แต่ความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าวกลับทำให้คนรุ่นหลังสบาย รอรับอานิสงส์ที่เกิดขึ้น จนการเผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ในที่ตั้งคือพุทธสถาน ไม่ขยายตัวออกไปข้างนอกอีก การทำงานด้านการเผยแผ่จึงเป็นการทำงานในเชิงรับมากกว่าเชิงรุกไม่เหมือนยุคพุทธกาล จนก่อให้เกิดเป็นปัญหาระยะยาวที่สะสมให้กับพระนักเผยแผ่ยุคปัจจุบันได้ช่วยกันคิดค้นหาวิธีการในการเผยแผ่

 

     หลังจากพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยทางสุวรรณภูมิแล้วสร้างความเจริญรุ่งเรืองในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา วรรณกรรม ทัศนะคติจำนวนมาก จนมีศาสนสถานเป็นจำนวนมากถึงกว่าสามหมื่นวัด มีภิกษุสามเณรมากกว่าสี่แสนรูป  มีพุทธศาสนิกชนมากกว่าร้อยละ  90  (ประเวศ  วะสีในศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร 2542 : 7) การที่คนรุ่นก่อนได้ช่วยกันทำพุทธศาสนาในเชิงรุก จึงทำให้พุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกถึงจิตใจคนไทยทั้งชาติ จนคนรุ่นหลังได้รับอานิสงส์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ หรือเรียกอีกอย่างว่าฝ่ายวัดและฝ่ายสังคมล้วนผ่านการกล่อมเกลาจากพุทธศาสนาทั้งสิ้น

     แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของวัดและพระสงฆ์ในสังคมไทย (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี 2545 : 23-25)  ระบุว่า นับแต่สมัยโบราณวัดมีความสำคัญยิ่งต่อสังคมไทย  ทุกหมู่บ้านจึงมีวัดเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมทางพุทธศาสนา  มีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและสติปัญญา  เป็นศูนย์กลางของความเชื่อถือ  และความสามัคคี  ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์จึงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมาหลายศตวรรษ

                บทบาทในอดีต  วัดเป็นสถานศึกษาสำหรับประชาชนแทบทุกเพศทุกวัย  เป็นแหล่งรวมศิลปะวิทยาการในด้านต่าง ๆ การเรียนการสอนในวัดระยะแรกยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก  มีความมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนประพฤติดีปฏิบัติชอบโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนเก่งดีและสังคมโดยรวมเกิดความสงบสุข 

     นอกจากนี้ผู้เรียนยังได้มีโอกาสศึกษาศิลปวิทยาต่าง ๆ ที่เป็นความรู้เพื่อการดำรงรักษาไว้ซึ่งสังคม  ได้แก่  วิชาก่อสร้าง  ช่างฝีมือ  จิตรกรรม  ประติมากรรม  สถาปัตยกรรม  เภสัชกรรม  นิติศาสตร์  พงศาวดาร  ตำนานเมืองและท้องถิ่น  โดยมีพระสงฆ์เป็นครูจัดการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างไม่เป็นทางการ   กระบวนการถ่ายทอดยังไม่เป็นระบบ  ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นจึงทำให้ผู้เรียนหันเหความสนใจไปในด้านอื่น ๆ ทำให้ศิลปวิทยาเหล่านี้ค่อย ๆ เสื่อมสูญไปอย่างน่าเสียดาย

                ประเด็นดังกล่าวนี้ พระไพศาล วิสาโล (2546 : 178) ได้ให้ทัศนะไว้ว่า ขณะที่พระสงฆ์มีบทบาทในด้านศาสนาน้อยลงไป แต่คฤหัสถ์กลับมีบทบาททางด้านกิจกรรมพุทธศาสนามากขึ้น เช่น ประเวศ วะสี, ระวี  ภาวิไล, สุลักษณ์  ศิวรักษ์, ทองคำ  ศรีโยธิน, สิริ  กรินชัย, อมรา  มลิลา, เสถียรพงษ์  วรรณปก, เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์, พล.ต.อ.วสิษฐ  เดชกุญชร นอกจากนี้จะมีบทบาทในการสอนหรือการเป็นแหล่งความรู้ทางธรรมที่เรียกว่าปริยัติแล้ว ยังรวมไปถึงด้านการปฏิบัติด้วย โดยมีสภาพสิ่งแวดล้อมใหม่คืออาศรม ตามบ้านเรือน สำนักของคฤหัสถ์ที่รวมตัวกันในรูปมูลนิธิ เช่น ศูนย์ปฏิบัติธรรมกมลา (แนวโคเอ็นก้า), มูลนิธิยุวพุทธิกสมาคม ประเด็นที่น่าสนใจคือนอกจากคฤหัสถ์จะเข้ามารวมตัวกันปฏิบัตแล้ว ยังมีพระภิกษุเข้ามารับการฝึกปฏิบัติด้วย

     อย่างไรก็ตาม พระมหาประยุทธ์  ปยุตฺโต (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมคุณาภรณ์) ได้สรุปบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางของสังคมในคราวบรรยายให้กับพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กับสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ (ระหว่างวันที่ 9-11  สิงหาคม  2512) ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

                1. เป็นสถานศึกษา  สำหรับประชาชน  ส่งกุลบุตรมาอยู่รับใช้พระเพื่อรับการฝึกอบรมทาง

ศีลธรรม  และเล่าเรียนวิชาการต่าง ๆ ตามที่มีสอนในสมัยนั้น

                2. เป็นสถานสงเคราะห์  การที่บุตรหลานชาวบ้านหรือประชาชนที่ยากจน  ได้มาอาศัยเลี้ยงชีวิตและศึกษาเล่าเรียน  ตลอดถึงผู้ใหญ่ที่ยากจนมาอาศัยเลี้ยงชีพ

                3. เป็นสถานพยาบาลที่รักษาผู้เจ็บป่วยตามภูมิรู้ของคนสมัยนั้น

                4. เป็นที่พักคนเดินทาง

                5. เป็นสโมสรที่ชาวบ้านมาพบปะสังสรรค์  หย่อนใจ  หาความรู้เพิ่มเติม

                6. เป็นสถานบันเทิง ที่จัดงานเทศกาล  และมหรสพต่าง ๆ สำหรับชาวบ้านทั้งหมด

                7. เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาชีวิต  ครอบครัวและความทุกข์ต่าง ๆ

                8. เป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรม  ที่รวบรวมศิลปกรรมต่าง ๆ ของชาติ  ตลอดจนเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์

                9. เป็นคลังวัสดุ  สำหรับเก็บของใช้ต่าง ๆ ซึ่งประชาชนจะได้ใช้ร่วมกัน  เมื่อมีงานวัดหรือยืมไปใช้เมื่อตอนมีงาน

                10. เป็นศูนย์กลางการบริหารหรือการปกครอง  ที่กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านจะเรียกลูกบ้านมาประชุมกัน  บอกแจ้งกิจกรรมต่าง ๆ (ในยามสงคราม  อาจใช้เป็นที่ชุมนุมทหาร)

                11. เป็นที่ประกอบพิธีกรรม  หรือใช้บริการด้านพิธีกรรม  อันเป็นเรื่องผูกพันกับชีวิตของทุกคน  ในระยะเวลาต่าง ๆ ของชีวิต

     แต่ความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าวกลับทำให้คนรุ่นหลังสบาย รอรับอานิสงส์ที่เกิดขึ้น จนการเผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ในที่ตั้งคือพุทธสถาน ไม่ขยายตัวออกไปข้างนอกอีก การทำงานด้านการเผยแผ่จึงเป็นการทำงานในเชิงรับมากกว่าเชิงรุกไม่เหมือนยุคพุทธกาล จนก่อให้เกิดเป็นปัญหาระยะยาวที่สะสมให้กับพระนักเผยแผ่ยุคปัจจุบันได้ช่วยกันคิดค้นหาวิธีการในการเผยแผ่

     จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น คณะสงฆ์ในฝ่ายศาสนจักรจึงเกิดความปริวิตกในสิ่งที่เกิดขึ้นจึงปรึกษากันหลายฝ่าย ในที่สุดรัฐบาลในฝ่ายอาณาจักรจึงเห็นชอบในการจัดตั้งองค์กรทางพุทธศาสนาที่เรียกว่ามหาเถรสมาคม ก็เพื่อให้บริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันนั้นได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ปี พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่  2) พ.ศ. 2535   ได้ระบุอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม เอาไว้ว่า   (สถาบันส่งเสริมและพัฒนาการพระศาสนา. 2547 : 5)

  1. ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม
  2. ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร
  3. ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา  การศึกษาสงเคราะห์  การเผยแผ่                การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของสงฆ์
  4. รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา
  5. ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่น

     ทำให้เห็นว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับนี้ได้กำหนดให้พระสงฆ์ได้ดูแลและส่งเสริมงานทั้งหมดจำนวน  6  ด้านด้วยกัน  ประกอบด้วย

  1. งานด้านปกครอง
  2. งานด้านการศาสนศึกษา
  3. งานด้านการศึกษาสงเคราะห์
  4. งานด้านการเผยแผ่
  5. งานด้านการสาธารณูปการ
  6. งานด้านการสาธารณสงเคราะห์

     เมื่อนำภารกิจทั้ง 6 ด้านมาศึกษาแล้วจะเห็นว่าภารกิจด้านที่  3, 4 และ 6 อันได้แก่งานด้านการศึกษาสงเคราะห์, งานด้านการเผยแผ่  และงานด้านการสาธารณสงเคราะห์ คืองานของพุทธศาสนาเชิงรุก