ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (ตอนที่ ๕)
คนฝรั่ง ส่วนใหญ่พูดอะไรแบบ ตรงไปตรงมา (เขาเรียกกันว่า directness) ใครดีก็ชม ใครเลวก็ด่า ส่วนคนไทยเรา...ส่วนใหญ่...โกงไปโกงมา เลวก็ชม (ถ้ามีอำนาจ) ส่วนดีกลับอาจโดนด่า (ถ้าไม่มีอำนาจ)
ภายหลังไปเรียนและทำงานอยู่เมืองหรั่งมา 18 ปี ผมคงซึมซับรับเลียนแบบฝรั่งไว้มานานโดยไม่รู้ตัว พอกลับมาอยู่เมืองไทย จึงพูดอะไรไปตรงตามอาการแห่งจิต และสมอง โดยไม่คำนึงถึงบริบทแห่งสังคม ปากผมก็ว่าไปตามที่เราคิดว่ามันควรจะเป็น
วันหนึ่ง ภายหลังจากที่ได้ไต่เต้าจนก้าวขึ้นไปเป็นคนระดับชี้นิ้ว ลูกน้องใกล้ชิดคนหนึ่งก็ (กล้า) มาสารภาพว่า ในอดีตที่ผมยังเป็นผู้น้อยอยู่นั้นเธอเกลียดผมมากที่สุด เพราะพูดอะไรออกมาแต่ละที มีแต่ก้าวร้าว ด่าทอคนเขาไปหมด
แต่ตอนหลังเธอกลับมาคิดได้ว่า ที่ด่าไปนั้นทำไมด่าแต่นายเหนือหัว....ไม่เคยด่าลูกน้องเลยสักคนเดียว แม้จนบัดนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น ผมมาคิดได้ว่าที่เป็นอย่างนั้นคืออาจลอกนิสัยมาจากฝรั่งโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง เพราะฝรั่งเวลาประชุมกันนั้น ประธานจะโดน “ลูกน้อง” เฉ่งเป็นประจำ แถมลูกน้องนั้นเวลามันเฉ่งนาย มันเรียกชื่อเล่นเสียอีก เช่น “บิล” “บ๊อบ” ไม่ต้องมาอารัมภบทให้ยืดยาวก่อนวิจารณ์ว่า “กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ”
ผมถือว่าการด่าลูกน้องนั้น คนถ่อยมีอำนาจที่ไหนมันก็ทำได้เสมอ ส่วนการด่านายนั้น ปราชญ์ที่ไหนก็ทำไม่ค่อยได้
ผู้ใหญ่ไทยเราส่วนใหญ่ มักจะมองเห็นแต่ความผิดของลูกน้อง จึงก่นด่าแต่ลูกน้อง ส่วนนายเหนือหัวนั้น แหงนมองอย่างไรก็ไม่เห็นความผิด จึงมีแต่คำเยินยอ และนี่แหละมันทำให้นายเหลิงอำนาจ นำสู่การใช้อำนาจเพื่อผลักดันวาระอันไม่ชอบธรรมต่างๆมากมาย
เช่น พอนายต้องการเปลี่ยนแผนก็ทุบโต๊ะว่า “แผนก็คือแผน สามารถเปลี่ยนได้เสมอ” แต่พอคนอื่นต้องการเปลี่ยนแผนซึ่งนายไม่ชอบ นายก็จะทุบหัวโต๊ะบอกว่า “แผนเขาวางไว้ดีแล้วมีการวิจารณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างรอบคอบ ผมว่าเราไม่ควรมาเปลี่ยนตอนนี้นะครับ” ที่ประชุมก็จะนิ่ง (ซึ่งถือเป็นการยอมรับในที่สุด)
ภาษิตไทยมีว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมไทยเรามากจริงๆ มันทำให้ไม่เกิดการตรวจสอบกันเองในระดับสังคม การทำความชั่ว คอรัปชันจึงเกิดขึ้นได้ง่าย โดยนายใหญ่ที่ไม่ถูกตรวจสอบแบบตรงไปตรงมาของลูกน้องซึ่งเป็นองค์ประชุมนั่นเอง
ยกเว้นในรัฐสภาที่มันมีระบบพรรคมาครอบอีกต่อ ก็เลยล่อกันนัว ด่าทอกันดุดันยิ่งกว่ารัฐสภาฝรั่งที่นิยม directness เสียอีก เพราะฝรั่งนั้นเขาพูดตรงๆ ด้วยเหตุผล ส่วนของเรานั้นบทนอบน้อมก็ กราบเรียนท่านประธานอยู่นั่นแหละ แต่พออารมณ์ขึ้น (แถมมีพรรคคอยคุ้มกัน) ก็จะพูดกันด้วยอารมณ์ นำสู่การเสียดสี หยาบคายหลายประการ
สรุปคือ คนไทยเราจะกล้าพูด กล้าวิจารณ์ ก็ต่อเมื่อมีกระดองมาปกป้องคุ้มภัย แต่ถ้าไม่มีก็จะหงอราบคาบแก้ว และถ้ากล้าพูดในกระดองก็จะพูดแบบไร้เหตุผล ไม่ใช่ด้วยจิตสำนึกของตนเอง แต่พูดด้วยอารมณ์เพื่อสนองตอบต่อกระดองที่คุ้มภัยเสียมากกว่า
เรื่องความกล้าในการพูด วิจารณ์โดยสำนึกแห่งตนของฝรั่งนี้ ถือเป็นการ “คานอำนาจ” ในระดับรากหญ้า ที่สำคัญยิ่งทีเดียว เพระมันคือระบบคัดกรองคน กล่าวคือ คนในระดับล่างที่จะไต่เต้าเข้าไปเป็นคนระดับนำนั้น ถ้าไม่ดีจริง เก่งจริง ก็จะถูก “วิจารณ์ตก” ด้วยความตรงไปตรงมาเสียก่อนแต่เนิ่นๆ ไม่ปล่อยให้เป็นยืนกุมกระดุมในระดับสูงๆขึ้นไปได้หรอก เพื่อไปทำความเสียหายต่อสังคมในวงกว้างมากยิ่งขึ้นต่อไป ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมนั่นเอง
รากฐานของการกล้าวิจารณ์ของฝรั่งนี้ผมว่าน่าจะมาจากนิสัยความเป็นปัจเจกชน (individualism) ที่อิงตนเองเป็นหลัก โดยไม่ต้องอิงอำนาจของคนอื่นนั่นเอง ส่วนของเราต้องอิงอำนาจของ “ผู้ใหญ่” ก็เลยกลัวว่าถ้าพูดวิจารณ์อะไรออกไปอาจไปกระทบต่อผู้ใหญ่ได้ เพราะคนที่เราวิจารณ์นั้นเป็นคนของ “ผู้ใหญ่” นั่นเอง
แต่ระบบ “ผู้ใหญ่” ของเรานั้นถ้าบริหารจัดการให้ดี ก็อาจดีกว่าระบบฝรั่งก็เป็นได้ กล่าวคือ จะทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่เป็นคนเก่งคนดีนั่นเอง ถ้าทำได้ ระบบเราจะดีกว่าระบบฝรั่งเสียอีก เพราะประหยัดเวลา ไม่ต้องไปเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดให้เสียเวลาประชุม
ฝรั่งนั้นเขาตรงไปตรงมา มีอะไรก็พูดกันให้หายข้องใจ ผมเห็นหลายครั้งว่าฝรั่งมันเถียงกันคอเป็นเอ็นขนาดนั้น ถ้าเป็นเมืองไทยเรามันต่อยกันไปนานแล้ว ส่วนของเราไม่กล้าเถียง ทำเป็นสงบเสงี่ยม จึงเก็บกดเอาไว้ในใจ แล้วมาระบายความเก็บกดด้วยการเอามาล้างแค้นกันด้วยเสียงปืน โป้ง ๆ
ถ้าไม่ถึงกับโป้งๆ ก็เอามานินทา คือต่อหน้าไม่กล้าวิจารณ์เขา แต่เอามานินทาลับหลัง สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยการนินทา แต่ฝรั่งมีน้อยกว่ามาก เพราะเฉ่งกันต่อหน้าไปหมดแล้ว
ภาษิตไทยโบราณอันหนึ่งที่แม่ผมสอนตามที่ท่านจำมาจากบรรพชน (แต่ผมไม่เคยได้ยินจากตำราใดๆ) คือ “ด่าให้ด่าต่อหน้า ชมให้ชมลับหลัง” ซึ่งผมถือปฏิบัติเสมอมา (อย่างน้อยก็ตราบเท่าที่มีสติระลึกได้) ผมว่ามันดีมาก และถ้าทำได้ตามนี้สังคมไทยเราน่าจะเจริญกว่าฝรั่งในเร็ววันแน่นอน
แต่นี่มัน directness แบบโหดยิ่งกว่าฝรั่งอีกนะ เพราะฝรั่งนั้นดีเขาก็ชมต่อหน้า
...คนถางทาง
I have my motto: 'correct the result - privately, praise the person - publicly'.
This does not work many times because the person, whose result needs corrected, makes the result her/his personal characters/properties and gets offended by any attempt to correct the result.
To put that in Buddhist context -- 'anatta' is not appreciated. What more is this: the 'result' becomes a chain on her/his neck and becomes permanent 'dukkha' even when the world has changed. ;-)