ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๑๔...วิธีการทำงานให้ก้าวหน้า)
เป็นที่ทราบกันดีว่าฝรั่ง (โดยเฉลี่ย) มีสำนึกในหน้าที่มากกว่าคนไทย ทำอะไรจริงจัง ส่วนไทยเราเหลาะแหละ ทำไปเล่นไป หลายคนไม่ทำอะไรเลย (เพราะมีนายคุ้มกะลาหัว)
นั่นว่าสำหรับลูกน้องทั่วไป ส่วนพวกนายเล่าทำอะไรกันบ้าง ของฝรั่ง “นาย” ก็ทำงานของนายไปตามหน้าที่ ส่วนของไทย นายมักไม่ค่อยทำงานเต็มที่ แต่เอาเวลาไปประจบสอพลอนายใหญ่ขึ้นไปเสียมาก นายใหญ่ก็สอพลอนายที่ใหญ่กว่าต่อไปเป็นทอดๆ จนนายใหญ่ๆ เสียผู้เสียคนกันหมด เพราะด้านชาชินกับระบบนี้ พอตนเองขึ้นไปใหญ่ก็คาดหวังว่าลูกน้องจะต้องสอพลอตนเป็นการตอบแทนบ้าง
พอหัวมันเน่าเสียแล้วจะให้หางมันหอมนั้นมันก็ยาก มันก็เลยเน่าทั้งระบบในที่สุด
สาเหตุคือ นิสัยอิงตน กับ อิงนาย อีกแล้ว
คือ ฝรั่งเขาอิงตน อิงความสามารถตนเป็นหลัก การจะไต่เต้าในหน้าที่ก็ต้องแสดงผลงานแห่งตนให้เป็นที่ประจักษ์ ส่วนไทยเราอิงนาย การจะไต่เต้าก็ต้องทำให้นายรัก ต้องไปเป็นพวกเป็นกลุ่มของนาย ไปกินข้าวกับนาย คอยเทกระโถนรับใช้ ส่วนผลงานนั้นเป็นรอง
ดังนั้นคำว่า “สำนึกในหน้าที่” นี้มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ มันเป็นผลพวงของ “นิสัยแห่งสังคม” ด้วย
การแก้ปัญหาของไทยเรา ใช่ว่าจะไปปรับระบบให้คนไทยเราทั้งหมดมีนิสัยอิงตนแบบฝรั่ง ซึ่งผมเคยบอกแล้วว่ามันยากมาก เพราะเป็นผลสะสมหลายร้อยปีของวัฒนธรรม
แต่เราควรมาคิดกันว่าทำอย่างไรดีจะทำให้ “เจ้านาย” จำนวนน้อยนั้น เป็นคนเก่งคนดีให้ได้ เพราะถ้านายเก่งดีมีคุณธรรมเสียแล้วก็จะไม่ยอมรับการสอพลอของลูกน้อง ระบบสอพลอก็จะค่อยๆ สูญหายไปเอง
เมื่อสิบปีก่อน ลูกน้อง และนักศึกษาโท เอก ของผม เอาของขวัญมาให้ผมประจำ คือ ปีใหม่ สงกรานต์ วันเกิด ผมด่าเช็ดกลับไปหลายคน บางคนที่สนิทมากเป็นพิเศษก็รับไว้ แล้วบอกว่าจะเอาไปให้เป็นของกลาง แล้วสอนว่าวันหลังอย่าเอามาอีกนะ ส่วนนายนั้นผมไม่เคยเอาอะไรไปให้เลย นอกจากซองทอดกฐิน
วันนี้ลูกน้อง ลูกศิษย์ ไม่มีใครกล้าเอาอะไรมาให้อีกเลย ส่วนเจ้านายผมก็ไม่เอาอะไรไปให้ แม้ซองกฐิน (เพราะเอาไปให้ก็ได้มาแค่ร้อยเดียว ไม่คุ้มค่าความรู้สึกที่เสียไป ส่วนผมถ้าไม่รู้จัก 500 ห่างๆ 1000 ดี 2000 ดีมาก 10,000 ดีที่สุด ชีวิต ก็ให้)
ทำอย่างไรจะนำระบบ “ทศพิธราชธรรม” กลับเข้ามาใช้เป็นกรอบการทำงานของ “นาย” ได้เหมือนในอดีตที่เจ้านายมักมีธรรมทั้งสิบนี้ จน “ไพร่ฟ้าหน้าใส” ไปตามๆกัน ถ้าการปกครองในช่วงใด ไพร่ฟ้าหน้าซีด ผู้ปกครองมักอยู่ไม่ได้ จะต้องถูกกำจัดไปในที่สุด โดย “ธรรม”ชาติ
คำว่าทศพิธราชธรรม นี้คือ ธรรมสำหรับนักปกครอง ซึ่งหมายรวมนักปกครองทุกระดับ ตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงนายกอบต.
สมัยโบราณของไทยเรานั้นแม้แต่ “ทาส” ก็ได้รับการปกครองเลี้ยงดูอย่างเมตตาธรรมเป็นส่วนใหญ่จากนายทาส ดังหลักฐานปรากฏว่า เมื่อร. ๕ ทรงเลิกทาส ทาสจำนวนมากไม่ยอมเป็นอิสระ กลับอาสาเป็นทาสต่อ เนื่องเพราะสบายดีและมีสุขเมื่ออยู่กับนายทาส เพราะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีนั่นเอง นี่แสดงว่านายทาสคงมี ทศพิธราชธรรมพอควรทีเดียว
เห็นได้ชัดว่ากษัตริย์ทรงมีทศพิธราชธรรม เพราะวังกษัตริย์ไทยโบราณนั้นเล็กมาก สมเด็จพระนเรศวรที่ทรงมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายได้มหาศาล แต่กลับไม่ทรงเกณฑ์แรงงานประชาราษฎร์มาสร้างวังหรูหรา (เหมือนแวร์ซาย และ บัคกิงแฮม ของฝรั่งเศสและอังกฤษ) แต่กลับทรงอยู่วังจันทรเกษมที่เป็นเพียงบ้านไม้หลังเล็กๆเท่านั้น วังที่ใหญ่ที่สุดของกษัตริย์ไทยคือวังพระนารายณ์ที่ลพบุรี แต่ก็เล็กกว่าส้วมของแวร์ซายเสียอีก ทั้งที่รวยพอที่จะสร้างให้ใหญ่แบบแวร์ซายก็ได้ (แต่วันนี้อนิจจา มีผู้พยายามสร้างคำขวัญว่า วังนี้คือแวร์ซายของไทย ..ช่างไม่เดียงสากันเสียจริง)
นี่คือจุดแข็งสำคัญของวัฒนธรรมไทยในอดีต ที่เราลืมกันไปหมดแล้ว หันไปสมาทานระบบฝรั่งมาใช้ โดยที่เราไม่ได้มีลักษณะนิสัยที่สอดคล้อง มันก็เลยผิดฝาผิดตัว ทำให้ประเทศเราด้อยพัฒนามาจนบัดนี้ ทั้งที่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้นประเทศไทยพัฒนาเท่าเทียมยุโรปในทุกด้านก็ว่าได้ ไม่ว่าจะในด้านสถาปัตยกรรม การก่อสร้าง การปืน การเรือ
การที่ระบบทศพิธราชธรรมดำรงอยู่ได้ก็เพราะในสมัยโบราณ ศาสนจักรมีความเข้มแข็งเท่าอาณาจักร พระยังสอนนายทั้งหลายได้ให้เป็นนายที่ดีได้นั่นเอง แต่วันนี้พระเราก็สมาทานเอาระบบฆราวาสมาใช้เต็มๆ พระผู้น้อยก็ต้องสอพลอพระผู้ใหญ่ เพื่อที่จะไต่เต้าทางสมณศักดิ์ เวลาที่จะมาศึกษาธรรมวินัยและมาสอนคนก็น้อยลงไปตามลำดับ ว่าไปแล้วถ้าจะมาสอนมันก็สอนไปแบบแค่นๆ คำสอนไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะตัวผู้สอนเองก็เหลวพอกัน
...คนถางทาง (๒๘ มกราคม ๒๕๕๕)
The Buddha gave up his palace to live in forest and among ordinary people (as Buddhadassa often said) but people rebuild palaces for Buddha statues and images and few people follow His teaching religiously. Why?