ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๒)
ในตอนที่ ๑ ผมได้สรุปว่าความกล้าคิด กล้ารู้ กล้าทำ กล้าเดี่ยว (ไม่รวมกลุ่ม) อันเป็นผลพวงจากนิสัยแบบปัจเจกของฝรั่งคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเจริญ
อีกปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ฝรั่งเจริญกว่าไทย คือจริยธรรมการทำงาน (work ethics)
work ethics เป็นคำมาตรฐานในวัฒนธรรมฝรั่งที่ทุกคนรู้ดี เช่น จะมีคำถามติดปากว่า “What’s his work ethic?” (จริยธรรมการทำงานของหมอนี่เป็นอย่างไร) ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งถามกับผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง ถึงเด็กอีกคนหนึ่งที่ผู้ใหญ่คนหลังรู้จักดี
แต่คำคำนี้ไม่มีบัญญัติไว้ในภาษาไทยเลย แสดงว่าเราไม่สนใจในประเด็นนี้กันเลย แต่ผมว่าสิ่งนี้แหละ ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ฝรั่งเจริญกว่าไทย
พวกโปรเทสแตนท์ในยุโรป และพวกอังกฤษ puritan ที่เข้าไปบุกเบิกอเมริกา เป็นพวกเคร่งศาสนา เขาถือว่าการทำงานคือการรับใช้พระจ้า ที่จะนำสู่การหลุดพ้นในสวรรค์ (salvation) เป็นรางวัลที่พระเจ้าประทานให้กับคนที่อุทิศตนทำงานหนักและภักดีต่อพระเจ้า นับเป็นอุบายที่สร้าง work ethics ได้ดีมาก และทำให้เมกาก้าวขึ้นเป็นเจ้าโลกได้ภายในเวลา 200 ปีต่อมา แต่ได้ข่าวว่าทุกวันนี้ work ethics ของคนเมกันถดถอยลงมาก แต่คนเยอรมันยังคงเส้นคงวา (จึงสามารถสร้างชาติมาเป็นแนวหน้าได้อีกแล้ว แม้แพ้สงครามโลกยับเยินไปหมดทั้งประเทศ เมื่อไม่นานมานี้)
คนญี่ปุ่นก็มีจริยธรรมการงานสูงมาก อาจสูงเกินไปด้วยซ้ำ ทำงานหนักกันจนบดบังความคิดสร้างสรรค์เสียหมด จึงได้แต่ลอกไอเดียต่างๆมาจากยุโรปและอเมริกา แล้วเอามาทำเป็นรูปธรรม เป็นสินค้าออกขายมากมาย แต่สินค้าจะมีคุณภาพดี มีราคาที่แข่งขันได้ในตลาดโลก ล้วนต้องมาจากจริยธรรมการงานทั้งสิ้น
ท่านพุทธทาสภิกขุได้พยายามผลักดันอุบายอันแยบยลว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ซึ่งน่าเสียดายว่าไม่มีการสานต่อให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนจริยธรรมการทำงานของคนไทยให้ดีขึ้น ยิ่งตอนนี้มีกระทรวงวัฒนธรรมแล้วด้วย แต่ดันไปเน้นที่การฟ้อนรำ ช่อฟ้า หางหงส์ซึ่งเป็นวัฒนธรรมด้านนอก แทนที่จะหันมาเน้นกันที่วัฒนธรรมด้านในที่มุ่งการอุทิศจิตใจให้แก่การงาน ให้เป็นวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ของคนไทย
จริยธรรมการทำงานกินความกว้างกว่า วินัยการทำงาน หมายถึงการทำงานอย่างเต็มกำลัง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และนายจ้าง พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของนายจ้าง ดังนั้นต้องปราศจากพฤติกรรมอู้งานทุกอย่าง ต้องไม่เอาเวลางานไปทำเรื่องสนุกสนานส่วนตน (เช่นคุยกัน) ช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่ายให้นายจ้าง เช่น ไม่ใช้น้ำไฟเกินจำเป็น แม้กระดาษชำระในห้องน้ำที่ทำงานก็ตาม ถ้ามีเวลาว่างจริงๆ ก็ต้องเอาขวนขวายหาความรู้ในหน้าที่การงานโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มากขึ้นหรือมีจิตอาสาไปถามหางานเพิ่มจากนายจ้าง
ถ้าข้าราชการไทยมีจริยธรรมการทำงานดังว่า เชื่อว่าจำนวนคนที่จำเป็นในการทำงานจะลดลงสองเท่าทันที แรงงานที่เหลือก็เอาไปพัฒนาประเทศด้านอื่น บริษัทห้างร้านก็จะสามารถลดจำนวนพนักงานลงได้มาก เช่น ห้างสรรพสินค้า เดินเข้าไปเจอพนักงานเดินกันยั้วเยี้ยไปหมด ส่วนใหญ่ยืนจับกลุ่มคุยกัน พอเราหาของไม่เจอแล้วไปถาม ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน พอหาเจอแล้วถามข้อมูลสินค้าลึกๆ ก็ไม่รู้อีก บางทียืนคุยกันจนบังทางทำให้เราเข้าไปดูสินค้าไม่ได้ ส่วนพนักงานในร้านสรรพสินค้าฝรั่งมีน้อยมาก (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าจ้างแพง) แต่ถามอะไรพวกเขาจะรู้หมด นี่แสดงว่าพวกเขามีจริยธรรมการทำงานนั่นเอง
คนไทยเราทำงานวันละสองชาม (ตอนเช้ากับตอนเย็น) แถมตอนไปกินกลางวัน ออก 1130 กลับเข้า 1330 (คอรัปชันเวลาไปแล้ว 1 ชม ) ระหว่างทำงานก็คุยกันไปเม้าท์กันไป 1600 น. ก็จ้องดูนาฬิกาแล้ว ไม่เป็นอันทำงาน 1630 ปุ๊บก็ฉกกระเป๋า วิ่งแย่งกันออกประตู ส่วนฝรั่งไม่ได้ขยันไปกว่าเราหรอก ผมเคยทำงานกับฝรั่งในประเทศของเขามา 13 ปี ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่เห็นว่าเขาจะขยันไปกว่าเรา แต่ในระหว่างทำงาน 9 to 5 เขาทำเต็มที่ ไม่มีอู้ ไม่มีโกงเวลา ไม่มีมาเม้าท์แตกแบบไทยเรา
การเรียนหนังสือของนักศึกษาก็ถือได้ว่าเป็นการทำงานอย่างหนึ่ง แต่นศ.ในมหาลัยไทย คุยกันมากในเวลาเรียน แถมหลับ เข้าห้องน้ำ (ไปแอบสูบบุหรี่ หรือไม่ก็ปวดจริง..ซึ่งแสดงว่าไม่ได้เตรียมตัวพร้อมเรียน ก็ไม่มีจริยธรรมอีกนั่นแหละ ) แต่นศ.หรั่ง หาเรื่องพวกนี้ได้ยากมาก (ในระดับมหาลัย) ทุกคนตั้งใจเรียนเต็มที่ ถามปัญหากันระงม
ส่วนครูอาจารย์ไทยเรา เห็นได้ว่าจำนวนมากเอาเวลางานไปหาลำไพ่ เช่น ค้าขาย เป็นที่ปรึกษาบริษัท ไม่ยอมทำงานสอนวิจัยให้ดี ในระดับประถมมัธยมครูยังต้องทำหน้าที่พ่อแม่คนที่สอง ช่วยสอดส่องควบคุมพฤติกรรมเด็กนักเรียน แต่ครูก็ไม่ทำ ปล่อยให้ลูกเต้าไทยเสียหายไปมาก เอาเวลาไปหากินกันเสียก็มาก เช่น ขายประกัน ขายสินค้าส่งถึงบ้านทั้งหลาย
ครูไม่มีจริยธรรมการทำงานเป็นตัวอย่าง แล้วจะให้เด็กไทยมีจริยธรรมการทำงานในอนาคตนั้น มันคงยากนะครับ
...คนถางทาง