินกว่าการซ่อม

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๑๘)  (ฝรั่งประหยัดกว่าไทย)

 

คนไทยร้อยทั้งร้อย เมื่อได้ไปสัมผัสชีวิตฝรั่งได้ไม่นานนัก จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าฝรั่งมันฟุ่มเฟือยมาก (ไม่เว้นแม้แต่ข้าพเจ้าในยุคสิบปีแรก) เพระมันโยนของทิ้งเป็นว่าเล่น เช่น รถยนต์ ตู้เย็น เครื่องพิมพ์ดีด จนพวกเรานักเรียนจนๆ ต้องไปเก็บเอามาใช้งานต่อจากถังขยะ

 

พอผมอยู่ไปนานๆ มีรายได้มากขึ้น ผมก็เริ่มติดนิสัยขว้าง “ของดีๆ” ทิ้งเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะฟุ่มเฟือยอะไรหรอก แต่เพราะมันไม่คุ้มค่าซ่อมต่างหาก เนื่องจากค่าซ่อมในเมืองฝรั่งนั้นแพงมาก ที่แพงก็เพราะค่าแรงมันแพงนั่นเอง ที่ค่าแรงมันแพงก็เพราะมันเป็นธรรมนั่นเอง ที่มันเป็นธรรมก็เพราะระบบปัจเจกนิยมที่บังคับให้เกิดกฎหมายแรงงานที่เป็นธรรมนั่นเอง 

 

ส่วนของไทยเรา กดค่าแรงงานไว้ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอื้อต่อนายทุน  (ที่คบกับอำนาจรัฐ)  ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นธรรมแล้วยังเป็นความโง่อันมหันต์อีกต่างหาก ผมถามง่ายๆว่านายทุนไทยกับนายทุนหรั่งใครรวยกว่ากัน ทั้งที่นายทุนหรั่งต้องเสียค่าจ้างแรงงานสูงกว่านายทุนไทยประมาณยี่สิบเท่า   

 

ระบบค่าจ้างแรงงานของเขามันเป็นระบบ วินวิน ส่วนของเรา ลูสลูส  โดยมีนักการเมืองโง่เป็น catalyst (ตัวเชื่อมเร่งปฏิกิริยา)

 

ที่ฝรั่งเขาขว้างของทิ้งนั้นก็เพราะเขา”ประหยัด” นั่นเอง ไม่ใช่ว่าเขาฟุ่มเฟือย เพราะการขว้างทิ้งมันประหยัดเงินกว่าการซ่อม

 

พอผมจบการศึกษาแล้วไปทำงาน  ก็ไปกินข้าวกลางวันกับกลุ่มเพื่อนฝรั่งทุกวัน โดยนัดมาเจอกันที่หน้าตึก แล้วเดินกันไปเป็นขโยงประมาณสิบคน  พูดจาหยอกล้อแซวกันไปตลอดทาง ผมเด็กที่สุดในกลุ่ม จนที่สุดด้วย เพราะเพิ่งจบใหม่  สมาชิกกลุ่มแต่ละคนก็บ้านโตๆกันทุกคน ..แต่ปรากฏว่าประมาณ 70% ไม่ยอมซื้ออาหารกิน แต่เอาข้าวไปกินกลางวัน  (เอ้อ..แซนด์วิชน่ะ) โดยหิ้วใส่ถุงที่เขาเรียกกันว่า ถุงน้ำตาล (brown bag) คนพวกนี้ประหยัดมากจนมีคำล้อเลียนว่าเป็นพวกถุงน้ำตาล (brown bagger)

 

ส่วนผมเป็นด๊อกจบใหม่ เงินเดือนน้อยกว่าพวกเขา 2-3 เท่า แต่ผมกลับซื้อกินเต็มที่ ซึ่งผมว่าอาหารมันถูกสุดๆ แถมอร่อยโคตร ซื้อกินจนพุงกาง ราคาเพียง 50 บาทไทย (2 ดอลในขณะนั้น คศ. 1986)  ในขณะที่ตอนนั้นเงินเดือนประมาณ 1 แสนบาท แต่ฝรั่งเงินเดือนสองสามแสน กลับหิ้วถุงน้ำตาลไปกินร่วมวงกับเรา

 

 

ห้องทำงานผมมีคนอยู่สองคน คือผมและเพื่อน ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมเมกันจากเธอมากทีเดียว  เธอมาจากครอบครัวที่รวยมาก  ขับรถสปอร์ต (เชวี คาเมโร่ สีแดงเพลิง คันละ 25,000 เหรียญ แพงกว่าเบนซ์) ส่วนผมขับโตโยต้า เตอร์เชล 5,000 เหรียญ แต่เธอกลับเอาถุงน้ำตาลมากิน ส่วนผมซื้อกิน

 

เวลาเธอจะซื้ออะไร ตั้งแต่ประกันภัยรถยนต์  ไปจนถึงตั๋วเครื่องบินไปพักร้อน เธอจะโทรศัพท์ไปหานับสิบบริษัท เพื่อสืบราคาหาไอ้ที่ถูกที่สุด  จนบางครั้งผมแสนรำคาญที่ฟังเธอคุยโทรศัพท์ถามรายละเอียดและทางเลือกต่างๆในการซื้อบริการในระดับต่างๆ  แต่นี่มันแสดงว่าเธอนั้นประหยัดสุดๆจริงๆ

 

ผอ. ของหน่วยงานวิจัยที่ผมทำงานอยู่ด้วย เป็นหน่วยงานรัฐบาล มีพนักงานประมาณ 5,000 คน เปรียบกับไทยคงประมาณอธิบดีกระมัง  เงินเดือนก็สูงที่สุดในหน่วยงาน (ประมาณ 5 แสนบาทต่อเดือน)   ปรากฏว่า รถยนต์ส่วนตัวของท่านราคาประมาณ 10,000 เหรียญ เท่านั้น  (2 แสนห้าหมื่นบาทในตอนนั้น)  ไม่มีรีโมท ประตูเป็นแบบมือหมุน ไม่มีเซ็นทรัลล็อค ( ที่รู้เพราะท่านเคยเป็นครูสอนวิชาคำนวณผมมาก่อน สนิทกันพอควร จนได้มีโอกาสไปนั่งรถยนต์ท่าน)  ส่วนไทยเรา (แม้ในช่วงพศ.นั้น) มีรีโมท  เซ็นทรัลล็อค และประตูไฟฟ้าหมดแล้ว  

 

ผอ.ท่านนี้เคยได้รับการนินทาจากครูผม..คือครูผมได้ถามท่านว่า..ในบรรดานศ.เราที่ส่งมาทำงานวิจัยวิทยานิพธ์ในหน่วยงานท่านนี้มีใครพอได้เรื่องราวอะไรบ้างไหม (มันมีทั้งหมดประมาณ 20 คนเห็นจะได้)  ท่านตอบว่า พอมีอยู่คนคือ นายจิตรสมบูรณ์ ..ครูท่านเลยเอามานินทาให้ผมฟัง ...เป็นประกาศนียบัตรที่ผมไม่อาจติดฝาบ้านได้ แต่จำติดใจมาจนวันนี้ ซึ่งผมเองก็นิยมท่านผอ. มาก แต่ไม่เคยไปประจี๋ประจ๋ออะไรเลย

 

ผมเคยคำนวณว่าคนเมกานั้นแม้จบแค่ป.ตรี โดยเฉลี่ยเงินเดือน  3 เดือนก็สามารถซื้อรถราคาปานกลางได้แล้ว ส่วนคนไทยเราต้องใช้เงินเดือน  4 ปีกว่าจะซื้อรถราคาเฉลี่ยได้หนึ่งคัน  แต่ทำไมเมืองไทยกลับมีรถเกลื่อนเมือง จนรถติดกันยาวเหยียด

 

เงินเดือนเฉลี่ยเขาสูงกว่าคนไทยเราประมาณ  20  เท่า  ในขณะที่รถเบนซ์เขาราคาถูกกว่าในเมืองไทย 3 เท่า แสดงว่าเขามีศักยภาพในการซื้อรถเบนซ์มากกว่าเรา  60 เท่า แต่กลับปรากฏว่าหาคนขี่รถเบนซ์ได้น้อยมาก หาใช่ว่าเขาชาตินิยม เพราะทุกคนอยากขี่รถเบนซ์ด้วยกันทั้งนั้น และถ้าใครขี่รถเบนซ์ก็จะได้รับการกล่าวขวัญและนิยมชมชื่น (ด้วยความอิจฉา)  ...เพื่อนร่วมงานผม อาวุโสมากแล้ว เมียก็สอนมหาลัย ตัวเองก็ด๊อก มีรถเบนซ์กะเขาด้วย แต่เป็นเบนซ์รุ่นเก่ามากแล้ว

 

แต่ทำไมบ้านเรากลับมีรถเบนซ์เกลื่อนเมือง โดยที่รถเบนซ์ต่อหัวประชากรไทย น่าจะมากกว่าเมกันนับสิบเท่า ทั้งนี้ผมลองมองดูในมหานครนิวยอร์ค ประมาณ 10 นาทีจะเห็นรถเบนซ์ผ่านมาสัก 1 คัน แต่ในกทม. เรา 1 นาทีมาหนึ่งคันเป็นอย่างน้อย

 

คนเมกันเขาฉลาด เขาไม่ลงทุนในรถยนต์หรอก เพราะราคามันตกลงเสมอ และอย่างรวดเร็วด้วย  แต่เขาลงทุนมากในบ้าน เพราะราคาบ้านสูงขึ้นเสมอ ส่วนไทยเราบ้านซอมซ่อไม่ว่า ขอให้มีรถโก้เอาไว้ขับอวดก่อน เพราะบ้านไม่มีใครมองเห็น ส่วนรถคนมองเห็นกันมาก ก็อวดโก้ได้มาก (ทั้งที่จะโก้ไปทำหอกอะไรก็ไม่ทราบ เพราะไอ้พวกที่ชะเง้อคอมองดูเอ็งนั้นเขาก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกะเอ็งสักกะหน่อย)

 

สรุปว่า ฝรั่งนั้นไม่แต่ประหยัด เลือกซื้อ  แต่เขายังฉลาดรู้จักลงทุน และไม่เห่อเหิมหนักเท่าคนไทย

 

เป็นนิสัยที่แตกต่างที่น่าสนใจมากเลยนะ

 

ที่ญี่ปุ่นก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่ขับรถคันเล็กๆ แต่กลับออกแบบและผลิตรถคันใหญ่ๆมาขายให้คนไทย เพราะเขารู้ดีว่าอึ่งอางไทยมักพองตัวจนตัวใหญ่กว่าควายไปแล้ว ก็เลยต้องสร้างรถให้ใหญ่พอๆกัน จึงจะขายออก

 

...คนถางทาง (๒๘ มกราคม ๒๕๕๕)