๒๑ มกราคม ๒๕๕๕
เรียน เพื่อนครู
ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
วันจันทร์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๕ เช้าเข้าสำนักงานเขต คุณบรรจบ สงฤทธิ์ จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแจ้งให้ทราบว่ามีครูมาประท้วงคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูปทุมธานี จำกัด ที่ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี เลยเรียนให้ทราบว่าวันนี้เป็นวันครู มติคณะรัฐมนตรีให้ถือเป็นวันหยุดของครู และสมาชิกสหกรณ์ประกอบด้วยครูประจำการและครูบำนาญทุกสังกัดในจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอกอำนาจบังคับบัญชาของผม ที่สำคัญผมเป็นเพียงสมาชิกใหม่หุ้นน้อย และไม่ได้เป็นที่ปรึกษาหรือตำแหน่งใด ๆ ในสหกรณ์แห่งนี้ จึงไม่ได้ไปร่วมแก้ปัญหากับกรรมการระดับจังหวัด ให้เต้ยขับรถไปโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ พบ ผอ.นารี คูหาเรืองรอง จึงได้เสนอแนะให้เปลี่ยนแปลงบางจุดเพื่อให้เกิดความสวยงามยิ่งขึ้น เที่ยงกลับบ้านพักเพื่อเตรียมตัวไปงานวันครูในตอนบ่าย อากาศยามบ่ายวันนี้ร้อนมาก ดีที่พอมีอาคารเรียนให้ครูได้พักร่มเงา แม้ไม่มีที่นั่งเพราะพังไปกับกระแสน้ำจนหมดสิ้น ได้ประสานท่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้ชะลอการเดินทางกว่ากำหนดการเดิม ๑ ชั่วโมง พอท่านมาถึงก็ยังร้อนอยู่ดี จึงต้องนำท่านไปพักที่ห้องรับรอง ซึ่งท่านรองฯสมมาตร ชิตญาติ ไปจัดไว้รอ ประมาณ ๑๗ นาฬิกา พิธีการจึงเริ่มขึ้นท่ามกลางมวลครูพันกว่าคน จบพิธีการต่อด้วยการมอบเกียรติบัตรอีก ๓๐๐ กว่าราย จึงเชิญผู้ทรงคุณวุฒิไปร่วมมอบกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๙ ท่าน ทำให้ย่นเวลาไปได้มาก กิจกรรมบนเวที ดำเนินการไปตามกำหนด คือ การแสดงของครูอำเภอต่าง ๆ ทั้ง ๔ อำเภอ งานนี้นายชาญ พวงเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี มามอบเงินสนับสนุนการจัดงาน ๑ แสนบาท และมอบเงินรางวัลต่าง ๆ อีกประมาณ ๓ หมื่นบาท ประมาณ ๓ ทุ่มงานวันครูประจำปี ๒๕๕๕ จึงยุติลง

วันอังคารที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ วันนี้ให้โรงเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือจาก มูลนิธิ Save Child มารับกระเป๋านักเรียนไปแจกให้ตรงตามรายชื่อนักเรียนที่เราเสนอเขาไป นักการช่วยกันขนขยะ(กองหนังสือ)ที่จมน้ำตรงเชิงบันไดไปทิ้ง เพื่อจัดระเบียบใหม่ ครูที่รับย้ายจากยะลาโทร.มาบอกว่ายังไม่ได้รับคำสั่ง จึงให้เจ้าหน้าที่ส่งแฟกซ์ไปให้ สักพักโทร.กลับมาบอกว่าขอระงับได้ไหม ถามว่าทำไม เขาบอกว่า แฟกซ์ได้รับเพียงครึ่งแผ่น พอโทร.มาแจ้งฝ่ายบุคคลกลับถูกตะคอก เลยรับภาระให้ส่ง mail มา ผมจัดการส่งให้เองเรื่องจึงจบ การต่อสู้กับนิสัยของคนบางครั้งก็เหนื่อยกว่าลงมือทำเสียเอง แต่ต้องตัดแต้มจดเอาไว้ในใจเหมือนกัน เที่ยงพาทีมผูกผ้าโรงเรียนขจรทรัพย์อำรุงไปทานข้าวที่ร้านนิวตุ๊ก ทางไปสามโคก เย็นทำงานเอกสารและติดตามข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี จากสื่อมวลชน

วันพุธที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ เข้าสำนักงานแต่เช้าเพราะจะเตรียมต้อนรับคณะของคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ที่จะมามอบหนังสือที่โรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ย รอไปรอมาโอละพ่อ ท่านบอกว่าไม่ใช่เดือนนี้ แต่เป็นเดือนหน้า เลยต้องเข้าไปโรงเรียน

นำอาหารปิ่นโตไปถวายหลวงพ่อแทน ก็เป็นการทำบุญเนื่องในโอกาสวันครู เพราะปีนี้งดการตักบาตรและพิธีสงฆ์ ได้ทำบุญวันนี้จึงได้อุทิศส่วนกุศลให้บูรพาจารย์ ทำบุญแล้วก็ไปเยี่ยมโรงเรียน เขาช่วยกันปรับปรุงจนดูสะอาดและสวยงาม คุณหญิงกษมา โทรศัพท์ว่าออกจากอยุธยาแล้ว จะแวะมาหาที่โรงเรียน จึงสั่งกับข้าวจากครัวเรือนเจ้าพระยา มาสมทบกับน้ำพริกและแกงส้มของโรงเรียน เขาจัดโต๊ะไว้ที่โรงอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้กินข้าวกับท่านมานาน ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ วันท่านลาออกจากราชการ ที่กระทรวงศึกษาธิการ สรุปว่าวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ท่านและคณะจะมาใหม่ บ่ายกลับสำนักงานนั่งทำงานและรับแขกที่ห้องสโมสร เย็น ๆ ผู้บริหารมาใช้บริการคาราโอเกะ ๔-๕ คน มีอาการเจ็บคอขึ้นมาเป็นสัญญาณบอกให้ทราบว่ากำลังจะเป็นหวัด จึงกลับที่พักเร็วกว่าปกติ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ เช้ามีการประชุมเพื่อพิจารณาแผนพัฒนาการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ แม้กระทรวงศึกษาธิการเพิ่งเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการไปเมื่อวาน แต่เราก็นำกรอบนโยบายหลักมาจัดทำแผน ฝากให้ประเมินผลโครงการที่ผ่านมาด้วยว่าสำเร็จระหว่างดำเนินงานและขั้นปลายอย่างไร เพราะฝ่ายที่รวบรวมข้อมูลด้านนี้บ่นให้ฟังบ่อย มอบนโยบายเสร็จปล่อยให้เขาทำงานกัน ขึ้นไปทำงานที่ห้องชั้น ๓ เดินเยี่ยมห้องทำงาน เจ้าหน้าที่บ่นกันว่าร้อน เพราะไฟฟ้าดับ ตั้งแต่เกิดเหตุไฟช๊อตเมื่อสองวันมาแล้วเพราะระบบไฟฟ้ายังใช้รวมกันกับเขตมัธยม เจ้าหน้าที่ไฟฟ้าเขาบอกว่าเราใช้ไฟเกินมาตรฐาน กำลังให้ประชุมร่วมกันเพื่อแก้ไข เที่ยงอาการป่วยเริ่มหนักขึ้น บ่ายจึงกลับบ้านพัก

วันศุกร์ที่ ๒๐
มกราคม ๒๕๕๕ วันนี้ต้องลาอีกวัน
คุณณรงค์ วุ่นซิ่ว เพื่อน นปส.๕๓ เลขานุการ
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านพระนาย สุวรรณรัตน์ โทร.บอกว่า
ปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบให้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑
ใช้ที่ดินราชพัสดุเนื้อที่ ๒ ไร่ ๙๒ ตารางวา
สร้างอาคารสำนักงานเรียบร้อยแล้ว ตามหนังสือที่ มท ๐๒๐๓.๔/๒๐๕๒
ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔
ถือเป็นข่าวดีสำหรับปีใหม่ หลังจากที่ พยายามมาถึง ๒ ปี
ที่ดินแปลงนี้อยู่ถัดศาลากลางจังหวัดประมาณ ๓๐๐ เมตร
เป็นแปลงที่ติดกับสมาคมชาวเลย คงสะดวกสบายทั้งคนติดต่อและคนปฏิบัติงาน
ยังมีขั้นตอนกับกรมธนารักษ์และการของบประมาณก่อสร้างจาก สพฐ.
ก่อนเที่ยงไปหาหมอที่วชิระคลินิก ซอยจรัญ ๗๕ ได้ยาหวัดมา
๔- ๕ รายการ ขากลับมาแวะร้านอินเตอร์นอล ๔X๔
ย่านบางกรวยเพื่อใส่กันสะบัดพวงมาลัย แรกตกลงเขาบอกว่า ๑
ชั่วโมงก็เสร็จ เอาเข้าจริง เจ้าของร้านเหลวไหลจนเกือบ ๑๗ นาฬิกา
ต้องมาตั้งศูนย์ล้อที่เอกโอฬารอีกจึงเรียบร้อย
ก่อนลาสัปดาห์นี้มีนิทานเบา มาเล่าสู่กันฟัง
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวเกาะ บ้านอยู่ในชนบทแห่งหนึ่ง เขาเรียนเก่งมาก
ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศอยู่หลายปี จบปริญญาเอกเป็นด็อกเตอร์
พอเขากลับมาเมืองไทย จึงได้กลับไปเยี่ยมบ้าน.
บ้านของชายหนุ่มอยู่อีกฟากหนึ่ง เขาไม่มีทางไปต้องนั่งเรือข้ามไป
ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง... ชายหนุ่มไปพบชายแจวเรือจ้าง
ชื่อลุงป้อม ให้ช่วยพาข้ามฟากชายหนุ่ม
"เรือที่ใช้เครื่องยนต์...ไม่มีหรือลุง?"
ลุงป้อม "ไม่มีหรอกหลานชาย...ที่นี่มันบ้านนอก...ห่างไกลความเจริญ...มีแต่เรือแจว...
ชายหนุ่ม "โอ้.. มันล้าสมัยมากเลยนะลุง..โบราณ..มาก ประเทศที่ผมไปเรียนอยู่นั้น เขาใช้เครื่องบินกันแล้ว.. ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก ไปส่งผมฝั่งโน้นคิดเท่าไรลุง...?"
ลุงป้อม "60 บาทครับ..."
ชายหนุ่ม "ตกลง...ไปเลยลุง"
ในขณะที่ลุงแจวเรือ...หนุ่มนักเรียนนอก...ก็เล่าเรื่องความทันสมัยความก้าวหน้าความทันสมัยของต่างประเทศให้ลุงฟัง
ชายหนุ่ม "ผมว่าเมืองไทย...เมื่อเทียบกับประเทศที่ผมไปเรียนแล้ว..ล้าสมัยมาก ไม่รู้คนไทยอยู่กันได้ยังไง ทำไมไม่พัฒนา ตามเขาให้ทัน... ลุงใช้คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตเป็นไหม?"
ลุงป้อม "ลุงไม่รู้จักหรอก ไอคอมพิวต้ง คอมพิวเตอร์อะไรนี่...ใช้ไม่เป็นครับ.."
ชายหนุ่ม "โอ้โฮ...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะชีวิตของลุงน่ะหายไปแล้ว 25 %...เอ้อแล้วลุงรู้ไหมว่าเศรษฐกิจของโลกตอนนี้เป็นยังไง ทำไมราคาน้ำมัน มันขึ้นเอา ขึ้นเอา...แทบทุกวัน?"
ลุงป้อม "โอ้ เรื่องนี้ลุงก็ไม่รู้หรอก.."
ชายหนุ่ม "ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงหายไปแล้ว...50 %"
ชายหนุ่ม "ลุง ลุง..กลับมาเรื่องข้าวไทยบ้าง ลุงรู้ไหมว่าทำไมราคาข้าวในตลาดโลกถึงแพง?"
ลุงป้อม "ลุงไม่รู้หรอกหลานเอ๊ย.. ชีวิตของลุง รู้อยู่อย่างเดียวว่า ทำยังไงถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น..."
ชายหนุ่ม "ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงน่ะ หายไปแล้ว...75 %"
พอดีช่วงนั้น...ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลุงป้อม-คนแจวเรือ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "ดูเมฆดำนั่นซิพ่อ หนุ่ม พายุคงจะมาในไม่ช้า"
ลุงป้อม "นี่พ่อหนุ่ม..เรียนหนังสือมาก็เยอะ..จบดอกเตอร์มาจากต่างประเทศ ลุงบังอาจถามอะไรสักหน่อยได้ไหม...?"
ชายหนุ่ม "ได้ซิ...จะถามอะไรหรือลุง...?"
ลุงป้อม "พ่อหนุ่มว่ายน้ำเป็นไหม...?"
ชายหนุ่มพูดอย่างตกใจกลัว "ว่ายน้ำ.. ผมว่ายน้ำไม่เป็นหรอก...ลุง"
ลุงป้อม "อะไรกัน คุณว่ายน้ำไม่เป็น.. คุณจบจากต่างประเทศ คุณรอบรู้ออกมากมาย แต่ทำไมไม่เรียนวิชาว่ายน้ำด้วยเล่า อีกประเดี๋ยวเถอะ คุณจะรู้ว่าชีวิตของคุณกำลังจะหายไป 100 % แล้วหละพ่อ หนุ่ม"
พายุพัดจัดขึ้น เรือลำน้อยถูกคลื่นและลมพัดโยนขึ้นๆลงๆ ในไม่ช้าก็ถูกคลื่นและพายุกระหน่ำจนเรือพลิกคว่ำ ลุงป้อม- คนแจวเรือจ้างว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย แต่ทว่า ด๊อกเตอร์ ผู้น่าสงสาร จมหายไปใต้กระแสน้ำอันไหลเชี่ยวนั้น หากไม่ได้ห่วงยางจากลุงป้อมช่วยชีวิตไว้ทัน
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : บางครั้งคนเรามีความรู้ตั้งมากมาย แต่เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันขึ้นมา ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตตัวเองได้ อย่างที่โบราณเขาว่าไว้ "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" ดังนี้แล
กำจัด คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑
ส่วนใหญ่มักเป็นแบบนี้ค่ะ
เก่งและรู้ดี - รู้จริง - รู้ลึก
แต่กับเรื่องง่ายๆดันไม่รู้ซะนี่